ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 31 ธ.ค. 2560 เวลา 13:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533008

โดย…ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญไปร่วมกิจกรรมสัมมนาการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาด้านระบบขนส่งทางรางสำหรับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทาง One Belt One Road (Railway Vocational and Technical Education Seminar for Countries Along The Belt and Road) จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง Xi’an Railway Vocational & Technical Institute (XRVTI) และ Xi’an International Trade & Logistics Park ประเทศจีน ความน่าสนใจของการได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ได้สัมผัสถึงความพยายามมีส่วนร่วมของรัฐบาลท้องถิ่นแห่งเมืองซีอาน กับนโยบาย One Belt One Road ของรัฐบาลกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เนื่องจากซีอานนับเป็นเมืองที่เป็นจุดตั้งต้นของเส้นทางสายไหมในอดีต และถูกกำหนดให้เป็นเมืองท่าของการค้าชายแดนระหว่างจีนและประเทศเพื่อนบ้าน
ปัจจุบันประเทศจีนมีโรงเรียนอาชีวศึกษาเฉพาะด้านระบบขนส่งทางรางอยู่ราว 35 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกันผลิตบุคลากรระดับช่างเทคนิคสำหรับงานขนส่งระบบราง (ด้วยคุณวุฒิระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ) จัดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 75 ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบรางทั้งหมด (อีกร้อยละ 25 แบ่งเป็นบุคลากรระดับปริญญาที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง 6 แห่ง ราวร้อยละ 20 และบุคลากรระดับนักวิจัยจากศูนย์วิจัยและบ่มเพาะต่างๆ อีกร้อยละ 5) รวมกันได้ราวปีละ 1 แสนคน ป้อนให้กับตลาดแรงงานด้านระบบขนส่งทางราง ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ระบบขนส่งทางรางของรัฐบาลท้องถิ่น (Urban Rail Transit) 134 เส้นทาง ระยะทางรวม 4,153 กม. และระบบโครงข่ายกลางของประเทศ (China’s Railway Network) ซึ่งดูแลโดย China Railway Corporation (CRC) แบ่งเป็นระบบรถไฟธรรมดาราว 1.24 แสน กม. และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HSR) ราว 2.2 หมื่น กม. ตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ เส้นทางรถไฟทั้งสองแบบจะเพิ่มเป็นรถไฟธรรมดา 1.5 แสน กม. และ HSR 3 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2020 และรถไฟธรรมดา 2 แสน กม. และ HSR 4.5 หมื่น กม. ภายในปี ค.ศ. 2030 จะเห็นได้ว่าจากแผนการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งทางรางของประเทศจีน จะมีความต้องการบุคลากรในระดับปฏิบัติการที่ต้องมีทักษะเฉพาะทาง (อาชีวศึกษา) มากที่สุดถึงร้อยละ 75 ของบุคลากรทั้งหมด แยกเป็นสาขาเฉพาะทางต่างๆ มากถึงกว่า 30 สาขา ผ่านการจัดการโดยความร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการเดินรถซึ่งเป็นผู้ใช้งานบุคลากรโดยตรง (demand for jobs) หลักสูตรจะถูกพัฒนาขึ้นร่วมกันระหว่างโรงเรียนและกลุ่มบริษัท (talents cultivation plan & curriculum development) ผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนและฝึกงานในบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง โรงเรียนอาชีวะเหล่านี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน ในขณะที่การพัฒนางานวิจัยและพัฒนาจะกระทำกันในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยและบ่มเพาะต่างๆ (ผลิตบุคลากรรวมกันร้อยละ 25) ร่วมกับ CRC และบริษัทอุตสาหกรรมในกลุ่ม
XRVTI ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956 ปัจจุบันมีอายุได้กว่า 60 ปี มี 4 วิทยาเขต ทั้งหมดนี้ร่วมกันผลิตบุคลากรเฉพาะทางด้านระบบราง 34 สาขา (majors) มีนักเรียนทุกระดับชั้นปีรวมกันมากกว่า 1.2 หมื่นคน (เฉลี่ยชั้นปีละ 4,000 คน) มีบุคลากรต่างๆ 687 คน (เฉพาะอาจารย์ 357 ท่าน) อัตราการได้งานทำ 95% ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันผลิตบุคลากรป้อนเข้าสู่ตลาดไปแล้วมากกว่า 8 หมื่นคน
เมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้เคยศึกษาวิจัยเรื่องความต้องการและแนวทางการพัฒนากำลังคนด้านปฏิบัติการระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในขณะนั้นนอกจากระบบรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว ประเทศไทยเพิ่งจะมีระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนเปิดให้บริการ 2 เส้นทาง คือ BTS และ MRT (ไม่รวมส่วนต่อขยาย) โดยผู้ให้บริการทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องพัฒนาบุคลากรด้วยตัวเอง เนื่องจากยังไม่มีแผนการจัดตั้งสถาบันการศึกษาด้านระบบรางโดยตรง ผลการศึกษาในขณะนั้น สรุปว่าบุคลากรด้านปฏิบัติการในระบบรถไฟฟ้าฯ ออกได้เป็น 4 กลุ่ม
คือ กลุ่มพนักงานขับรถ กลุ่มพนักงานประจำสถานี กลุ่มพนักงานควบคุมการเดินรถ และกลุ่มพนักงานซ่อมบำรุง ซึ่งปริมาณความต้องการใช้บุคลากรเหล่านี้แปรตามปัจจัยแวดล้อมหลายประการ อาทิ จำนวนและขนาดสถานี ระยะทาง จำนวนรถ การจัดเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการใน ระยะยาวจึงมีความสำคัญ แต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงในเงื่อนไขการเกิดขึ้นของโครงการที่อาจล่าช้า ไม่สอดคล้องกับแผนการพัฒนาเส้นทาง การมีหลักสูตรตายตัวก็อาจทำให้ผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาในจังหวะ ที่โครงการล้าช้าตกงานได้ ในระยะสั้นจึงมีข้อเสนอ 3 ประการ คือ (ก) เสนอให้มีการจัดโครงการฝึก อบรมร่วมระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาและองค์การที่ดำเนินการด้านการขนส่งทางรางในการพัฒนา กำลังคน (กลายมาเป็นหลักสูตร วศร.ของ สวทช. ในปัจจุบัน) (ข) การจัดให้มีการศึกษาวิชาโทด้านการขนส่งทางรางในสถาบันการศึกษา (หลายสถาบันการศึกษาได้กระทำอยู่ในปัจจุบัน) และ (ค) การจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนากำลังคนด้านการขนส่งระบบรางโดยตรง (ปัจจุบัน คือ โครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีระบบขนส่งทางรางแห่งชาติ ของ สวทช.) เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี แนวทางที่ได้เคยเสนอไว้ก็ยังคงค่อยๆ เกิดขึ้นแบบช้าๆ เปรียบเทียบกับจีนซึ่งมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดอย่างมากในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ประเทศไทยกำลังต้องการผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และการวางแผนบูรณาการความต้องการใช้ระบบรางกับแผนการพัฒนาอุตสาหกรรม ตลอดจนแผนการพัฒนาบุคลากรที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมครับ n