ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 27 ม.ค. 2561 เวลา 13:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537563

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
ด้วยอาชีพแอ็กติ้งโค้ช (Acting Coach) ทำให้แทบทุกวินาทีของ “กุ๊กไก่” รังสิมา อิทธิพรวณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Action Play ต้องเกี่ยวพันกับการแสดงอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก
เพราะหน้าที่ของเธอยามอยู่หลังกล้อง ไม่เพียงต้องช่วยเค้นอารมณ์ ดึงอินเนอร์ของเหล่านักแสดงให้สะท้อนออกมาตามบทบาทที่ได้รับให้ได้ดั่งใจผู้กำกับการแสดงมากที่สุด แต่ในอีกบทบาทเมื่อเธอสวมบทโค้ชการแสดงที่โรงเรียนการแสดงที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยสองมือ
หน้าที่ของเธอคือช่วยปลดล็อกความคิดบางอย่างในตัวนักเรียน เพื่อพาไปรู้จักตัวเอง เข้าใจผู้อื่นให้ดีขึ้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสุขกว่าเดิม โดยอาศัย “ศาสตร์ของการแสดง” เป็นกุญแจดอกสำคัญ
“ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การแสดง (Acting) นั้น เป็นศาสตร์ที่ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ว่าทำไมเราถึงแสดงออกแบบนี้ คนรอบข้างถึงแสดงออกเช่นนั้นเมื่ออยู่ในสถานการณ์ต่างๆ แล้วถ้าเราลองพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ เราจะแสดงออกอย่างไร เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ศาสตร์ของการแสดง จึงเหมือนเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะพาเราดำดิ่งไปในจิตใจของมนุษย์ เพื่อเข้าใจตัวเองและผู้คนรอบข้างมากขึ้น”

ด้วยความมุ่งมั่นนี้เอง ทำให้กุ๊กไก่มีความมุ่งมั่นในใจมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัยแล้วว่า หนึ่งในเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำให้สำเร็จคือ เปิดสตูดิโอสอนการแสดงที่ไม่ได้เหมือนกับโรงเรียนการแสดงทั่วไป
เพราะที่นี่คือโรงเรียนที่พร้อมต้อนรับทุกคน ทุกสาขาอาชีพ เข้ามาใช้กลไกของศาสตร์ของการแสดงในการใช้ชีวิต การทำงาน และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“หลายครั้งที่เราเองก็ได้เรียนรู้จากนักเรียนเช่นกัน เวลานักเรียนถามเราว่าซีนนี้ต้องเล่นอย่างไร มันทำให้เราได้ย้อนกลับมามองตัวเองว่า แล้วถ้าเราต้องเล่นซีนนี้ เราจะเชื่อมโยงอารมณ์ที่ต้องแสดงออกกับตัวเราอย่างไร ข้อดีคือทำให้เราได้มีโอกาสคุยกับตัวเองบ่อยขึ้น ได้ถามตัวเองว่า ถ้าเราต้องพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะมีวิธีการแสดงออกอย่างไร ซึ่งทำให้เราจับความรู้สึกของตัวเองได้ง่ายและดีขึ้น
แต่ข้อเสียคือบางครั้งการที่เราต้องเล่นกับอารมณ์ ความรู้สึก ใช้ชีวิตอยู่กับโลกของจินตนาการมากเกินไป เพราะเรายังทำงานเขียนบท และเร็วๆ นี้กำลังก้าวมาสู่บทบาทผู้กำกับซีรี่ส์ Wake up ชะนี ซึ่งจะออกอากาศทางช่องวันในเดือน มี.ค.นี้ ทำให้บางครั้งก็มีคิดฟุ้งซ่านจนเกินไป”
ด้วยเหตุนี้ เพื่อสร้างเกราะคุ้มใจให้อยู่บนทางสายกลาง กุ๊กไก่เลือกใช้ธรรมะเป็นเข็มทิศในการใช้ชีวิต

“เราเริ่มไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี 1 ครั้งแรกไป 8 วัน 7 คืน 3 วันแรกยอมรับว่าทรมานมาก (หัวเราะ) พยายามลุกไปเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่มีโอกาส แต่สุดท้ายก็ปรับตัวและผ่านมาได้ หลังจากนั้นก็ยังไปปฏิบัติอยู่บ้าง ปีละครั้ง
จนเมื่อ 3 ปีก่อน เริ่มมาปฏิบัติธรรมจริงจัง ไม่ได้คิดว่าว่างแล้วไปเหมือนแต่ก่อน แต่กำหนดไว้เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่เกิน 3 เดือนต้องหาเวลาไป เราไม่เกี่ยงว่าต้องมีเพื่อนไป เพราะถ้ารอแบบนั้นไม่ได้ไปพอดี เลยจะเอาคิวของตัวเองเป็นหลัก ถ้าเพื่อนๆ ว่างตรงกันก็ไปด้วยกัน”
สำหรับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติธรรม ซึ่งดูเป็นคนละโลกกับศาสตร์การแสดง กุ๊กไก่สะท้อนมุมมองอย่างน่าสนใจว่า ถึงจะดูแตกต่าง แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกจะพบว่าทั้งสองศาสตร์ต่างเป็นหลักในการวิเคราะห์พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์ให้รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง
“จุดที่ต่างคือ ในโลกการแสดงเมื่อจับความรู้สึก อารมณ์ได้แล้ว ต้องขยายให้ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างถ้ารู้สึกโกรธ เราต้องลงลึกไปอีกว่าโกรธในระดับไหน แล้วลองไปให้สุดทาง เล่นให้ใหญ่ ถ้าเสียใจ เสียใจแบบไหน ลองไปให้สุดทางทุกอารมณ์ ในขณะที่ธรรมะเราแค่เท่าทันอารมณ์ แล้วอยู่ตรงทางสายกลาง ปล่อยวาง”.

ทุกวันนี้กุ๊กไก่บอกว่า นอกจากปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ เธอยังแบ่งเวลาก่อนนอนเพื่อนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 15 นาที
“เวลานั่งสมาธิเราจะพยายามไม่คิดอะไร โฟกัสกับลมหายใจ และทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ จับอารมณ์ ความรู้สึก และกิเลสของตัวเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการนั่งสมาธิ นอกจากใจจะสงบแล้ว ยังเข้าใจความหมายของคำกล่าวที่ว่า จิตของมนุษย์มีขึ้นมีลง เพราะต่อให้วันนี้นั่งสมาธิได้ถึงจุดที่สงบแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าเราบรรลุ เพราะพรุ่งนี้กลับมานั่งสมาธิอีกที จิตก็อาจจะฟุ้งซ่านไม่สงบก็ได้” กุ๊กไก่กล่าวทิ้งท้าย พร้อมเผยถึงเป้าหมายที่อยากทำให้ได้จากนี้คือ นั่งสมาธิให้ได้ทุกวัน