ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
03 กันยายน 2560 เวลา 20:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/512617

ถ้าพูดถึงชื่อนิทานจีนเรื่อง “โชคดีหรือโชคร้าย”บางคนคงร้องอ๋อ และแค่เกริ่นต้นเรื่องอีกนิดหลายคนคงร้องอ๋อตาม
“โชคดีหรือโชคร้าย” เป็นนิทานจีนที่ต้นฉบับเดิมชื่อว่า “เฒ่าไซ่เสียม้า ดีหรือร้ายใครจะรู้”
…แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงตาเฒ่าที่โดนแย่งที่นั่ง…
เรื่องมีว่า กาลครั้งหนึ่ง ณ ชายแดนจีน ตาเฒ่าแซ่ไซ่เลี้ยงม้าไว้ตัวหนึ่ง วันหนึ่งม้าของเขาวิ่งหนีออกนอกชายแดนไป เพื่อนบ้านรู้เข้าเลยมาปลอบใจแกยกใหญ่ ตาเฒ่าไซ่กลับไม่มีอาการร้อนรน พูดออกมาว่า”รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องดี”
ผ่านไปไม่กี่เดือน ม้าที่หายไปกลับมาพร้อมม้าสวยสง่าพันธุ์นอกด่านตัวหนึ่ง เพื่อนบ้านจึงมาแสดงความยินดี แต่ตาเฒ่าไซ่ก็ไม่ได้ออกอาการยินดีอะไร แถมบอกอีกว่า
“รู้ได้อย่างไรว่านี่จะไม่ใช่เรื่องร้าย”
ไม่กี่วันผ่านไป ลูกชายตาเฒ่าไซ่เอาม้าตัวนั้นไปขี่ ไม่รู้ม้าเกิดบ้าอะไรขึ้น วิ่งทะยานไปไม่หยุด ลูกชายเขาตกจากหลังม้าขาหัก เพื่อนบ้านต่างมาเยี่ยมพร้อมปลอบใจ ตาเฒ่ายังคงตอบแบบเดิมๆ ว่า
“พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี”
ไม่นานนักก็เกิดศึกสงคราม ใครก็ตามที่ยังหนุ่มและแข็งแรงต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร แต่เนื่องจากลูกชายของตาเฒ่าไซ่ขาหักจึงรอด สงครามโหดร้าย เรียกได้ว่าผู้คนที่ถูกเกณฑ์ไปสิบตายเสียเก้า ที่รอดกลับมาก็บาดเจ็บสาหัส แต่ตาเฒ่าไซ่และลูกกลับรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้ (ถึงตอนนี้เพื่อนบ้านคงล้มหายตายจากเพราะศึกสงครามไปหมด เลยไม่มีใครมาแสดงความยินดีกับเฒ่าไซ่อีก)
ต้นฉบับเรื่องนี้รวบรวมอยู่ในนิทานปรัชญาที่แต่งโดยหลิวอัน เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ฮั่น มีชีวิตอยู่ในยุคฮั่นตะวันตก
นิทานเรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมาถึงสองพันกว่าปี จะเปลี่ยนแปลงบ้างก็ในรายละเอียดเล็กน้อย เช่น ตัดเรื่องที่ม้าของเฒ่าไซ่วิ่งหนีออกชายแดนไปเป็นวิ่งหนีเข้าป่าไป หรือเปลี่ยนจำนวนม้าที่ตามกลับมาเป็นม้า 4-5 ตัว แทนที่จะเป็นม้าพันธุ์นอกด่านตัวเดียว ซึ่งก็เพื่อเล่าให้สั้นเข้าใจง่ายตามแต่ละยุคสมัย แต่ใจความยังคงเดิม
ใจความสอนให้เห็นถึงความพลิกผันของสิ่งดีและสิ่งร้ายในชีวิต ว่าอย่างเพิ่งหลงระเริงหรือโศกเศร้าเสียใจกับมันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมองข้ามช็อตไปอาจให้ผลตรงกันข้ามกับปัจจุบัน รู้เช่นนี้แล้วจะสามารถทำใจกับเรื่องไม่คาดคิดที่เกิดขึ้นได้ เป็นหลักคิดที่ถ่วงดุลความดีใจหรือเสียใจเกินเหตุ
สำนวนไทยที่มีปรากฏการณ์คล้ายๆ กันคงจะเป็น “สามล้อถูกหวย…”
สามล้อถูกหวยมีจุดจบและแนวคิดตรงกันข้ามกับเฒ่าไซ่ เพราะหมายถึงคนที่ดีใจเพราะโชคช่วยอย่างฉับพลันจนไม่ทันได้ตั้งสติ แต่แล้วก็จบลงด้วยความทุกข์ใจ เผลอๆ แทนที่จะได้ กลับสูญสิ้นมากกว่าเดิม
เพราะรางวัลจากโชคฉับพลันมักจะถูกใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่ว่าด้วยตนเอง วงศาคณาญาติและเพื่อนกิน จนมีสิทธิทำเจ้าตัวจนและทุกข์กว่าเก่า
ด้วยวิธีคิดแบบสามล้อถูกหวย ทรัพย์ที่ได้จากโชคช่วยจึงยกระดับชีวิตได้บ้าง แต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไม่ได้
นั่นก็คือเงินที่ได้มาทำให้ชีวิตหรูขึ้น สบายขึ้นแค่ระยะหนึ่ง แต่ในเมื่อไม่เปลี่ยนวิธีคิด ไม่เปลี่ยนตัวตน ชะตาชีวิตย่อมกลับมาจบลงตามเส้นทางเดิม
(ทั้งนี้ มิได้จะดูถูกสามล้อแต่อย่างใด เพียงแต่อธิบายไปตามสำนวน)
