ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
10 ตุลาคม 2560 เวลา 11:00…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/519374

บุษยา มาทแล็ง ปลัดหญิงคนแรกของกระทรวงการต่างประเทศ กับความมุ่งมั่นในการรับราชการและการเป็นนักการทูตหญิง“ดิฉันรับราชการมาตลอดชีวิต ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เพราะเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศที่ก่อตั้งมา 141 ปี ที่จริงองค์กรไม่ได้มีการแบ่งแยกผู้ชายผู้หญิง ข้าราชการทุกคนได้รับโอกาสเท่ากัน ขึ้นอยู่กับการวางตัวที่เหมาะสม มีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือ การทำงานรับใช้ประเทศชาติและประชาชน ต้องมีความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น (Passion & Commitment) ในการทำงาน ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องเกิดจากการปลูกฝังและกล่อมเกลาจิตใจมาตั้งแต่เด็ก

จำได้ว่าดิฉันเข้ารับตำแหน่งในวัย 27 ปี ถือว่าอายุยังน้อย ประสบการณ์การทำงานยังมีไม่มากนัก โชคดีว่าได้พบบุคคลต้นแบบที่มีความรู้ความสามารถ ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ทำให้ได้เรียนรู้ว่า การให้คุณค่าและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองและคนอื่นทำเป็นเรื่องสำคัญ แล้วทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ งานใดๆ ก็มีคุณค่า ไม่ว่างานเล็กหรืองานใหญ่ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะหาคุณค่าของงานได้หรือไม่ และต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ที่สำคัญต้องสำรวจและทบทวนตัวเองเป็นระยะๆ ก็จะช่วยพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้”
บุษยา บอกว่า การทำงานทุกงานต้องรู้จักตัวเอง รู้จักผู้อื่น รู้ความต้องการของตัวเองและผู้อื่น ซึ่งการกระทำที่เกิดจากความต้องการภายในจะก่อเกิดความยั่งยืนให้เรามากที่สุด หากมีการทำผิดพลาดเกิดขึ้น นั่นแสดงว่าเราทำงาน แต่เราจะต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดนั้นๆ และนำมาแก้ไขปรับปรุงการทำงานในครั้งต่อไปด้วย
“การรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่สามารถเลือกได้ว่าจะสังกัดหน่วยงานใด ประเทศใด ทุกครั้งที่เกิดการย้ายหรือเปลี่ยนงาน ดิฉันจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความรักและภูมิใจกับงานของตัวเอง เพื่อเป็นพลังนำไปสู่ความมุ่งมั่นและตั้งใจในการทำงาน ทุกองค์กรมีจุดดีขององค์กรนั้นๆ ดังนั้นเราควรมีความรับผิดชอบและตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด
สิ่งสำคัญคือ Passion ต้องมาคู่กับความดี อาจมีบางช่วงเวลาที่การทำงานไม่ราบรื่นบ้าง ไม่สมหวังบ้าง แต่ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งดีก็จงทำต่อไป และแพสชั่นต้องมาคู่กับหลักการ จะคิดวางแผนทำสิ่งใด ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน มีหลักการและเหตุผลรองรับ และดำเนินตามขั้นตอนที่วางไว้ให้ดีที่สุด และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป แล้วคุณจะเป็นผู้หญิงผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้”
