ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2560 เวลา 14:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/life/life/512104

ปลูกฝังทักษะใช้จ่าย เงินทองไม่รั่วไหล

เรื่อง ราตรีแต่ง

พ่อแม่หรือญาติที่มีหน้าที่อุ้มชูปลูกฝังบุตรหลาน ควรเริ่มสอนให้พวกเขามีวินัยการใช้เงินตั้งแต่เด็ก เงินทองที่กว่าจะหามาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย การบ่มเพาะนิสัยเรื่องเงินเล็กๆน้อยๆ ตั้งเด็กน้อย เช่นว่า “เงินมีขา เดินได้” ฟังดูเป็นนิทานสนุกๆ แต่ความหมายถ่องแท้ประโยคนี้ก็คือ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างไร ก็ยังมีช่องโหว่ให้เงินทองรั่วไหลได้ตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ประสิทธิภาพ และทักษะในการในการบริหารใช้จ่ายเงินไม่รั่วไหล จึงเป็นหลักประกันความอยู่รอดเพียงประการเดียว

ศูนย์ส่งเสริมการพัฒนาความรู้ตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะวิธีการใช้จ่ายเงินด้วยแนวคิด “4 รู้” ซึ่งจะเป็นคัมภีร์อบรมลูกหลานนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ในทุกๆ วัน คือ

“รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล” 4 คำสั้นๆ นี้ เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่จะช่วยให้ทุกคนบรรลุเป้าหมายชีวิตได้ เพราะแทบจะทุกเป้าหมายในชีวิตล้วนต้องอาศัยการวางแผนทางการเงินที่ดี เข้ามาสนับสนุนจึงจะทำให้สำเร็จผลได้ โดยแนวคิด 4 รู้ จะสอนให้เริ่มต้นคิดตั้งแต่วัยรุ่น กับการตั้งเป้าหมายสู่การวางแผนออมเงิน ที่ต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเพื่อที่จะให้แผนการออมเงินไม่ผิดพลาด เพื่อให้รู้เทคนิควิธีการต้องเรียนรู้เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ถูกใช้จ่ายไปอย่างคุ้มค่า และสุดท้ายยังจะได้เรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อที่จะสามารถต่อยอดเงินออม ที่สะสมไว้ได้จำนวนหนึ่งแล้ว ให้ไปผลิดอกออกผลและมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้

คู่มือการวางแผนการเงินส่วนบุคคล จะช่วยทำให้เห็นว่าเรื่องการวางแผนการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ใครเริ่มรู้ก่อน และเริ่มทำได้ก่อน คนนั้นก็ถือเป็นผู้ที่เข้าใกล้เส้นชัยแห่งความสำเร็จในชีวิตที่วางไว้เร็วกว่าคนอื่น

เริ่มลองสำรวจว่าบุตรหลานของเรามีนิสัยการใช้เงินอย่างไร มีทั้งหมด 3 กุล่ม

กลุ่มแรก “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้”

กลุ่มสอง “เหลือจ่าย… ค่อยเอาไปเก็บ”

กลุ่มสาม “จ่ายออกอย่างเดียว… ไม่มีเหลือเก็บ (เล้ย!!!)”

กลุ่มที่ต้องปรับพฤติกรรมการใช้เงิน คือ คนที่ใช้จ่ายแบบกลุ่มที่สอง และกลุ่มที่สาม คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่แน่ๆ วิธีเหลือจ่าย…ค่อยเอาไปเก็บ ฟังๆ ดูก็ยังมีเงินเก็บบ้าง แต่จะทำให้มีเงินเหลือเก็บแค่บางวันเท่านั้น นั่นเพราะโอกาสที่เราจะใช้จ่ายเพลินจนเกินห้ามใจไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมีมากมาย ลูกหลานใครอยู่ในกลุ่มนี้พิสูจน์ได้จากกระปุกออมสินเบาโหวงตลอด ไม่เคยเต็มเหมือนกับคนอื่นเขาสักที เพราะอย่างนี้ จึงต้องปลูกฝังให้เป็นเด็กกลุ่มแรกให้ได้ คือ “เหลือเก็บ… ค่อยเอาไปใช้” ต้องมีวินัยการออมก่อน และใช้ทีหลัง โดยเราต้องกันเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่อหยอดกระปุกเป็นเงินออมก่อน แล้วค่อยนำเงินส่วนที่เหลือไปใช้จ่าย ไม่ใช่ “เหลือจ่าย…แล้วค่อยเอาไปเก็บ” อย่างที่ทำสบายๆ กันอยู่

