นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2560 เวลา 10:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519069

นิโลบล ประมาณ กล้าเปลี่ยนแปลง เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

โดย อณุสรา ทองอุไร

แม้ผลสำรวจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ในประเด็นอาชีพและรายได้ โดยสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum ประจำปี 2559 ชี้ให้เห็นว่า ความเท่าเทียมทางเพศจะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมได้จริงในปี 2729 หรืออีก 169 ปีข้างหน้า แต่ในสังคมปัจจุบันผู้หญิงได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเองในหลายๆ ด้าน เพื่อที่จะเดินตามความฝัน อีกทั้งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมโดยรวมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้หญิงทั่วโลกที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง

สำหรับวันสตรีสากลโลกในปี 2560 ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นให้ผู้หญิงมีความกล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างการเปลี่ยนแปลง พร้อมกับสร้างความเท่าเทียมทางเพศในด้านที่ตนถนัด และกิจการเพื่อสังคมก็เป็นหนึ่งกิจกรรมที่เกิดจากความคิดริเริ่มของผู้หญิงจำนวนมากที่อยากเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในสังคมผ่านมุมมองของตนเอง และนำไปสู่การลงมือทำ ซึ่งโครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม หรือ Banpu Champions for Change โดย บริษัท บ้านปู ร่วมกับสถาบัน Change Fusion ได้ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมที่ขับเคลื่อนโดยผู้หญิงมาแล้วหลากหลายกิจการ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการปลุกพลังผู้หญิง ผ่านตัวอย่างผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมหญิงที่ล้วนเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจพร้อมกับความมุ่งมั่น

อุ๋ย-นิโลบล ประมาณ หญิงสาวคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ แต่ตัดสินใจทิ้งความศิวิไลซ์ในเมือง กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตน คือ ชุมชน ต.น้ำชำ จ.แพร่ ผ่านกิจการเพื่อสังคม “Happy Field, Happy Farm” ที่เธอก่อตั้งและมุ่งเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตราสินค้า และการตลาด เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรโดนกดราคาและผลผลิตตกต่ำ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

โดยปัจจุบัน Happy Field, Happy Farm กำลังจะขยายความช่วยเหลือไปสู่ชุมชนและจังหวัดอื่นๆ เพื่อให้ความรู้เกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ให้รู้จักพัฒนาผลิตผลของตนให้ทันโลกปัจจุบัน หนึ่งในความภูมิใจของเธอ คือการได้เป็นส่วนหนึ่งในแรงขับเคลื่อนให้ชาวบ้านทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเรียนรู้ ผันตนเองเป็นนักเปลี่ยนแปลง เข้ามาช่วยพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดของบ้านปูฯ “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” ที่ส่งเสริมคนรุ่นใหม่มาโดยตลอด

นิโลบล ผู้ร่วมก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม Happy Field, Happy Farm เล่าว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีเธอก็ทำงานทางด้านวิจัยและพัฒนา ที่บริษัทเครื่องสำอางแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อยู่ประมาณ 1 ปี จนวันหนึ่งรีบเร่งไปทำงานขณะกำลังซ้อนวินมอเตอร์ไซค์อยู่แถวสาทร ก็เกิดคำถามขึ้นในใจว่านี่กำลังทำอะไรอยู่ ทำไมต้องมาใช้ชีวิตที่เสี่ยงอันตรายขนาดนี้ แล้วนี่เป็นชีวิตที่เธอต้องการจริงๆ ใช่หรือไม่

“อยู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นทันทีทันใดกับตัวเองว่ามาทำอะไรอยู่ ทำไมมาอยู่ตรงนี้ ที่บ้านเราไม่มีอะไรทำหรือไง ทั้งที่บ้านเราก็พอมีที่มีทาง อากาศก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ดี อาหารก็ดี ต้นทุนชีวิตดีกว่าทุกอย่าง ถูกกว่าทุกอย่าง คุณภาพชีวิตในกรุงเทพฯ ไม่ดีกับเราเลย ไม่เหมาะกับเราเลย ข้าวก็ไม่ดี อาหาร ผัก ผลไม้ ก็ไม่สด ไม่อร่อย ได้คำตอบกับตัวเองตอนนั้นว่าไม่อยากอยู่กรุงเทพฯ แล้ว ก็ไปลาออกจากงาน แล้วก็ตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ทางด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ เรียนไปทำงานไปที่อังกฤษอยู่ 2 ปี ซึ่งตั้งแต่อยู่ที่อังกฤษเราก็มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมในเรื่องคุณภาพชีวิต อยากไปช่วยพัฒนาสังคมที่บ้านเรา คิดไว้เลยว่า ถ้ากลับจากอังกฤษก็จะกลับไปทำงานที่บ้านเลย ไม่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้ว ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรว่าจะกลับไปทำอะไร รู้แค่จะกลับไปอยู่บ้าน” เธอเล่าด้วยความมุ่งมั่น

พอจบปริญญาโท กลับมาเธอก็กลับไปบ้านเกิดที่ จ.แพร่ ครั้งแรกไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งอยู่ 6 เดือน ก็ออกเพราะอยากมาทำงานด้านสังคมสิ่งแวดล้อมมากกว่า โดยไปช่วยงานวิจัยให้ยูนิเซฟอยู่ 4-5 เดือน แล้วก็ได้ไปเรียนรู้ระบบต่างๆ สักพักก็มาเริ่มก่อตั้ง Happy Field, Happy Farm เพื่อมาช่วยทำผลิตภัณฑ์เกษตรท้องถิ่น ไปให้ความรู้กับชาวนาที่ไปเข้าโครงการจำนำข้าวแล้วไม่ได้เงิน ข้าวก็เสียหาย ไม่ได้คืน มีปัญหาต่างๆ นานา