ด้าน กัปตันสุวพิชญ์ ว่องวิริยะวาณิช นักบินหญิงแห่งสายการบินไทย แอร์เอเชีย เอ็กซ์ เล่าว่า ตั้งแต่เด็กเธอมีความชอบในเรื่องเครื่องบินและใฝ่ฝันอยากจะบินไปทั่วโลก สิ่งนี้จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอมองไปที่การเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเป็นอันดับแรก แต่พอได้ทำจริงๆ เธอกลับค้นพบว่าตัวเองไม่ได้ชอบลักษณะงานต้อนรับ โชคดีว่าในขณะนั้นสายการบินแอร์เอเชียได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถเป็นนักบินได้ เธอจึงรีบไปสมัครสอบ แล้วปรากฏว่าสอบได้ เธอจึงเลือกเส้นทางการเป็นนักบินแบบไม่ต้องสงสัย นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เธอก็ขับเครื่องบินมาเกือบ 8 ปีแล้ว

“ขณะที่ใครหลายคนต่างมองว่า การขับเครื่องบินเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิง เพราะมีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากมาย แต่ดิฉันกลับมองว่าเทคโนโลยีถูกพัฒนามาให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัว เทคโนโลยีจึงไปพร้อมกับชีวิตได้ โดยใช้การเรียนรู้เยอะๆ หากใช้ทุกวันก็จะเกิดความเคยชิน ความยากของการเป็นนักบินไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี เครื่องบินไม่ได้ขับยากอย่างที่คิด เพราะเครื่องถูกสร้างให้คนที่มีไอคิวปกติทุกคนสามารถขับได้ แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดของอาชีพนี้ก็คือ การตัดสินใจเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน ว่าคุณจะควบคุมอารมณ์ได้ดีแค่ไหน แล้วจะทำยังไงต่อไป มีเรื่องให้คิดตลอด มิใช่แค่เรื่องสภาพอากาศเลวร้าย แต่อาจจะมีผู้โดยสารป่วยหนัก เป็นต้น
ดังนั้นเราจะต้องคิด มีปัจจัยที่ต้องคิด และต้องตัดสินใจให้ดีที่สุด ต้องมีข้อมูลที่ดีที่สุด ดิฉันเคยต้องตัดสินใจว่าจะนำเครื่องไปต่อหรือไม่ เพราะมีผู้โดยสารคนหนึ่งกินยาแก้เมาก่อนบิน แล้วเกิดอาการแพ้ โชคดีเครื่องเพิ่งออก ยังไม่ขึ้นฟ้า จึงต้องนำเครื่องกลับมายังหลุมจอด ซึ่งต้องมีค่าหลุมจอดอีกนะ แต่ผู้โดยสารคนนั้นไม่ยอมพบแพทย์เพราะกลัวต้องเสียค่าใช้จ่าย เราก็ต้องคิดขั้นต่อไปว่า เอ๊ะ! เขาแกล้งป่วยหรือไม่ เป็นเพราะก่อเหตุไม่ปลอดภัยใดๆ ไว้หรือไม่ เราก็ต้องส่งกระเป๋าและคน 370 คนลงไปสแกนใหม่ทั้งหมด เสียเวลาอีกหลายชั่วโมง แต่ถ้าเสี่ยงบินต่อไปโดยไม่สแกน ก็จะต้องเสี่ยงกับชีวิตผู้โดยสารอีก 370 คน ดิฉันคิดว่าคนจะเป็นผู้นำ สามารถเป็นได้ทุกคน ถ้าสถานการณ์มันบีบบังคับ ต้องบอกว่างานทุกอย่างมีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี มีทั้งสิ่งที่เราชอบและไม่ชอบ มีทั้งเรื่องกดดันและไม่กดดัน”
สุวพิชญ์ เสริมว่า เธอได้ต้นแบบความเข้มแข็งมาจากคุณแม่ เพราะหลังจากคุณพ่อที่เพิ่งอายุ 37 ปีจากไป คุณแม่ในวัย 30 กว่าๆ ได้เลี้ยงลูก 2 คน ตามลำพัง คุณแม่ทำงานทุกอย่าง ถึงไม่ประสบความสำเร็จทั้งหมด แต่ปัจจุบันลูกคนหนึ่งเป็นนักบิน อีกคนจบปริญญาเอก นี่ถือว่าชีวิตคุณแม่ประสบความสำเร็จแล้ว สามารถสร้างความภูมิใจให้กับท่านเป็นอย่างมาก
