ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 28 ต.ค. 2560 เวลา 09:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/522257

โดย จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
งานอดิเรก หรือสิ่งที่เราชอบทำในยามว่าง อาจเป็นสิ่งหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของเราได้ดี ว่าเรามีความโดดเด่นด้านใด และหลายครั้งการทำงานอดิเรกก็ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาชีวิตการทำงานของเราได้อีกด้วย
“บอย” ปฐมพงศ์ สิรชัยรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โมโน เทคโนโลยี และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน ฟิล์ม วัย 37 ปี แม้จะเป็นผู้บริหารระดับสูงที่งานรัดตัว แต่ก็ไม่เคยทอดทิ้งงานอดิเรกที่ชอบ ยังคงแบ่งเวลาให้กับงานอดิเรกเสมอ นั่นก็คือการประดิษฐ์ของเล่นตัวต่อ (จิ๊กซอว์) ประเภทต่างๆ
บอย เล่าว่า โดยปกติแล้วกิจกรรมที่ทำยามว่างจะมีอยู่ไม่กี่อย่าง นั่นก็คือ ต่อตัวต่อ (จิ๊กซอว์) และเล่นเกมบนมือถือ โดยจิ๊กซอว์ที่ต่อนั้นก็จะมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งง่ายๆ ไปจนถึงยากๆ เมื่อต่อเสร็จก็จะกลายเป็นความภาคภูมิใจที่สร้างของสะสมที่ประดิษฐ์จากฝีมือตัวเองสำเร็จ

“ผมเป็นคนชอบประดิษฐ์อะไรที่เป็นของสะสมได้ คนข้างนอกมักมองว่าที่ผมชอบต่อจิ๊กซอว์ประดิษฐ์ของสะสม ก็เพราะผมเป็นคนชอบแก้ปัญหา เหมาะกับตำแหน่งที่ทำอยู่ดี” บอย กล่าว
พอย้อนกลับมามองตัวเอง เมื่อฟังจากสิ่งที่คนอื่นวิเคราะห์แล้ว บอยมองไม่ต่างกันว่า ตัวเองเป็นคนไม่หนีปัญหา สอดคล้องกับการเล่นต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งเปรียบเสมือนมีปัญหาที่รอให้แก้ เกมประเภทนี้ต้องใช้เวลา ต้องมองให้รอบทิศจึงจะต่อได้สำเร็จ ซึ่งเป็นการสร้างสมาธิได้อย่างหนึ่ง
“เรื่องสร้างสมาธินั้น บอยไม่ได้คิดเอง แต่เป็นมุมมองที่คนอื่นบอกมา เพราะตัวบอยเองไม่รู้ตัวว่ามีสมาธิดีขนาดไหน แต่คนรอบข้างบอกมาว่า บอยเป็นคนที่มีสมาธิดีมาก เวลาประชุมงาน แม้ไม่ได้จด แต่ใช้วิธีการจำเอาแล้วจดคำสั้นๆ ใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ เช่น ประชุม 2 ชั่วโมง ใส่คำย่อแค่ 4 คำไว้ แต่เราก็จะรู้เองว่าหมายความว่าอะไร และสามารถนำไปบอกต่อได้ คนเลยมองว่ามีสมาธิดี”
บอย กล่าวต่อว่า เขาชอบต่อจิ๊กซอว์มาตั้งแต่เด็กแล้ว และรางวัลที่คุณพ่อคุณแม่มักจะให้เสมอๆ ก็คือเลโก้ ขณะที่คนรอบข้างพอรู้ว่าบอยชอบต่อจิ๊กซอว์ เวลาเดินทางไปไหนก็มักจะจิ๊กซอว์ติดมือกลับมาให้ต่อเสมอ โดยเขาต่อจิ๊กซอว์ที่ทำจากวัสดุมาหลากหลายประเภทแล้ว ทั้งกระดาษ โฟม คริสตัล โลหะ และนาโนบล็อก เป็นต้น

