นิยามแห่งความพอดี อธิพาพร เหลืองอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 ธ.ค. 2560 เวลา 16:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528781

นิยามแห่งความพอดี อธิพาพร เหลืองอ่อน

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ความพอดีของชีวิตอยู่ที่จุดไหน เป็นเรื่องที่คนทุกคนต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง คำตอบที่ได้จะถูกต้องเหมาะควรแก่ใครก็เป็นคำตอบของคนคนนั้น เรื่องราวของอธิพาพร เหลืองอ่อน วัย 32 ปี ผู้จัดการโครงการเคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง ธุรกิจให้บริการอาหารจัดเลี้ยงเพื่อสุขภาพแถวหน้า นิยามความพอดีของเธอ คือ ความพอดีที่พอจะทำได้ ถ้าจะทำ

ผู้จัดการโครงการเคี้ยว…เขียวฯ เล่าว่า สนใจประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด สมัยเรียนมัธยมต้นก็พอจะรู้ตัวบ้าง แต่เพราะอะไรนะ ขนาดรู้ใจตัวเอง ก็ยังเลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ซึ่งคะแนนแย่ถึงแย่ที่สุด ต่อมาถึงสามารถสอบตรงเข้าที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ เปิดด่านแรกของงานและความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

อธิพาพร ชื่นชมอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีต ผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และขณะนั้นเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทว่าไม่เคยมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์โดยตรงเลย คงได้แต่ติดตามงานเขียน รวมทั้งผลงานด้านวิชาการต่างๆ ของอาจารย์เท่านั้น

“ศรัทธาในวิธีมองโลก นั่นคือการมองด้วยความกล้าหาญ มองโลกตรงหน้าในแบบที่เราร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ทุกอย่างรอบตัวเรา รวมทั้งเราล้วนเกี่ยวข้องกับโลก เพราะเช่นนั้นจึงไม่อยากทิ้งภาระใดๆ ให้แก่โลก แม้ว่าภาระนั้นจะเล็กน้อยแค่ไหน”

การมองโลกในมุมที่ต่างออกไป ทำให้ความใฝ่ฝันของเธอชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การหล่อหลอมทางความคิดและแนวคิด ดังกล่าว ในที่สุดก็ทำให้อธิพาพรรู้ใจตัวเองอย่างที่สุดว่า เธอจะต้องทำงานด้านสิ่งแวดล้อม

สมัยเรียนมัธยม ขนาดรู้ใจตัวเองก็พลาดมาแล้วรอบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม คราวนี้ไม่พลาดอีก อธิพาพรเรียนจบแล้วได้ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมสมใจ โดยอยู่ในแวดวงเกษตรอินทรีย์ อยู่ในแวดวงตลาดสีเขียว เกษตรกรและวิถีเกษตรความพอเพียง

ทันทีที่เรียนจบอธิพาพรได้เข้าทำงานกับเครือข่ายตลาด สีเขียวของสวนเงินมีมา โดยส่วนตัวชอบสายพัฒนาชุมชน ก็เพราะได้อยู่กับธรรมชาติและได้มีส่วนช่วยสนับสนุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ชุมชน จากโครงการตลาดสีเขียว สู่โครงการสวนผักคนเมือง มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) ถือว่าปักหลักและตั้งมั่นอยู่ในสายสิ่งแวดล้อม ถึงวันนี้ก็ กว่า 10 ปีแล้ว

“กระบวนการเรียนรู้ภายในเกิดขึ้นเมื่อเราได้สัมผัส ตัวเองผ่านธรรมชาติ เรียนรู้ด้านในของตัวเองไปด้วยพร้อมกัน ถือเป็นผลพลอยได้ที่ดีจากการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม”

ในช่วงต้นได้กล่าวถึงบุคคลต้นแบบ ผู้เป็นเป้าหมายเรื่องการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม-เสกสรร ประเสริฐกุลไปแล้ว ต่อเมื่อได้เข้ามาคลุกคลีและทำงานในแวดวงเกษตร สีเขียวจริงๆ บุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานตลอดมาของอธิพาพร จะไม่กล่าวถึงนั้นไม่ได้มีจำนวน 3 คน

บุคคลทั้งสามคือ 1.สุภา ใยเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนแห่งประเทศไทย 2.วัลลภา เเวนวิลเลี่ยนส์วาร์ด บรรณาธิการบริหาร สำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา และ 3.พอทิพย์ เพชรโปรี ผู้ก่อตั้งร้านเฮลท์มี และบ้านสวนเรียนรู้ Organic way

สำหรับสุภา ชื่นชมในการยืนหยัดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เสียสละ แรงกายแรงใจทำงานขับเคลื่อนเรื่องความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกรทั้ง 4 ภาค

อธิพาพรได้มีโอกาสร่วมงานกับมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้โครงการสวนผักคนเมืองในช่วงหนึ่ง ทำให้ได้ใกล้ชิดกับสุภา ได้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจที่ต้องการให้ พี่น้องเกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น ถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญในการทำงานด้านนี้

