2 พี่น้อง ศิกวัสส์+สรณัฐ ลือโสภณ ‘รักนะ แต่ไม่ (ค่อย) แสดงออก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ธ.ค. 2560 เวลา 11:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/531895

2 พี่น้อง ศิกวัสส์+สรณัฐ ลือโสภณ 'รักนะ แต่ไม่ (ค่อย) แสดงออก’

โดย วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ความผูกพันระหว่าง 2 พี่น้อง ที่แม้รักกันมากแต่ไม่แสดงออก เพราะเหตุที่เติบโตมาในยุคที่พ่อแม่ทำงานหนักสร้างเนื้อสร้างตัว

ทำให้ทั้งคู่ ได้แก่ “สิก” ศิกวัสส์ ลือโสภณ ศิลปินหนุ่มมาดเซอร์ผู้ก่อตั้ง “สิก สลีป ซาลอน” สลีปซาลอนแห่งแรกในเมืองไทย ที่อยากให้ลูกค้าได้สุขภาพผมที่ดีกลับไป พร้อมยังได้ผ่อนคลายอย่างแท้จริง รวมศาสตร์การดูแลสุขภาพผมครบวงจรทั้งรูปรสกลิ่นเสียงเข้าไว้ด้วยกัน

กับน้องชายข้าราชการหนุ่มมาดเนี้ยบ “สอ” สรณัฐ ลือโสภณ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ถูกเลี้ยงแยกกัน ทำให้วัยเด็กของทั้งสองไม่ค่อยสนิทกันสักเท่าไหร่

แถมพี่ชายยังชอบแกล้งน้องเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อถึงวันที่น้องชายไม่สบายก็ได้พี่ชายคนนี้ไปนอนเฝ้าเกือบ 1 สัปดาห์ ทำให้พี่ชายรู้ว่าแท้จริงแล้วเขารักน้องชายเพียงคนเดียวของเขามากที่สุด เพราะในที่สุดก็มีกันแค่ 2 คน

 ศิกวัสส์ เล่าถึงความผูกพันระหว่างพี่น้องว่า ครอบครัวของเขาค่อนข้างแปลกไม่เหมือนใคร โดยสิกถูกเลี้ยงมากับครอบครัวแม่บุญธรรมที่เลี้ยงเขาสไตล์คนจีนจ๋า จึงเป็นคนโผงผางและพูดตรงๆ ในขณะที่น้องชายได้รับการเลี้ยงดูโดยคุณยายในแบบไทยแท้ๆ จึงค่อนข้างเรียบร้อย

 

“ด้วยตอนเด็กๆ สิกค่อนข้างเป็นเด็กไฮเปอร์และซนมาก เราอายุห่างกัน 3 ปี พอน้องเกิด สิกก็โต จึงไม่อินกับการมีน้องเข้าขั้นรังแกน้อง (หัวเราะ)

อย่างสิกนั่งดูทีวีอยู่แล้วน้องมากระโดดอยู่ข้างหน้า สิกรำคาญก็ยันโครมเลย น้องก็ตัวลอยไปชนตู้ รอยบาดแผลบนหน้าน้อง สิกทำหมดเลย แล้วน้องก็จำได้ว่าสิกเป็นพี่ที่ชอบรังแกน้อง หรือมีเสื้อผ้าที่แม่ซื้อให้น้อง สิกก็ไม่ยอม เพราะน้องต้องใช้ของเหลือจากเราสิ (หัวเราะ)

แต่พอโตขึ้น ขณะที่น้องเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หากมีคนมาแกล้งสอ หากเรื่องรู้ถึงหูสิก สิกจะไปจัดการให้น้อง เหมือนเราป้องกันน้องสุดๆ ซึ่งเพื่อนก็รู้ แต่น้องไม่รู้ เหมือนเราห่วงน้อง อย่างสอไม่สบายเข้าโรงพยาบาล แม่ก็ไม่ว่าง สิกก็ต้องไปเฝ้าน้อง

พอครอบครัวมีเรื่องมากระทบ สิกจึงเริ่มรู้สึกตัวเองว่าเรารักน้อง เลยฉุกคิดว่าถ้าวันหนึ่งน้องเป็นอะไรขึ้นมา เราจะทำอย่างไร สิกจึงเริ่มปฏิบัติกับน้องดีขึ้น” สิกเล่า

“เป็นพี่น้องที่ไม่สนิท แต่รักกันมาก” สอ-สรณัฐ ลือโสภณ

สอ-สรณัฐ ข้าราชการหนุ่มอนาคตไกล ดีกรีศึกษาจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปศึกษาต่อปริญญาโทสาขาเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศที่ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วอร์วิคค์ ประเทศอังกฤษ

กลับมาจากเรียนจบก็รับราชการ สอ เล่าว่า ในวัยเด็กเขากับพี่ชายทะเลาะกันเกือบทุกวันเรื่องแย่งของเล่น (หัวเราะ) ตีกันแต่ก็รักกันมาก เพราะมีเพื่อนเล่นกันอยู่แค่ 2 คน เขากับพี่ชายจึงแชร์เสื้อผ้าและของเล่นทุกชิ้น สนิทกันกระทั่งเสื้อผ้าซื้อมาตัวหนึ่งก็ใส่ด้วยกันได้

 

“เราไม่หวงเสื้อผ้ากัน แต่ต่างคนต่างซื้อ ซื้อครั้งหนึ่งก็ใส่ด้วยกันทั้งบ้าน พ่อกับแม่ก็มาใส่ด้วย เพราะคุณแม่จะออกสไตล์เท่ๆ หน่อย ตอนเด็กๆ พ่อแม่เลี้ยงเราแบบไม่ตีกรอบ แต่สิ่งที่พ่อแม่ห้ามก็คือ ห้ามทำบาป ไม่โกหก และอย่าทำร้ายคนอื่น

ผมไปวัดกับแม่ตั้งแต่เด็กๆ พ่อแม่ไม่เคยพาเราไปเที่ยวต่างประเทศ แต่สถานที่หนึ่งที่พ่อแม่ชอบพาเราไปมากคือ ไปเต้นลีลาศที่บางปู จึงทำให้เราชอบฟังเพลงลูกกรุงมากๆ เป็นเพลงที่งดงาม ฟังไม่เบื่อ เวลามีคอนเสิร์ตเพลงลูกกรุงเราก็ไปชมกันทั้งบ้าน” สอเล่าเรื่องราวความทรงจำ

แม้ตอนเด็กๆ จะทะเลาะกัน แต่สอก็ซึมซับว่าพี่ชายใจดี แม้ไม่ได้คุยกันทุกวันแต่รักกันมาก มีธุระหรือมีปัญหาก็ปรึกษากันตลอด

“พี่ชายดูเหมือนใจร้อนและดุๆ หน่อย แต่ขอบอกว่าน้องดุกว่า (ยิ้ม) น้องมีเอ็ดพี่บ้าง จำได้เรามีมุมที่ตอนเด็กๆ ด้วยพี่ชายมีพรสวรรค์ด้านศิลปะโดยไม่ต้องฝึกฝน เฮียสิกจะชอบวาดการ์ตูนให้ผม แต่ผมก็มีทะเลาะกัน เช่น สอไม่เอาตัวนี้ เป็นการทะเลาะกันแบบเด็กๆ ไม่รุนแรง

พอโตขึ้นเวลาผมมีปัญหาเฮียจะช่วยตลอด เช่น ตอนวัยรุ่นเวลาผมโดนแกล้ง พี่ชายจะช่วยปกป้องไปเอาคืนคนนั้น ซึ่งผมไม่รู้ว่าพี่ชายรู้ได้อย่างไร เขาก็ไปจัดการให้ แม้ไม่ได้เจอกันทุกวันแต่เราจะมีไลน์แฟมิลี่ไว้คุยกัน 4 คน กับไลน์กรุ๊ปวงศ์ตระกูลคุยแซวกัน”

แง่มุมความประทับใจในวัยเด็ก เวลาน้องชายมีปัญหาจะเล็กหรือใหญ่ พี่ชายจะอยู่เคียงข้างตลอด อีกหนึ่งเหตุการณ์คือ ตอนที่ทั้งคู่ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษพร้อมๆ กัน ขณะที่น้องชายไปศึกษาต่อปริญญาโท ซึ่งมหาวิทยาลัยอยู่นอกเมืองค่อนไปทางตอนเหนือของอังกฤษ แต่พี่ชายเรียนศิลปะการทำผมที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หากน้องชายว่างจากเรียนภายในอาทิตย์ก็จะนั่งรถไฟมาหาและพักกับพี่ชาย

“ตอนเรียนอยู่ที่อังกฤษความรู้สึกของผมคือ อยู่กับพี่ชายแล้วรู้สึกอบอุ่น ชีวิตในลอนดอนถ้ามีเวลาว่าง ผมก็ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ มีไปช็อปปิ้งกับพี่ชายบ้าง เวลาไปช็อปปิ้งเราจะไม่เดินด้วยกัน แต่พอช็อปปิ้งเสร็จค่อยนัดเจอกันแล้วก็จะนั่งค้นถุงช็อปปิ้งของพี่ชายว่าซื้ออะไรมาบ้าง แล้วเราก็จะมาแชร์เสื้อผ้ากันใส่ ความน่ารักของพี่ชายก็คือ เวลาที่ผมนอนป่วยไม่สบาย เขาก็ไปเฝ้า ช่วงเวลานั้นแหละยิ่งตอกย้ำว่าเขารักเรา”

นอกจากรสนิยมการแต่งตัวที่คล้ายๆ กันแล้ว ทั้งคู่ยังรักสุนัขเหมือนๆ กันด้วย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น้องชายเป็นห่วงในตัวพี่ชายคนนี้ก็คือเรื่องสุขภาพ เพราะพี่ชายทำงานหนักและมักนอนดึก บางทีก็นอนเช้าเลย ซึ่งพ่อแม่ก็บ่นตลอด พี่ชายรับฟังแต่ก็แก้ไขไม่ได้

“สิ่งที่อยากบอกพี่ชายก็คือ ต้องปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมือนคนปกติ ตอนนี้ยังโอเคอยู่ เพราะอายุเรายังไม่เยอะ แต่ถ้าอายุมาก ถ้าแก่ตัวไปก็ไม่ดี”

 

“เป็นน้องที่ห่วงหวงพี่ชายมาก” สิก-ศิกวัสส์ ลือโสภณ

ศิกวัสส์ เล่าถึงชีวิตที่อยู่ต่างบ้านต่างเมืองเพียงแค่สองคนพี่น้อง จึงทำให้พี่ชายรู้ว่าน้องชายทั้งห่วงทั้งหวงพี่ชายมากๆ

“เราเป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยแสดงความรัก และไม่เคยบอกรัก บางครอบครัวเราเคยเห็นครอบครัวอื่นๆ ไปเที่ยวตอนกลางคืนด้วยกัน แต่สอกับเฮียสิกไม่เคยมีโมเมนต์นั้น เราเป็นพี่น้องที่แยกกลุ่มเพื่อนคบกันอย่างชัดเจน แต่ช่วงที่เราเรียนอยู่ที่ลอนดอน มีบางช่วงที่น้องชายมาเฝ้า มาดูแลสิกเรื่องอาหารการกิน การคบเพื่อน”

ตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคือสุนัขของสิก เนื่องจากน้องชายจะรักพี่ชาย แล้วความรักยังเผื่อแผ่มาถึงสุนัขแสนรักของพี่ชายด้วย

“ลอยด์เป็นสุนัขพันธุ์ชิบะของสิก แต่สอก็รักลอยด์ คอยซื้อของเล่นให้ เวลาสิกไปต่างจังหวัด สอจะเอาลอยด์ไปดูแลให้ อย่างสิกไปนอนสนามหลวงเพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีในงานพระราชพิธีพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 สอก็โทรมาถามว่าเฮียเอาลอยด์ไปไว้ไหน

