เบาหวาน กับผู้หญิง(ไทย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 21 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526381

เบาหวาน กับผู้หญิง(ไทย)

ไม่ใช่ของอร่อยที่ไม่ควรกิน แต่ควร “บันยะบันยัง” ในการกิน เพราะถ้ากินเกินพอดี อาจเสี่ยงทำให้เป็นโรคเบาหวาน โรคที่ผู้หญิงทั่วโลกประมาทไม่ได้อีกต่อไป

กระเพาะหมูเป็นสิ่งยั่วยวนใจ ที่จะไม่สั่ง (มากิน) นั้นไม่ได้ ขาหมูน้ำแดงหรือก็เข้าที ไส้กรอกอีสานไส้กรอกฝรั่งก็บ่ยั่น สั่งมากินหมด หมายถึง กินไม่เหลือ อย่าลืมฮ่อยจ๊อแสนอร่อย ทอดน้ำมันท่วมฟูเหลืองอร่าม ตบท้ายด้วยขนมปังทาเนยโรยน้ำตาล… อนิจจา ของอร่อยไม่ควรกิน

ตัวเลขล่าสุดจาก สมาพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ (IDF) ระบุว่า ปัจจุบันผู้หญิงกว่า 199 ล้านคนเป็นเบาหวาน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 313 ล้านคนในปี 2583

วันที่ 14 พ.ย.ของทุกปี เป็นวันเบาหวานโลก (World Diabetes Day) ซึ่งหัวข้อสำคัญในปีนี้ คือ ผู้หญิงกับเบาหวาน (Women and Diabetes-Our right to a healthy future) ที่ต้องการกระตุ้นเตือนภัยจากเบาหวาน ที่จะบั่นทอนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้หญิงทั่วโลก

 

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ โขวิฑูรกิจ ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านเบาหวาน ฮอร์โมนและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และหัวหน้าสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทบาทที่แตกต่างกัน ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคม ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพและความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองของผู้หญิง ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อโรคเบาหวานในผู้หญิง ทำให้โรคเบาหวานเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ ในผู้หญิงทั่วโลก

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ เล่าว่า พิษภัยจากเบาหวานนำมาซึ่งโครงการวิจัยของศูนย์ความเป็นเลิศฯ โดยเมื่อ 3 ปีก่อน ได้เริ่มงานวิจัยเรื่องพลังงานในอาหารที่มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางสมดุลของน้ำตาลในร่างกายในคนไข้เบาหวาน โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จ โดยเมื่อสิ้นสุดโครงการ ผู้ป่วยสามารถหยุดยารักษาเบาหวานได้แทบทุกคน

แนวคิดงานวิจัย เริ่มต้นมาจากการศึกษาในอังกฤษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การลดพลังงานในอาหารของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ผู้ป่วยที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน) ด้วยการรับประทานอาหารพลังงานต่ำที่เป็นอาหารกระป๋องแบบน้ำเพียงอย่างเดียว ทำให้การทำงานของตับอ่อนกลับสู่ภาวะปกติ ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถหยุดยารักษาเบาหวานได้

ทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ จึงได้ประยุกต์มาศึกษาในคนไทยที่เป็นเบาหวาน เปลี่ยนจากสูตรอาหารที่เป็นสูตรจำเพาะ มีลักษณะเป็นอาหารกระป๋องแบบน้ำ ไม่เหมาะกับวัฒนธรรมการกินของคนไทย มาเป็นอาหารไทยๆ ที่มีพลังงานต่ำ คิดค้นสูตรและจัดเตรียมโดยฝ่ายโภชนวิทยาและโภชนบำบัดของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทุกรายการ มีการคัดเลือกและคำนวณพลังงาน ตลอดระยะเวลา 3 เดือน และมีการประเมินผลระดับน้ำตาลในเลือด น้ำหนักตัว ดัชนีมวลกาย ปริมาณไขมันในร่างกาย ความดื้อของอินซูลิน การทำงานของตับอ่อน การเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ทางเมตะบอลิสม รวมทั้งคุณภาพชีวิต

การศึกษาทำในบุคลากรของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 19 ราย แบบผู้ป่วยนอก พบว่าระดับน้ำตาลดีขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง ตับอ่อนทำงานดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเกือบทุกรายสามารถควบคุมเบาหวานได้โดยไม่ต้องใช้ยา

 

 

พ.ต.ท.พญ.มงคลธิดา อัมพลเสถียร อาจารย์พิเศษสาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า โครงการวิจัยให้ความสำคัญกับการติดตามการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อและระดับน้ำตาลในเลือดอย่างใกล้ชิด โดยใช้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ ติดต่อกันทางไลน์ เพื่อติดตามผลและให้กำลังใจ ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่กำหนด

จากโครงการดังกล่าวคณะผู้วิจัยจึงได้ทำหนังสือรวบรวมรายการอาหารที่ใช้ในโครงการวิจัย 52 รายการ ไม่ซ้ำเมนูกัน ประกอบด้วย อาหารหลัก 3 มื้อในแต่ละวัน รวมทั้งอาหารว่าง ซึ่งเมนูในหนังสือดังกล่าวจะให้พลังงานประมาณ 1,200 แคลอรี่/วัน ถือเป็นเมนูสุขภาพที่ปรับใช้ได้กับผู้ป่วยเบาหวานทุกคน กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน รวมทั้งบุคคลทั่วไปด้วย

ในคนไข้เบาหวานที่ต้องการลดพลังงานในอาหารลง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มการลดพลังงาน เพราะการลดพลังงานในอาหารลงขณะที่รับประทานยา หรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเกิดอันตรายได้ ดังนั้น ในหนังสือเล่มนี้จึงใช้พลังงานปานกลาง คือประมาณ 1,200 แคลอรี/วัน อย่างไรก็ตาม เมนูอาหารที่ใช้ในโครงการวิจัยนั้นเข้มข้นกว่านี้มาก เนื่องจากมีการติดตามอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์และนักโภชนาการตลอดระยะเวลาโครงการ

ศ.ดร.นพ.วีรพันธุ์ กล่าวส่งท้ายว่า เมนูอาหารในหนังสือดังกล่าวเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่สนใจจะควบคุมอาหาร แต่จะได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความแน่วแน่ วินัยในการรับประทานอาหารและวินัยในการปรับพฤติกรรม เป้าหมายต่อไปคือการผลักดันขยายผลในผู้ป่วยเบาหวานทั่วไป เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและลดความสูญเสียทรัพยากรในการรักษา

“การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารเป็นแนวทางหนึ่ง หากสามารถทำได้ต่อเนื่องในระยะยาว จะทำให้ควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น และลดการใช้ยารักษาเบาหวานลง”

 

 

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ดูจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป อย่างน้อยที่สุดนี่คือทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้เงิน แค่ปรับพฤติกรรมการรับประทานและการใช้ชีวิต ก็ห่างไกลจากเบาหวานได้ หากสนใจ “หนังสือ 52 เมนูเด็ด เคล็ดลับพิชิตเบาหวาน” สามารถติดต่อได้ที่ชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ชั้น 3 ตึก ภปร. ในวันและเวลาราชการ จากนั้นต้นปี 2561 จะวางจำหน่ายเป็นการทั่วไป ได้รับหนังสือเมื่อไหร่…ก็รับมือกับเบาหวานให้ “อร่อย” ไปเลย

Leave a comment