“ปัญหาอย่างหนึ่งของนักบิน รวมถึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก็คือเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะนักบินต้องใช้สมองและความคิดอยู่ตลอดเวลา และมีภาระหนักในการนำพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ทำให้ดิฉันต้องใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอในวันที่ว่างเว้นจากการทำงาน เพราะดิฉันเชื่อว่า ถ้าเรามีสุขภาพที่ดี มีสมองที่แจ่มใส ไม่ว่างานใดๆ ผู้หญิงอย่างเราก็สามารถลุยได้อย่างเต็มที่ค่ะ”
ปิดท้ายที่ ธีรนัยน์ ณ หนองคาย ผู้หญิงสวยเก่งที่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ตัวเองรัก และยังเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัวอีกด้วย
“ที่จริงแล้วดิฉันไม่ได้มีความฝันในอาชีพที่ชัดเจนนัก แต่โดยนิสัยแล้วเวลาทำอะไรแล้วมักจะมีแผนสองสำรองไว้เสมอ ย้อนไปสมัยวัยเรียนดิฉันจะชอบเรียนหลากหลายสาขาวิชา เพื่อจะได้มีอาชีพเสริม ไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลง เล่นเปียโน หรือเต้นบัลเลต์ ส่งผลให้ปัจจุบันดิฉันเป็นครูที่สอนร้องเพลงและเล่นเปียโนคลอไปด้วยได้ เพราะที่บ้านเปิดเป็นโรงเรียนสอนดนตรี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูมาแบบไม่เคยกะเกณฑ์ว่าต้องทำอาชีพนี้ ต้องเป็นแบบนี้ ท่านให้อิสระในการคิดและตัดสินใจเอง ไม่ได้มีความคาดหวังใดๆ ทั้งสิ้น ขอให้คิดดี และคิดไปข้างหน้าคือดีที่สุด

ในวันที่ดิฉันมีชีวิตครอบครัว เราก็อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีความอบอุ่น ญาติผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด หากเราติดภารกิจก็สามารถฝากดูแลแทนกันได้ ขณะเดียวกันดิฉันจะสอนลูกอยู่เสมอ ว่าจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วยเหลือตัวเอง บนพื้นฐานตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะจากใครไปเมื่อไหร่ และจะสอนให้ลูกคิดเพื่อการวางแผนที่ดีก่อนลงมือทำ โดยมองว่าการคิดก่อนลงมือทำเป็นสิ่งที่ดีกว่าการท่องจำ”
ปัจจุบัน ธีรนัยน์เป็นคุณแม่ลูกสอง มีลูกสาววัย 9 ขวบ กำลังจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น บ่อยครั้งที่เธอต้องรับมือกับอารมณ์ของลูก โดยมองเข้ามาที่ตัวเอง ตั้งสติ และใจเย็น แทนที่จะแสดงอารมณ์มากเกินไป เธอกลับสอนให้ลูกรู้จักคิดแบบมีเหตุมีผล แยกแยะรายละเอียดที่ซับซ้อนได้ รับฟังและรู้จักผ่อนปรน เพื่อให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้ลูกมีโอกาสได้ “ฝึก” ใช้ความคิด และพูดออกมาว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร โดยไม่ทำลายสิ่งของ ไม่ทำร้ายตัวเอง รวมทั้งต้องไม่ทำร้ายผู้อื่น
“นอกจากบทบาทของคุณแม่แล้ว หลักการใช้ชีวิตประจำวันของดิฉันคือ จะไม่สร้างปัญหา ไม่ใจร้อน และไม่วู่วาม ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยมีคุณแม่เป็นต้นแบบ ถ้ามีเหตุใดๆ เกิดขึ้นก็จะใช้สติในการไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบเป็นเหตุเป็นผล และค่อยๆ หาแนวทางในการแก้ไข เพราะมองว่าทุกปัญหามีทางออก แล้วจะแนะนำลูกๆ ไปในแนวทางเดียวกัน โดยหาวิธีบริหารจัดการให้กระทบกระเทือนความรู้สึกคนอื่นให้น้อยที่สุด”