ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
06 พฤศจิกายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/523769

โดย..ปริญญา ชูเลขา, อดิศร เงสันเทียะ
หัวใจการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม “รอยล จิตรดอน” ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยึดหลักของการทรงงานเพื่อพัฒนาประเทศ ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงยึดถือตลอดมา คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำ จนเกิดโครงการตามแนวพระราชดำริมากมายที่ทำให้พสกนิกรในประเทศ
รอยล เล่าว่า พระองค์ท่านทรงงานพัฒนาการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 อย่างเช่น การทดลองทำฝนหลวง พอถึงช่วงปี พ.ศ. 2510 กรุงเทพมหานครเริ่มพบปัญหาน้ำท่วมน้ำเสีย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับน้ำเสีย โดยเริ่มแก้ปัญหาในเมืองอย่าง บึงมักกะสัน แหลมผักเบี้ย กังหันน้ำชัยพัฒนา ต่อมาปี พ.ศ. 2538 เกิดปัญหาน้ำท่วมอย่างรุนแรงและเกิดปัญหาน้ำแล้งตามมาในปี พ.ศ. 2539 นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการนำน้ำแม่กลองมาช่วยภาคกลาง เรียกได้ว่า ที่ผ่านมาเป็นยุคที่พระองค์ท่านทรงทำความเข้าใจบริบทต่างๆ เสียก่อนแล้วจึงพัฒนาก่อสร้าง นำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อปูทางไปสู่ยุคของการจัดการสมัยใหม่
แต่ทว่าไม่ใช่การจัดการการบริหารแบบธรรมดาแต่เป็นการจัดการที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม โดยเริ่มรับสั่งทำงานในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปี พ.ศ. 2541 ในปีเดียวกันนี้ได้รวบรวมข้อมูลขึ้นมาแล้วทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงงานอย่างต่อเนื่อง ประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปี พ.ศ. 2545 จากข้อมูลที่มีทำให้พระองค์ท่านทราบเรื่องน้ำท่วมก่อนหน้าที่จะเกิดจริงเกือบ 3 สัปดาห์ และปี พ.ศ. 2548 ทรงใช้ระบบไอทีในการวางแผนติดตามเรื่องทำฝนหลวง แก้ปัญหาภัยแล้ง ลดความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดราว 2 แสนล้านบาท แม้ในปี พ.ศ. 2554 ก็ยังมีส่วนช่วยให้น้ำไม่ท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน
สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชนบท โครงการขนาดเล็ก ที่เรียกว่า การจัดการน้ำชุมชน เนื่องจากพื้นที่นอกเขตชลประทานของประเทศไทยมีประมาณ 120 ล้านไร่ ในเขตชลประทาน 27 ล้านไร่ โดยเริ่มจากการจัดประกวดน้ำชุมชนถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดประกวดติดต่อกันอยู่ 6-7 ปี จึงได้กลุ่มชาวบ้านที่เข้มแข็ง มีความตั้งใจจริง แล้วทำการช่วยส่งเสริมเทคโนโลยี ส่งเสริมการทำข้อมูลแผนที่ เป็นการเสริมโครงสร้างเข้าไปให้ชาวบ้านบริหารจัดการกันเอง โดยจะเน้นพื้นที่นอกชลประทานและพื้นที่บริเวณรอยต่อระหว่างป่ากับพื้นที่เกษตร เพราะเป็นพื้นที่มีปัญหาการรุกป่าบ่อยครั้ง เพราะถ้าแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ก็แก้ปัญหาบุกรุกป่าได้
“รากฐานของเกษตรทฤษฎีใหม่ คือ การจัดการน้ำ เมื่อมีความสามารถในการบริหารจัดการเรื่องน้ำจะนำไปสู่ความสามารถในการจัดการเรื่องการผลิต วางแผนการเพาะปลูก และนำไปสู่ความสามารถในการขาย สุดท้ายชาวบ้านสามารถรวมตัวกันและจัดตั้งเรื่องของกองทุนภายในชุมชนได้ ช่วงแรกที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชย์ทรงใช้เวลาลงพื้นที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมราษฎรเป็นสิบๆ ปี ทำให้พระองค์ท่านจะได้ข้อเท็จจริง เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจประเทศไทย เข้าใจธรรมชาติ ชาวบ้านเขาเป็นของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่เราเข้าไปเสริม