“แต่ก่อนก็จะซื้อจิ๊กซอว์เอง ไปประเทศไหนก็จะซื้อจิ๊กซอว์ที่สะท้อนถึงประเทศนั้นกลับมา มีครั้งหนึ่งไปอังกฤษ ซื้อเลโก้รถโฟล์คสวาเกน รุ่นคาราวาน แวนคลาสสิกกลับมา เป็นชิ้นใหญ่ขนาดเอ 4 ตอนซื้อกลับไทย กล่องใหญ่มาก จนเพื่อนตำหนิว่า บ้าหรือเปล่า ซื้อของแบบนี้กลับมาเปลืองพื้นที่กระเป๋าเสื้อผ้ามากๆ ขณะที่ระยะหลังก็มีคนรอบข้างซื้อมาให้ เช่น เห็นว่าแบบนี้ยากดีเลยอยากซื้อให้ต่อ”
อย่างเช่นเจ้านายเมื่อครั้งไปเที่ยวอังกฤษ บอย บอกว่าก็ซื้อจิ๊กซอว์สนามแอนฟิลด์กลับมาฝาก ซึ่งตัวต่อจะเป็นกระดาษโฟม รูปสนามแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูล มีขนาดใหญ่เท่าแฟ้มเอกสาร ซึ่งชิ้นนี้ใช้เวลาต่อ 3-4 ชั่วโมงเสร็จ จากนั้นบอยก็นำจิ๊กซอว์ชิ้นนี้ให้กับเจ้านายในวันเกิดของเจ้านาย
“นอกจากนี้ ก็มีห้องนอนจำลองที่ลูกน้องซื้อมาฝาก ชิ้นนี้ถือเป็นชิ้นที่ภูมิใจที่สุดเวลานี้ แม้วิธีการต่อจะไม่ใช่วิธีแบบจิ๊กซอว์เสียทีเดียว ดูแล้วเข้าข่ายงานฝีมือมากกว่า เพราะการต่อใช้ความละเอียดมากคล้ายกับการทำงานแบบจำลองของสถาปนิก ต้องใช้เวลาต่อ 8 ชั่วโมง (แยกเป็น 4 วัน) จึงสำเร็จ พอออกมาแล้วก็รู้สึกว่าเป็นงานที่สวยมาก
อีกชิ้นที่คล้ายๆ กันกับห้องนอนจำลอง ก็คือบ้านยุโรปจำลอง ซึ่งซื้อเองจากร้านของเล่นในญี่ปุ่น ดูคล้ายงานฝีมือมากกว่าตัวต่อ เพราะต้องจับชิ้นงานแปะกาว นำโฟมสีเขียวทำเป็นพุ่มหญ้า ต้นไม้ แล้วนำทรายสีเขียวโรยพื้นเป็นพื้นหญ้า โดยชิ้นนี้มีขนาดเล็กมาก สูงไม่เกิน 4 นิ้ว ใช้เวลาในการทำแต่ละชิ้นงานในบ้านยุโรปจำลองนี้ 1 ชั่วโมง”

บอย ระบุว่า รู้สึกชอบชิ้นงานบ้านจิ๋วมากๆ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสมัยเด็กเคยมีความฝันอยากเป็นสถาปนิกมาก การได้ต่อชุดสถาปนิกแบบนี้ จึงเหมือนกับได้เป็นในสิ่งที่เคยอยากเป็นมากๆ
หากรวมตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน บอย น่าจะต่อจิ๊กซอว์เสร็จแล้วไม่ต่ำกว่า 60 ชิ้น โดยการต่อแต่ละชิ้น มีตั้งแต่ใช้เวลาสั้นๆ แค่ครึ่งชั่วโมงก็เสร็จ ไปจนถึงใช้เวลายาวนานกว่า 10 ชั่วโมง แต่ก็ไม่ใช่การต่อวันเดียวจบ เป็นการแบ่งเวลาต่อหลายๆ วัน
ทั้งนี้เวลาที่ต่อจิ๊กซอว์อยู่ บอยระบุว่า จะคิดเพียงอย่างเดียวคือ อยากเห็นตอนที่จิ๊กซอว์นั้นสร็จสมบูรณ์ อยากจะรู้ว่าจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร เพลิดเพลินไปกับมัน ซึ่งการที่ได้จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบนี้ ก็ช่วยให้ลืมเรื่องรอบข้าง ลืมความเครียดไปได้
บอย เล่าถึงเกมมือถือที่ชอบเล่นว่า จะชอบเล่นเกมแนวต่อจิ๊กซอว์ และเกมการแก้ปัญหา แต่ละเดือนโหลดเกมมาเล่นเยอะมาก ซึ่งเวลาที่ใช้เล่นเกมมือถือก็ใกล้เคียงกับเวลาที่ใช้ต่อจิ๊กซอว์

สำหรับการเล่นเกมนั้น บอยมองว่า แม้ไม่ได้ข่วยเรื่องการฝึกสมาธิ แต่ก็ช่วยให้ความบันเทิงได้ดี และบางเกมยังช่วยในเรื่องหลักการคิด แม้ผู้ใหญ่หลายคนจะมองการเล่นเกมเป็นสิ่งไม่ดี แต่สำหรับบอย เชื่อว่าทุกสิ่งที่เราทำ ย่อมมีข้อดีทั้งสิ้น
“อย่างน้อยข้อดีของเกมก็คือ ให้ความบันเทิง ช่วยคลายเครียด เพียงแต่เราต้องรู้จักควบคุมตัวเองให้ได้เพื่อแบ่งเวลาที่จะใช้กับมัน เราบันเทิงแบบมีจุดยั้งคิดที่ไม่ทำร้ายตัวเอง” นี่คือนิยามในการให้เวลากับเกมของ บอย
เมื่อกิจกรรมทุกอย่างที่คนเราทำมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง เช่น ทำงานมากเกินไปก็อาจไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ช็อปปิ้งมากเกินไปก็ไม่เป็นผลดีกับเงินในกระเป๋า ใช้เวลาเล่นเกมมากเกินไปก็ไม่ดีกับตัวเอง แต่กิจกรรมเหล่านี้ล้วนมีข้อดีในตัวเองทั้งสิ้น ซึ่ง บอย ทิ้งท้ายอย่างน่าคิดว่า
“เพียงแต่เราต้องจัดเวลาในการทำแต่ละอย่างให้เหมาะสม แล้วทุกอย่างก็จะเป็นผลดีกับตัวเราเอง”