กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 03 ม.ค. 2561 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/533466

กินรักษา และไม่ให้เป็นมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคที่หลายคนออกปากว่าน่ากลัวกว่าเอดส์ โดยให้เหตุผลยาต้านเอชไอวีในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีตมาก สังเกตคนที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกวันนี้ถ้าเขาไม่บอกจะไม่รู้เลยว่าเขาติดเชื้อโรคร้ายนี้ ต่างจากโรคมะเร็งพอรู้ว่าเป็นหลายคนออกอาการท้อให้เห็นชัด บางคนถึงกับพูดในเชิงปลงครึ่งไม่ปลงครึ่ง ถ้าเป็นโรคอะไรขออย่าเป็นมะเร็งพอ เชื่อว่าคนจำนวนมากคงอารมณ์นี้ไม่มีใครอยากเป็นมะเร็ง

หลายคนพยายามหาทางทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นมะเร็ง และ นพ.ทะกะโฮะ วะตะโย ชาวญี่ปุ่น เป็นผู้หนึ่งที่เริ่มศึกษาโภชนบำบัดกับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง จนกระทั่งจัดทำแนวทางการดื่มกินที่มีผลในการรักษาโรคมะเร็งขึ้น ซึ่งเรียกว่า “โภชนบำบัดแบบวะตะโย” ที่น่าดีใจคือความรู้และประสบการณ์ในการใช้โภชนบำบัดสู้มะเร็งของหมอคนนี้ได้ถูกนำมาเขียนในหนังสือ “มะเร็งหายด้วยอาหาร” โดยสำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

สาเหตุของการกินดื่มทำให้เป็นมะเร็ง

นพ.ทะกะโฮะ ได้สรุปส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารอันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งไว้ 4 ประเด็น ดังนี้

1.การกินเกลือ อาหารรสเค็มในปริมาณมากเกินไป ทำให้แร่ธาตุเสียสมดุล เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร

2.อุปสรรคในการไหลเวียนของกรดซิตริก หากวัฏจักรกรดซิตริกดำเนินไปได้ไม่ราบรื่น จะทำให้เอทีพีไม่เพียงพอ ส่งผลให้แร่ธาตุภายในและนอกเซลล์เสียสมดุล จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็ง

3.การเกิดอนุมูลอิสระ (Active Oxygen) มากเกินไป เพราะอนุมูลอิสระทำให้เกิดออกซิเดชั่นทำร้ายเซลล์และสารรอบข้าง ถ้ามีอยู่ในร่างกายมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

4.กินโปรตีนและไขมันจากสัตว์มากเกินไป

ขณะที่การกินอาหารเพื่อขจัดเซลล์มะเร็งในร่างกายอย่างได้ผลตามที่ นพ.ทะกะโฮะ แนะนำให้ผู้ป่วยเป็นแนวทางพื้นฐานของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด ดังนี้

1.กินอาหารที่แทบไม่มีเกลือเลย

2.จำกัดโปรตีนและไขมันจากสัตว์ (สัตว์สี่เท้า) รวมถึงเนื้อไก่และเนื้อปลา อย่างน้อยที่สุดก็จนกว่าสภาพร่างกายจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง

3.กินผักผลไม้ปริมาณมาก ถือเป็นกลไกสำคัญของการรักษาโรคมะเร็งด้วยโภชนบำบัด โดยดื่มน้ำผักผลไม้สด 1.5-2 ลิตร/วันเป็นอย่างน้อย

4.กินถั่ว ธัญพืช และจมูกข้าว ซึ่งก็คือกินข้าวกล้องและขนมปังโฮลวีตให้มาก รวมถึงกินถั่วและจมูกข้าวที่อยู่ในธัญพืช

5.กินโยเกิร์ต สาหร่ายทะเล และเห็ด ทั้ง 3 อย่างนี้ยกระดับภูมิคุ้มกันได้ จึงถือเป็นสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติ โดยเฉพาะแล็กโตบาซิลลัสซึ่งสำคัญที่สุด พบได้ในโยเกิร์ต ควรกินให้ได้อย่างน้อยวันละ 300 กรัม

6.กินน้ำผึ้ง มะนาว และยีสต์หมักเบียร์ แนะนำให้กินน้ำผึ้งวัน 2 ช้อนโต๊ะ มะนาววันละ 2 ผล ส่วนยีสต์ที่ใช้หมักเบียร์ เช่น ยากระเพาะลำไส้ หรือ EBIOS ของญี่ปุ่น กินเช้าเย็นครั้งละ 10 เม็ด

7.กินน้ำมันมะกอกและน้ำมันงา สร้างสมดุลของกรดไขมัน ด้วยการลดน้ำมันพืชชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-6 และเพิ่มการกินกรดไขมันไม่อิ่มตัว n-3 กับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมากขึ้น ต้องระวังไม่กินน้ำมันพืชมากเกินไป

8.ดื่มน้ำสะอาด งดเหล้า และบุหรี่ ควรเลือกดื่มน้ำธรรมชาติ หรือน้ำสะอาดจากเครื่องกรอง ดื่มอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร (รวมกับน้ำในอาหารด้วย) ส่วนเหล้าและบุหรี่เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยควรงดอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปฏิเสธการรักษามะเร็งตามวิธีของแพทย์แผนปัจจุบัน แต่วิธีรักษาที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการรักษาแบบบูรณาการ ใช้การรักษาหลักคือการผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี ควบคู่ไปกับโภชนบำบัด ซึ่งช่วยปรับสารอาหารให้ดีขึ้น ปรับการเผาผลาญ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ทำให้อัตราการรักษา หายสูงขึ้นอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงจิตใจที่เข้มแข็งของผู้ป่วยและกำลังใจของคนรอบข้างที่จะขาดเสียไม่ได้

Leave a comment