เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 26 พ.ย. 2560 เวลา 10:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527331

เอดวาร์ด มุงค์ ผลงาน 6 ทศวรรษที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์

โดย อฐิณป ลภณวุษ ภาพ : เอเอฟพี

เอดวาร์ด มุงค์ จิตรกรชาวนอร์วีเจียน (มีชีวิตระหว่างปี 1863-1944) สร้างชื่อเสียงในช่วงต้นๆ ของอาชีพจิตรกรของตัวเอง ด้วยภาพเขียนแนวแปลกๆ หลอนๆ เนื่องเพราะอิทธิพลแห่งยุคโมเดิร์น ซึ่งทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมาก ในราวปี 1913 ซึ่งจะว่าไป เอดวาร์ด ตอนนั้นก็อายุอานาม 50 ปีไปแล้ว และตลอดเส้นทางในอาชีพ เขามักจะกลับไปนำเอาแรงบันดาลใจเก่าๆ มาสร้างความหลอนในรูปแบบใหม่อยู่เสมอ

ภาพเซลฟ์พอร์เทรต Between the Clock and the Bed (1940-43) ผลงานช่วงบั้นปลายชีวิตจิตรกรเอกของนอร์เวย์ ซึ่งดูเหมือนเป็นตำนานบทใหม่ในผลงานศิลปะของเขา และตอนนี้ได้กลายมาเป็นชื่อของนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed จัดแสดงอยู่ที่ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ (The Met Breuer) แกลเลอรี่สาขาของเดอะ เม็ต หรือ เดอะ เมโทรโพลิแทน มิวเซียม (The Met – The Metropolitan Museum) กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ โดยนำเอาผลงาน 43 ชิ้น ตลอดช่วงชีวิตการสร้างสรรค์ผลงาน 6 ทศวรรษของเขา ซึ่งรวมทั้งภาพเซลฟ์พอร์เทรต 16 ชิ้นที่หาชมยาก และไม่เคยมีการจัดแสดงในสหรัฐมาก่อน

การจัดแสดงภาพในนิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed แสดงให้เห็นภาพที่ เอดวาร์ด มุงค์ วาดแล้วนำกลับมาวาดใหม่ในเวอร์ชั่นต่างๆ ภาพไหนวาดไว้มากที่สุดก็จะจัดเอาไว้เป็นกลุ่มเป็นก้อนใหญ่ในนิทรรศการ ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นศิลปินที่ฉีกกฎเกณฑ์ของศตวรรษที่ 20 ในฐานะจิตรกรผู้โดดเด่นแห่งยุคซิมโบลิสม์ (Symbolism) หรือยุคศิลปะสัญลักษณ์ อย่างชัดเจน

แนวคิดและใจความสำคัญของผลงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของ เอดวาร์ด มุงค์ สามารถที่จะเชื่อมโยงกลับไปถึงจิตรกรรมในช่วงก่อนหน้าของเขาได้มากมาย โดยในนิทรรศการได้จัดแสดงภาพเขียนหลายๆ ยุคเอาไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้เข้าชมสามารถจะจับเอาเอกลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์ประกอบภาพ รวมทั้งเทคนิควิธีการที่ไม่เหมือนใครของจิตรกรผู้เอกอุ

ภาพแรกที่เราจะได้เห็นเมื่อเข้าไปในนิทรรศการ ไม่ใช่ภาพดังอย่าง The Scream (1893) Madonna (1894-1895) หรือ Puberty (1895) หากเป็นภาพจากช่วงสุดท้ายในชีวิตของเขา ที่นำมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ Self Portrait: Between the Clock and the Bed ซึ่งบอกเล่า “มู้ด แอนด์ โทน” ของนิทรรศการที่จะได้ชมต่อไปนี้ว่า ไม่ธรรมดา และแตกต่างจากการรวบรวมผลงานของ เอดวาร์ด มุงค์ ที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ภาพเขียนชิ้นนี้แสดงให้เห็นห้องนอนของจิตรกรนอร์วีเจียน ที่มีประตูเปิดไปสู่สตูดิโอวาดภาพของเขาที่ด้านหลัง ตัวของศิลปินเองยืนตรงทำหน้าตาไร้อารมณ์ ระหว่างนาฬิกาตั้งพื้นแบบโบราณ กับเตียงนอน ภาพดูไม่บ่งบอกกาลเวลา เหมือนกับว่าเล่าเรื่องทั้งชีวิตของเอดวาร์ด มุงค์ ที่วนเวียนอยู่ในห้องๆ นี้ และสตูดิโอของเขา

ขณะที่ภาพเซลฟ์พอร์เทรตอีก 15 ภาพ ก็นับว่าเป็นกลุ่มภาพที่ เอดวาร์ด วาดอยู่บ่อยๆ โดยมีตั้งแต่ภาพวัยหนุ่ม ไปจนถึงวัยชรา ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการวาดเพื่อพิเคราะห์ความเป็นตัวเอง (Self-scrutinies) ในหลากหลายแง่มุม โดยส่วนตัวแล้ว เอดวาร์ด มุงค์ บอกว่า ภาพเหล่านี้เป็นการบ่งบอกจุดเปลี่ยนของชีวิต เป็นอัตชีวประวัติ เป็นการสารภาพบาป เป็นการศึกษาสภาพทางจิต อีกทั้งยังเป็นวรรณกรรมแห่งชีวิตของเขาอีกด้วย

นอกจากภาพเซลฟ์พอร์เทรตจำนวนมากที่ไม่เคยจัดแสดงในสหรัฐมาก่อนแล้ว ยังมีอีก 7 ภาพจิตรกรรมของจิตรกรดังชาวนอร์วีเจียน ที่ชาวอเมริกันยังไม่เคยได้ชื่นชมเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ Lady in Black (1891) Puberty (1894) Jealousy (1907) Death Struggle (1915) Man with Bronchitis (1920) Self-Portrait with Hands in Pockets (1925-26) และ Ashes (1925)

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผลงานชิ้นสำคัญ Sick Mood at Sunset, Despair (1892) ที่ถือว่าเป็นปฐมบทของผลงานเลื่องชื่อที่สุดของเขา และเป็นสุดยอดผลงานที่น่าจดจำที่สุดในยุคศิลปะสมัยใหม่ อย่าง The Scream ซึ่งออกมาจัดแสดงนอกยุโรปเป็นครั้งที่ 2 เท่านั้นในหน้าประวัติศาสตร์

นิทรรศการ Edvard Munch: Between the Clock and the Bed ได้นำเอาผลงานจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของ เอดวาร์ด มุงค์ จาก มุงค์ มิวเซียม (Munch Museum) ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ รวมทั้งสถาบันศิลปะ และจากคอลเลกชั่นส่วนตัวของนักสะสมจากทั่วโลกมาจัดแสดงให้ครบสมบูรณ์ ทำให้เห็นความสามารถ ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะที่แท้ของจิตรกรชื่อดัง รวมทั้งวิธีคิดสุดแสนจะเสรีนิยมของเขาผ่านผลงานแต่ละชิ้น

ไปชมได้ตั้งแต่วันนี้-4 ก.พ. ศกหน้า ณ เดอะ เม็ต บรอยเออร์ ถนนเมดิสัน กรุงนิวยอร์ก สหรัฐ

Leave a comment