เรื่องโชคดีในโชคร้าย โชคร้ายในโชคดีไม่จำกัดที่เรื่องเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น
แม้แต่หายนภัยครั้งใหญ่ ยังทำให้เกิดสิ่งดีๆ ขึ้นได้โดยไม่คาดคิด
เช่น บรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง
สมัยแรกเริ่มเยาวราชเป็นเพียงชุมชนการค้าแออัด แม้จะพลุกพล่านแต่ก็ไม่ได้มีบรรยากาศหรูหราโดดเด่นอะไรนัก
จนปี ค.ศ. 1931 ถนนเยาวราชแถบสี่แยกราชวงศ์เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ ไฟไหม้ตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 6 โมงเช้า ร้านค้า 600 กว่าคูหามอดไหม้
ดูแล้วเห็นหายนะครั้งใหญ่ที่ไม่น่าจะมีอะไรดี
แต่แล้วถนนเยาวราชและสี่แยกราชวงศ์ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างทันสมัย ตึกสูงสมัยใหม่ถูกสร้างขึ้นทดแทนร้านค้าที่มีอยู่เดิมกว่า 100 คูหา เกิดกลายเป็นบรรยากาศความรุ่งเรืองของถนนเยาวราชที่สืบต่อกันมาถึงทุกวันนี้
และยุคทศวรรษที่ 1950 เกิดเพลิงไหม้สองครั้งใหญ่ที่ชุมชนแออัดสะพานเหลือง และที่ วงเวียน 22 กรกฎา บ้านเรือนนับพันวอดวาย ผู้คนนับหมื่นเดือดร้อน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งซึ่งตอนนั้นยังไม่ใหญ่โต ได้ดำเนินงานบรรเทาทุกข์อย่างมีประสิทธิภาพ แจกจ่ายทั้งอาหารและยารักษาโรคถึงแหล่ง รวมถึงประกาศและประสานงานหาเงินบริจาคช่วยผู้ประสบภัย ผลงานเป็นที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพจริง ไฟไหม้ครั้งนั้นจึงเป็นโอกาสเรียกศรัทธาจากประชาชน ทำให้มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเข้มแข็งขึ้นทั้งด้านชื่อเสียง ด้านสายสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆ ที่ร่วมมือกันก็ก่อร่างสร้างตัวได้ถาวรขึ้น กลายเป็นองค์กรที่เข้มแข็งจนมาถึงทุกวันนี้
ความรุ่งเรืองของถนนเยาวราช และความเข้มแข็งของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จึงพลิกขึ้นจากหายนภัยที่ดูเหมือนจะมีแต่เรื่องร้ายๆ
ไม่ใช่แค่ในเมืองไทยที่อัคคีภัยกลายเป็นผู้สร้าง แม้แต่ที่ชิคาโกก็มีเหตุการณ์ใกล้เคียงกัน
ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองชิคาโก เมื่อปี ค.ศ. 1871 ทำเอาตึกกว่า 1.8 หมื่นหลังเสียหาย แต่หลังจาก หายนภัยครั้งนั้น สถาปนิกและวิศวกรถูกระดมกำลังกันก่อสร้างเมืองชิคาโกขึ้นมาใหม่
เปิดโอกาสให้สถาปนิกและวิศวกรได้นำแนวคิดและเทคโนโลยีการสร้างตึกระฟ้า และการวางผังเมืองใหม่ จากเมืองที่เสียหายจากหายนภัย กลายเป็นเมืองทันสมัยที่มีอัคคีภัยล้างไพ่เปิดทางให้ก่อน
นอกจากนั้นแล้วสถาปนิกและวิศวกรกลุ่มนี้ยังใช้โอกาสนี้ฝึกฝนทดลองการออกแบบที่ตอบสนองชีวิตยุคกำเนิดมหานคร เกิดเป็นแนวคิดในการออกแบบก่อสร้างใหม่ของโลกสถาปัตยกรรม ในวงการเรียกนักออกแบบกลุ่มนี้ว่าเป็นพวก Chicago School
เสน่ห์และเอกลักษณ์ของชิคาโกทุกวันนี้ ก็มาจากการฟื้นฟูเมืองยุคนั้นนั่นเอง
ออกจากนิทานมามองตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงของ “เฒ่าไซ่เสียม้า” นอกจากข้อคิดที่ว่าดีหรือร้ายนั้นอยู่กับมุมมอง แต่อยากชวนมองไกลไปอีกว่าในชีวิตจริงยังมีรายละเอียดปลีกย่อย ว่าหากจะพลิกโชคร้ายเป็นโชคดีได้มิใช่ด้วยการนั่งเฉย เพราะมักต้องลงมือคิดหรือทำอะไรเพิ่มติม ผลักดันให้ร้ายกลายเป็นดี
หากไม่คิดสร้างเยาวราชในภาพใหม่ หรือหาก มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งย่อหย่อนทำงานไร้ประสิทธิภาพ หรือถ้ากลุ่มสถาปนิกและวิศวกรที่มาช่วยเมืองชิคาโกเลือกสร้างเมืองแบบเดิมๆ ทั้งหมดก็มีค่าแค่ซ่อมแซมให้วิกฤตหายไป แต่ไม่ได้พลิกโชคร้ายให้เป็นโชคดี
ส่วนดีกลายเป็นร้ายนั้นไม่ยากเท่าไร แค่นั่งบริโภคโชคชะตาอย่างปล่อยปละละเลยตามความเคยชินต่อไป จากโชคดีก็จะกลายเป็นร้ายได้ไม่ยาก