“ก็ไปช่วยกันกับป้าๆ ชาวบ้าน คิดใหม่ทำใหม่ ชวนกันปลูกข้าวกล้องงอก โดยเอาข้าว 7 สายพันธุ์มาผสมกันปลูกเป็นข้าวงอก ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ได้ข้าวที่อร่อย คุณภาพดี ทำออกมาของคุณภาพดี แต่หาตลาดไม่ได้ในตอนแรก แล้วบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ก็ยังไม่สวยงามเท่าไร เราก็ไปช่วยป้า ไปเรียนรู้การสร้างบรรจุภัณฑ์สวยๆ ช่วยกันหาตลาดโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ผู้ซื้อผู้ขายเจอกันโดยตรง เป็นเรื่องใหม่แต่สนุก ทั้งเราทั้งป้าเรียนรู้ไปด้วยกัน เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ประกอบกับ บริษัท บ้านปู เขามาทำประเด็นเพื่อสังคมที่นี่ เราก็ไปสมัครร่วมโครงการ แล้วเราชนะได้เงินรางวัลมา 2.5 แสนบาท ก็เอาเงินตรงนั้นมาทำทุนงานของเรา”

เงินที่ได้ก็เอามาพัฒนาการทำโครงการของ Happy Field, Happy Farm สร้างระบบการทำงานให้มีมาตรฐาน พัฒนาข้าว สามารถจัดเก็บได้นาน มีสินค้าพื้นบ้านในชุมชนออกมา และไปขอ อย. ทำสินค้าให้ดูดีมีคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมา ในชื่อแบรนด์ “ม่วนจอย” เป็นโอท็อป 4 ดาวของหมู่บ้านเพื่อไปขายในงานโอท็อปที่กรุงเทพฯ ได้ ไปช่วยหมู่บ้านอื่นๆ พัฒนาสินค้าประจำหมู่บ้าน ช่วยหาตลาดเล็กๆ ให้ชาวบ้านได้มีตลาดเพิ่มขึ้น จากชุมชนหนึ่งไปอีกชุมชนหนึ่งในหมู่บ้านใกล้เคียง สร้างตลาดให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคได้เจอกันโดยตรง ลดขั้นตอนการตลาดตัดพ่อค้าคนกลางออกไป

เธอเล่าว่า หลังจากมาใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ ทำให้เธอมีความสุขขึ้น ใช้ชีวิตช้าลง ไม่เร่งรีบ ไม่กระหืดกระหอบ แข่งขันกันหนักหนาเหมือนอยู่ในกรุงเทพฯ มีเวลามากพอในแต่ละวันให้ได้คิดได้ทำงาน ไม่ต้องเสียเวลาไปกับรถติดวันละ 2-3 ชั่วโมง ได้ทำงานเยอะขึ้น มีจังหวะเวลาในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น รู้ว่าตอนไหนควรช้า ตอนไหนควรเร็ว มุมมองในการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป ใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรกับธรรมชาติมากขึ้น หลีกเลี่ยงสารเคมีให้มากที่สุด เสื้อผ้าก็ผลิตจากการทอ การย้อม การใช้เส้นใยจากธรรมชาติ

“อยากกินอะไรก็ปลูกเอง ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกผลไม้ กินเอง รู้ที่มาที่ไปว่ามันมาจากที่ไหน อย่างไร มีอะไรเยอะก็เอาไปแลก ไปแบ่งปันกับเพื่อนบ้าน บางวันแทบจะไม่ใช้เงินเลย อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติ อากาศดี วิวสวย อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า มีเวลาได้ไปออกกำลังกาย ไปวิ่ง ไปขี่จักรยาน ไม่เครียด ไม่กังวล อยู่บ้านแต่ละวันโดยไม่ต้องใช้เงินก็กินอิ่มนอนหลับ เป็นชีวิตที่ออกแบบได้ ไปไหนมาไหนก็กะเวลาได้ 15-20 นาทีก็ถึง สุขภาพจิต สุขภาพกาย ดี ใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง แล้วทำให้เด็กๆ รุ่นหลังเห็นว่า ถ้าช่วยกันคิด ช่วยกันพัฒนา เราก็ทำงานอยู่ที่บ้านเกิดของเรา ไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบกดดันแข่งขันในกรุงเทพฯ ก็ได้”เธอบอกว่า ณ จุดนี้ถือเป็นช่วงเวลาของชีวิตที่ออกแบบเองและเลือกได้ มาถึงตอนนี้เธอเลือกที่จะเอาสุขภาพกายและสุขภาพใจเป็นหลัก ส่วนเรื่องเงินนั้นถือเป็นเรื่องรอง เงินเดือนดีได้เงินเยอะ แต่สุดท้ายแก่ตัวไปแล้วป่วยแล้วเครียด ที่สุดเงินที่ได้มาก็เอาไปรักษาตัว ไปจ่ายค่าหมอหมด ดังนั้นยอมได้เงินน้อย แต่เลือกเอาสุขภาพดีไว้ก่อนดีกว่า ชีวิตเราก็ต้องเลือกเองได้ อยากเป็นแบบไหน

 

Leave a comment