ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
14 ตุลาคม 2560 เวลา 11:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/analysis/report/520146

โดย…เอกชัย จั่นทอง
ในการจัดงาน ๙ ศิรกราน พระภูบาลนวมินทร์ ในวันครบรอบ 1 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้มีการปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 1 ปีแห่งการสวรรคต หัวข้อ “ในหลวงแห่งแผ่นดิน” โดย สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมถ่ายทอดความรู้สึกเรื่องราวและเปิดภาพถ่ายที่ปิดมาตลอดชีวิต ขณะรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี
สุเมธ เผยว่า วันที่ 13 ต.ค. 2559 วันนั้นได้มีโอกาสเข้าไปกราบถวายพระพรในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งไม่คิดว่าการเข้ามาในวันนั้นจะเป็นการกราบลาครั้งสุดท้าย แทนที่จะกราบถวายพระพรมากกว่า ครั้งนั้นเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก มันว่างเปล่าอยู่ในจิตใจ ท้องฟ้ายังไว้ทุกข์ เศร้าครึ้มไปหมด มีภาวะเหมือนหนักท่ามกลางความว่างเปล่า ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร หลังจากนั่งทำใจอยู่ 4-5 วัน และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำตามในหลวงทรงสอนตอนหมดกำลังใจที่ไม่ยอมเข้มแข็ง
“พระองค์บอกว่าคนเรานั้นจะทำงานใหญ่ก็ต้องทำตัวเหมือนแท่งเหล็ก เหล็กก่อนที่จะถูกตีเป็นดาบ ต้องถูกเผา ถูกทุบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร้อนสุดๆ เจ็บปวดทรมานสุดๆ ใครก็ตามที่ไม่เคยถูกทุบถูกเผาในชีวิตนั้นจะทำงานใหญ่ให้แผ่นดินไม่ได้ คำสอนนั้นยังก้องอยู่ในหู แต่ความอ่อนแอของมนุษย์มีทุกคน”
เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าความรู้สึกในใจอีกว่า หลังตั้งสติได้แล้วมันเหมือนภาพยนตร์ที่หมุนกลับไปฉายซ้ำเมื่อ 35 ปี ที่พระองค์ท่านทรงสอน รวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น รู้สึกได้เลยว่าท่านไม่ได้ห่างหายไปไหน แต่พระสุรเสียงยังคงดังกึกก้องอยู่เช่นเดิม
ตลอดระยะ 70 ปี พระองค์ท่านทรงงานมาตลอดชีวิต 1 ปี มี 12 เดือน ปีละ 8 เดือน พระองค์ท่านไม่ได้อยู่ที่กรุงเทพฯ จะเดินทางไปอยู่ จ.เชียงใหม่ 2 เดือน สกลนคร 2 เดือน ประจวบคีรีขันธ์ (วังไกลกังวล) 2 เดือน นราธิวาส 2 เดือน ซึ่ง 8 เดือน คือการทรงงานตลอด ขับรถเดินทางไปตามถิ่นทุรกันดารไปตามถนนลูกรัง วิ่งบนถนนหินเหมือนเต้นดิสโก้อยู่ในรถ พระองค์ท่านถูกทรมานพระวรกายเท่าไร ไม่มีร่างกายมนุษย์คนไหนจะทนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สิ่งที่ท่านทำไว้ก็เพื่อดิน น้ำ ลม ไฟ ให้หล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนได้ตลอดยั่งยืน
“เป็นประมุขของประเทศไม่ใช่ตำแหน่งที่สูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรับผิดชอบด้วย ตลอดเวลา 70 ปี ท่านไม่เคยละหรือขาดจากความรับผิดชอบ หนำซ้ำยังเกินหน้าที่ไปอีก ตลอดที่ตามเสด็จมา 35 ปี ทรงใส่ฉลองพระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า รองเท้าก็ทรงใช้ราคาเพียงไม่กี่ร้อยบาท นาฬิกาที่ท่านใส่ 750 บาท ท่านต้องการใช้ประโยชน์เท่านั้น อะไรที่ไม่ใช้ประโยชน์อย่าไปฟุ้งเฟ้อ”
สุเมธ กล่าวความรู้สึกว่า น่าเสียดายที่คนไทยนั้นเห็นแต่ตา ถ้ามองสักนิดจะเข้าใจว่าพระองค์ทรงทำอะไร แม้กระทั่งเสด็จฯ กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ 4 เดือน ท่านยังทรงงานปกติ แต่อาจไม่หนักเท่า 8 เดือนในต่างจังหวัด รู้ไหมว่าแม้ตอนประชวรยังทรงคิดถึงเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านทรงแก้ไขปัญหาไว้มากมายก่ายกอง
“ในครั้งที่ท่านต้องรับการผ่าตัดใหญ่ ยังมีคำสั่งให้ผมจัดหาคอมพิวเตอร์มาติดตั้งข้างเตียงด้วย การผ่าตัดใหญ่ครั้งนั้นแทนที่จะกังวล แต่ท่านยังทรงคิดถึงเพียงเรื่องงานอย่างเดียว กระทั่งพระองค์เสด็จฯ มาถึงห้องผ่าตัด พร้อมบอกว่าพายุกำลังก่อตัวแถวแปซิฟิก พระองค์ไม่ได้ทรงห่วงร่างกายเลย ท่านไม่ใช่เพียงพระราชทานงานให้เราอย่างเดียว แต่พระองค์ยังพระราชทานพระวรกายให้กับประชาชนทุกคนด้วย”