คนที่สอง วัลลภา เเวนวิลเลี่ยนส์วาร์ด เป็นคนแรกที่ให้โอกาสในชีวิตการทำงาน สมัยนั้นวัลลภาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สวนเงินมีมา หรือสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา สวนหนังสือแห่งปัญญาของสังคม ได้ให้โอกาสในการทำงานส่งเสริมเรื่องการตลาดสีเขียว สื่อสารเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ผลิตและผู้บริโภค เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการผลิตและการบริโภคเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

“ทำงานอยู่สวนเงินมีมา 8 ปีเต็ม ที่นี่เปิดกว้างในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เปิดกว้างพื้นที่ให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ได้คิดโครงการรณรงค์เพื่อสังคมในหลากหลายประเด็น ได้เรียนรู้ความคิดกระบวนทัศน์ใหม่ผ่านหนังสือและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ เป็นประสบการณ์ที่สำคัญในชีวิตการทำงานมาก”

สำหรับพอทิพย์ เพชรโปรี หรือ “ป้าหน่อย” แห่งร้านเฮลท์มี และบ้านสวนเรียนรู้ Organic way ป้าหน่อยเป็นผู้ชักชวน อธิพาพรให้มาทำงานในภาคธุรกิจเพื่อสังคม เคี้ยว…เขียว Green Catering เป็นผู้ทำให้เห็นซึ่งการเชื่อมโยงการทำงานเพื่อสังคมและการบริหารจัดการแบบธุรกิจเข้าด้วยกัน

“กิจการเพื่อสังคมต่างๆ ที่ออร์แกนิคเวย์ทำ เช่น เฮลท์มีเดลิเวอรี่ ร้านอาหารมังสวิรัติ ทำให้ได้มองเห็นความยั่งยืนในอีกด้านหนึ่ง ที่นำเอาแนวคิดทางการตลาดมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านสังคม ให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงในวงกว้าง” อธิพาพร เล่า

ปัจจุบัน อธิพาพรยังคงทำงานอยู่ในแวดวงเกษตรปลอดภัย แน่นอนที่งานหลักของเธอคือ เคี้ยว…เขียว แคทเทอริ่ง ขณะเดียวกันก็ยังช่วยงานโครงการสวนผักคนเมือง เครือข่ายตลาดสีเขียวและอีกมาก หากความใฝ่ฝันระยะยาว อนาคตต้องการกลับไปใช้ชีวิตและทำเกษตรอินทรีย์ที่บ้านเกิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ความฝันของเธอเริ่มต้นด้วยแปลงทดลองแปลงเล็กๆ 1 ไร่ ครึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ส่วนใหญ่เป็นการทดลองปลูกต้นไม้ผลไม้พืชผักสวนครัว มีกล้วย ผัก พริก มะนาว กล้วยหอม มะระ มะเขือ และอื่นๆ เสียดายแต่ว่าไม่สามารถอยู่ดูแลต้นไม้ได้ทุกวัน หน้าที่รดน้ำจึงเป็นหน้าที่ของพ่อ

“ในสัปดาห์หนึ่งๆ ไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับพนัสนิคม เพราะยังต้องทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ก็ต้องถือเป็นความกรุณามากแล้วที่งานหลักในปัจจุบันสามารถ เอื้ออำนวยให้เราได้บริหารจัดการเวลา เพื่อทำในสิ่งที่ต้องการ ได้บ้าง”

อยากใช้เวลาอยู่บ้านให้บ่อยขึ้นและนานขึ้น หากงานภาคพัฒนาสังคมในปัจจุบันก็ทำให้อธิพาพรอยู่บ้านต่างจังหวัดได้ ไม่มากเท่าที่ใจต้องการ ความพอดีของชีวิตคือความพอดีของชีวิตที่อยากจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ ความพอดีของชีวิตยามนี้ จึงเป็นที่เห็นและเป็นอยู่ ได้แก่ความพอดีที่พอจะทำไปได้ก่อน อนาคตอันใกล้หวังใจว่า จะได้เป็นนักส่งเสริมที่ทำงานร่วมกับชุมชน ต่อยอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นถิ่น ตั้งแต่เรื่องกินอยู่ การหารายได้ การพัฒนาตัวเอง การเกษตรปลอดสารเคมี การทำอาหารเมนูผักพื้นบ้าน การรวบรวมความรู้เรื่องยาในท้องถิ่น เป็นต้น

“ถึงที่สุดแล้ว อยากกลับไปเป็นนักปลูกผัก แต่เป็นนักปลูกผักเพื่อจะเล่าเรื่อง เพื่อสื่อสารถึงเกษตรปลอดภัยว่า มันทำได้ มันเลี้ยงตัวเองได้ มันสร้างความสุขให้เราได้” n

Leave a comment