ควรตอกย้ำว่าการออมมีความสำคัญกับชีวิต มากกว่าเป็นแค่เงินเหลือจากการใช้จ่าย แต่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตที่ดี มีฐานะที่มั่นคงในอนาคตของเราเลยทีเดียว อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอนและเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้เสมอๆ นี่คือสิ่งที่ต้องย้ำสอนลูกๆ หลานๆ ต้อง เตรียมตัวเองให้พร้อม เมื่อจะต้องเจอกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน อย่างน้อยๆ การมีเงินออมสำรองไว้ก็ยังพอช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง แต่ประโยชน์ของเงินออมไม่ได้มีแค่เฉพาะยามฉุกเฉินเท่านั้นหรอกนะ

ในช่วงเวลาปกติเงินออมยังช่วยเพิ่มโอกาสให้เรามี “อิสระทางการเงิน” ได้มากขึ้นอีกด้วย อิสระทางการเงิน ที่ว่านี้ก็หมายถึง การที่เราสอนบุตรหลานให้สามารถตัดสินใจใช้จ่ายเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องแบมือ ขอจากคุณพ่อคุณแม่ งานรับจ้างทั่วไป เช่น งานเสิร์ฟอาหาร งานห่อของขวัญ งานขายของ งานรับจ้างใส่ชุดแมสคอต คอสเพลย์ให้กับสินค้าต่างๆ งานแจกสินค้าตัวอย่างโบรชัวร์ ใบปลิวต่างๆ งานรับจ้างคีย์ข้อมูล และงานตอบแบบสอบถามออนไลน์ ปัจจุบันมีบริษัทวิจัยสินค้ามากมายที่ต้องการสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค อันนี้ก็เป็นงานพิเศษที่สามารถทำอยู่กับบ้านได้ เพียงมีอุปกรณ์ เช่น คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เท่านั้น

งานจากความสามารถพิเศษ เช่น งานรับจ้างสอนพิเศษให้รุ่นน้องๆ วัยประถม รับจ้างพิมพ์งาน ทำงานศิลปะขาย เช่น ถ่ายภาพสวยๆ มาทำโปสการ์ดขาย ใครถนัดแบบไหนลองดึงความสามารถนั้นออกมาทำเงิน

นอกจากการทำงานพิเศษที่ว่าแล้ว เรายังสามารถสร้างรายได้จากการรับจ้างทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคุณพ่อคุณแม่ หรือขายสินค้ามือสอง ซึ่งเป็นของสภาพดีเหลือใช้ของเรา เช่น ของเล่น รองเท้า เสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตา หนังสือการ์ตูน ฯลฯ

ขอเพียงแค่เริ่มต้นออมเงินตั้งแต่ในวัยเรียนหนังสือ อยู่นั้น ถ้าจัดสรรเวลาได้อย่างดี ก็จะทำให้สามารถเอาเวลาที่มีอยู่นี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย และสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือเราสามารถที่จะทำงานพิเศษระหว่างเรียน ซึ่งนอกจากจะทำให้เรามีรายได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง มีเงินเก็บออมเอาไว้ใช้จ่ายในยามจำเป็นได้แล้ว ยังเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ได้อีกด้วย การทำงานพิเศษ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เราก้าวไปถึงฝันได้เร็วขึ้น เพราะใช่เพียงแต่ค่าตอบแทนที่เราจะได้รับจากการทำงานเท่านั้น เงินก้อนนี้เป็นความรู้สึกอิสระที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ แล้วยิ่งถ้าเราเริ่มออมอย่างมีวินัยไปเรื่อยๆ นับแต่วัยเรียน สู่วัยทำงาน วัยสร้างครอบครัว แต่เราจะยังมีเงินไว้ใช้จ่ายตอนอายุมากๆ ได้สบายๆ

เทคนิคที่สอนบุตรหลานตั้งแต่วัยรุ่น จำไว้ให้ขึ้นใจกับสูตรนี้ รายได้ – เงินออม = รายจ่าย เพื่อให้การออมเงินของเราสม่ำเสมอและเป็นจริงมากที่สุด

กฎจ่ายให้น้อยกว่าเงินที่หามาได้ คือเป็นด่านแรก ที่ต้องคิดต้องทำก่อนปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกไป และ คำแนะนำนี้ชัดเจนถือเป็นกฎจำเป็นต้องทำ หรือท่องจำย้ำไว้ในใจเสมอว่า ไม่มีใครเคยใช้จ่ายเกินรายได้แล้ว จะสามารถไปถึงเป้าหมายความมั่นคงทางการเงินได้ n

 

Leave a comment