ห้วงเวลา 70 ปี ความเหนื่อยล้าความเจ็บช้ำที่ผ่านมาคงไม่มีใครจะทนได้ ตรงนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจพวกเราทุกคนได้อย่างดี เพราะตอนนี้พระองค์เสด็จจากเราไปแล้ว หน้าที่ดูแลบ้านเมือง ดูแลดินน้ำลมไฟ คงเป็นหน้าที่เราทุกคนแล้ว ถึงเวลาที่ลูกทุกคนต้องออกมาประคองแผ่นดินนี้ด้วย
สุเมธ เล่าความรู้สึกต่อว่า ในครั้งแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปช่วยพระองค์ท่านทำงาน พระองค์กล่าวกลับมาว่า “ขอบใจนะ ที่มาช่วยฉันทำงาน แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” นั่นเป็นบริบทที่ไม่เคยได้ยินจากที่ใด มิหนำซ้ำยังทรงสอนให้รู้จักวางตน ให้ประพฤติดีประพฤติชอบ ตลอด 35 ปี นั่นกลายเป็นแนวทางดำเนินชีวิตที่ตัวเองยึดมั่นปฏิบัติมาตลอดจนปัจจุบัน เสมือนเดินตามรอยพระองค์ท่าน ท่านทรงสอนเหมือนพระบิดา ย้ำเสมอให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน
สุเมธ เล่าว่า หลังพระองค์ท่านสวรรคตไปแล้ว พบว่าท่านสอนย้ำไว้อยู่ 3 ประโยค คือ 1.ให้มองทุกอย่างที่ฉันทำ 2.จดทุกอย่างที่ฉัดพูด 3.สรุปทุกอย่างที่ฉันคิด นั่นคือคำสอนตลอดระยะเวลา 35 ปี ที่ทำให้เห็นว่าพระองค์ท่านสอนตั้งแต่ปัจจุบัน เตือนอดีต จนไปถึงอนาคต ถือว่าครบเครื่องสมบูรณ์แบบอย่างมาก ตลอดที่รับราชการก็ผ่านการเรียนมามากมายไม่เคยเห็นที่ใดสอนแบบพระองค์ท่าน เห็นแต่สอนให้สนุกแล้วอนาคตค่อยไปกอบโกยไว้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้ที่ยาวนานจากพระองค์และไม่มีทีท่าว่าเมื่อใดจะจบ แต่เผอิญครูหยุดสอนก่อน เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559
“ท่านจึงสอนให้ใช้สิ่งต่างๆ อย่างไรให้มีความยั่งยืน ในเมื่อตัวเราสบายแล้ว ก็ต้องส่งต่อไปถึงลูกหลานด้วย อย่างในแม่น้ำเจ้าพระยาเน่าๆ จะยกให้ลูกหลานเน่าๆ อย่างนั้นหรือ ภูเขาไม่มีต้นไม้จะยกให้หรือ อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษจะยกให้หรือ ต้นเหตุจากความเสียหายน้ำเน่าเสียล้วนเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งนั้น มือมนุษย์ทำลายอย่างสิ้นซาก”
ในระหว่างปาฐกถาพิเศษ สุเมธ ได้เปิดภาพถ่าย 2 ภาพ ซึ่งไม่เคยเปิดให้ใครดูมาก่อน ภาพแรกเป็นภาพขณะตัวเองอายุครบ 60 ปี เป็นภาพเมื่อ 19 ปีก่อน ได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อขอพรเนื่องในวันเกิดครบรอบ 60 ปี ในหลวงทรงประทานพรให้แข็งแรง พร้อมพระราชทานรดน้ำสังข์และนำใบมะตูมมาทัดหูด้านขวาให้
พระองค์ท่านให้ความเมตตาอย่างมาก พระองค์ท่านทรงถามอายุเท่าไร เลยหลุดว่า 60 ปี เกษียณแล้ว “เท่านั้นแหละ ทรงบอกว่าเกษียณหรอจะหยุดงานหรอ แล้วฉันล่ะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ยังทำงาน หยุดไม่ได้ งานของประชาชน มีหัวใจจะหยุดหรอ ทุกคนต้องทำงานทำทุกอย่างให้เป็นประโยชน์ ตัวเลขเป็นแค่อายุ จะอยู่เฉยไม่ได้ ถ้าไม่ไหวร่างกายจะบอกเราเอง”
ส่วนอีกภาพเป็นภาพวันเกิดตัวเองเมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นอายุ 72 ปี ขณะนั้นได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อถวายรายงานสถานการณ์ตามปกติ ขณะพระองค์ท่านประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อขอพระราชทานพรวันเกิด
“ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระวรกายที่อ่อนแอแล้ว ขณะกราบลงไประหว่างกลางฝ่าพระบาท เสียงเงียบจึงเงย ขึ้นมา พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์มา แตะที่ไหล่ซ้ายและเขย่าๆ พร้อมตรัสว่า ‘สุเมธงานยังไม่เสร็จนะ’ ย้ำอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ และคิดไม่ถึงว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายได้เข้าเฝ้าฯ และเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้าย”
สุเมธ ฝากถึงทุกคนว่า ในเวลานี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะมองพวกเราจากด้านบนลงมา จะต้องทำให้พระองค์เห็น และในทุกวันจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำอะไรไปบ้าง