พอบอกว่าเอาลอยด์ไว้บ้าน สอก็โกรธแล้วมาเอาลอยด์กลับไปเลี้ยง เพราะสอเป็นห่วงลอยด์ สอจะเป็นคนที่รักนะแต่เขาไม่แสดงออก เขาจะเงียบขรึม ถามหลายๆ คำจึงตอบสักหนึ่งคำ แต่เราก็รู้ว่าสอเป็นห่วงเฮียสิก มีครั้งหนึ่งที่สอบวช ช่วงเวลาที่สิกต้องโกนหัวน้อง เป็นครั้งแรกที่สิกได้บอกรักน้อง บอกว่าเฮียรักสอนะรู้ไหม แล้วน้องก็ร้องไห้”

นั่นถือว่าเป็นการบอกรักครั้งแรก ครั้งเดียวที่ออกมาจากปากพี่ชาย สิ่งที่เป็นห่วงน้องชายคนนี้ก็คือเรื่องสุขภาพ เขาอยากให้น้องสอออกกำลังกายเยอะๆ และรักษาสุขภาพด้วย

“ด้วยความที่สิกอยากให้สอออกกำลังกายเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง ก็ไปบอกน้อง สอก็บอกว่า ถ้าอยากให้ออกกำลังกาย เฮียก็ออกค่าสมาชิกฟิตเนสให้สิ ด้วยความรักน้องสิกก็ออกค่าฟิตเนสให้น้อง ตั้งแต่น้องยังไม่ทำงานจนปัจจุบันก็ยังออกให้อยู่ (หัวเราะ)

 

ตอนสิกทำประกันชีวิต ตำแหน่งชื่อผู้รับสิทธิกรมธรรม์หากสิกเป็นอะไร ชื่อผู้รับคือสอทั้งหมด เพราะสิกไม่อยากให้น้องลำบาก แต่ที่ตลกกว่านั้นคือสอเล่าให้สิกฟังว่า เฮียรู้ไหมเงินบำนาญของสอก็ให้เฮียสิกหมดเลยนะ (สิกน้ำตาซึม) เพราะเราก็มีกันอยู่แค่สองคน แม้ตอนเด็กๆ สิกมักคิดว่าไม่ชอบน้อง ชอบแกล้งน้อง แต่วันเปิดร้าน น้องชายเป็นห่วง คอยมาเฝ้ามาเดินดูธุรกิจของพี่ เรียกเพื่อนมาทำผมร้านเฮียสิก เพราะเขาเป็นห่วงสิก”

โมเมนต์ที่สะท้อนถึงสองพี่น้องปากแข็งคือ ตอนเด็กๆ พี่ชายไม่อยากเป็นช่างทำผมที่ต้องสืบทอดกิจการต่อจากคุณแม่ แต่ด้วยความเป็นพี่ เห็นน้องชายเรียนหนังสือเก่งมาก และน้องชายมีความฝันอยากทำงานในสิ่งที่ตนเองเรียนมา ในฐานะพี่ชายเขาจึงเสียสละเรียนเป็นช่างผมแทนน้อง เพื่อปกป้องน้องไม่ให้โดนกดดัน

“ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือ ทุกคนมีความฝัน ตอนสิกไปเรียนที่อังกฤษจริงๆ ไม่อยากเรียนเป็นช่างผม ระยะแรกก็ต่อต้านแม่ แต่มีจุดเปลี่ยนคือ แม่บอกว่าแม่มีกิจการที่แม่สร้างไว้คือร้านทำผม สิกไม่ทำถ้าแม่ตายก็คือปิดนะ เราเคยเถียงแม่ แล้วสอล่ะ เพราะตอนนั้นสิกไม่ชอบเป็นช่าง แล้วก็มานั่งคิด มีเราสองพี่น้อง ถ้าสิกไม่ทำ สอต้องทำ

ในขณะที่สอมีความฝันแรงกล้า เพราะสอเรียนเก่งมากๆ ถ้าเทียบอนาคตสอไปไกลกว่าสิก ในขณะที่สิกก็เป็นศิลปิน จึงมีคนหนึ่งต้องเสียสละ ควรเป็นสิกถูกแล้ว คิดได้แล้วก็ร้องไห้ วันนี้เห็นคนนั่งทำกราฟฟิกมันก็ใจสั่น อยากทำอันนี้ นั่นคือจุดเปลี่ยนในชีวิต”

แต่เมื่อมีธุรกิจของตัวเองแล้ว สิก บอกว่า เขามุ่งมั่นจะให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ

Leave a comment