สิ่งที่ในหลวงทรงทำ คือ การมองแบบล่างขึ้นบน (Bottom up) พระองค์ท่านสอนให้คิด ไม่ได้สอนว่าจะขุดสระกี่สระ แต่สอนให้รู้ว่าควรคิดอย่างไร สอนให้เข้าใจ พระองค์ท่านใช้วิธีลงพื้นที่ ถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง คุณจะเอาอะไรไปใส่ มันก็บริหารไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงสอนเรา ท่านมีตัวอย่างความสำเร็จเต็มไปหมดทั้งประเทศ แต่มันไม่มีระบบที่จะขยายผล ถามว่าจะขยายผลได้อย่างไร นั่นแหละคือสิ่งที่รัฐบาลต้องจัดการให้เกิด” รอยล กล่าว
ผลสำเร็จของพระองค์ท่านจนกลายเป็นโครงการในพระราชดำริ โดยความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากแนวพระราชดำริ ด้วยการ “คิดแมคโคร ทำไมโคร” ซึ่งจะนำมาปรับใช้ในการปฏิรูป คือ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ กล่าวคือปัญหาที่พบเกิดจากการบริหารเชิงพื้นที่ไม่สำเร็จทำให้การสั่งการกระจุกอำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง หากในอนาคตยังเป็นแบบนั้นจะทำให้กรุงเทพฯ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขณะพื้นที่อื่นไม่พัฒนา ฉะนั้นต้องทำให้พื้นที่ต่างๆ บริหารตัวเองได้อย่างเช่น จังหวัด ท้องถิ่น และร่วมกับกรมชลประทาน หรือหน่วยงานจัดการน้ำ เข้าไปช่วยกันได้ทันที เพราะฉะนั้นอันแรกสุดของการปฏิรูป คือ ทำอย่างไรให้การบริหารจัดการดีขึ้น
รอยล กล่าวว่า การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ทรัพยากรทางบก ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้เรื่องน้ำรัฐบาลตกผลึกแล้วเหลือเพียงแต่ทำให้เกิดขึ้นจริง หลังจากประกาศบังคับใช้กฎหมายน้ำคาดว่าทุกอย่างจะลงตัว แต่ยังคงจะเหลือเรื่องการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่อย่าง ซึ่งมองว่าการบริหารแบบเดี่ยวใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องทำการผูกโยงกันเป็นพื้นที่ หรือทำอย่างไรให้โครงการที่มีอยู่เดิมเชื่อมต่อกัน และการบริหารจัดการสมัยใหม่ภาครัฐยังคงไม่เข้มแข็ง เพราะนี่ไม่ใช่การบริหารจัดการเชิงเดี่ยวถึงเวลายุติการสร้างแต่ถึงเวลาที่ต้องบริหารให้ดีขึ้นให้แง่ของบริหารบุคลากร
เมื่ออายุของเทคโนโลยีสั้นลง ในการจัดการสมัยใหม่ต้องปรับตัวตามเทคโนโลยี ในเรื่องไทยแลนด์ 4.0 การจะทำให้สำเร็จสิ่งแรกที่จะต้องเริ่ม คือ การบริหารสมัยใหม่ ประกอบไปด้วย 1.เทคโนโลยี 2.การบริหารแนวราบ คือ หน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกันได้ นำไปสู่ข้อที่ 3.การบริหารเชิงพื้นที่ หากมีครบถึงจะเพิ่มประสิทธิภาพได้
“ปัญหาของไทย คือ เวลาจะเปลี่ยนแปลงประเทศ เราไม่ได้ดูว่าเรามีความสำเร็จอะไรบ้าง เรากลับไปดูต่างชาติทำอะไร และก็พยายามถอดเอามาใช้ในไทย แต่เราไม่ได้ดูว่าภายใต้เงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวยก็ยังมีคนที่เขาทำสำเร็จ มันไม่ยากกว่าหรอที่เขาทำอย่างชาวบ้าน แล้วทำไมไม่ขยายต่อ การรับฟังที่แล้วมา คือ การกลัวความคิดที่ต่างกัน ถ้าเข้าใจกันช่องว่างก็ลดลงได้ และการลงไปดูตัวอย่างความสำเร็จ
การรับฟังความคิดเห็นแทนที่จะไปรับฟังแค่ปัญหา เราควรไปรับฟังว่าเขาทำอะไรสำเร็จแล้วบ้าง และจะนำมาใช้ได้อย่างไร ปัญหาของการรับฟัง คือ ส่วนกลางจะไปขายไอเดีย ทำไมส่วนกลางไม่คิดจะซื้อไอเดีย ต้องทำให้เกิดการสื่อสาร 2 ทาง รักษาสมดุล ประเทศจึงจะมีความสำเร็จ เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศอันที่ 1 คือ ลดช่องว่างอย่างที่ในหลวงรับสั่งคิดแมคโครทำไมโคร เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ต้องเข้าใจ หากทำเหมือนกันหมดก็เจ๊ง” รอยล กล่าว