‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 ม.ค. 2561 เวลา 11:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/537872

‘สร้างรอยยิ้ม’ ภารกิจนี้ สร้างโลกสดใสให้เด็กน้อย

จากการเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาทุกๆ 3 นาที ทั่วโลก มีเด็ก 1 คน เกิดมาพร้อมภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ ไม่สามารถดูดนมแม่ หรือกินอาหารได้ปกติ และมีความผิดปกติทั้งในการออกเสียง ได้ยินเสียง หรือมีปัญหากับระบบการหายใจ มักเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม เด็กๆ เกิดมาพร้อมโรคนี้มักถูกกีดกันจากสังคมเพื่อนๆ วัยเดียวกันโดยอัตโนมัติ เด็กมีความรู้สึกไร้ค่า หลบเลี่ยงสังคม และใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว

ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ “จำนวนมาก” ไม่เคยได้รับโอกาสผ่าตัดแก้ไขเลยจนตลอดชีวิต

ข้อมูลนี้ส่งมาจากมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม (Operation Smile Foundation) องค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร ก่อตั้งที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2525 โดย นพ.วิลเลียม แมกกี และภรรยา มีพันธกิจในการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ที่มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ รวมถึงแผลไฟไหม้และความผิดปกติบนใบหน้าอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม มีสำนักงานกระจายอยู่ใน 60 ประเทศทั่วโลก และในประเทศไทยมีการออกหน่วยลงพื้นที่ให้การผ่าตัดครั้งแรกปี 2540 โดยอีก 4 ปีต่อมา ได้จดทะเบียนก่อตั้งเป็นองค์กรการกุศลให้การรักษาผู้ป่วยภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ยากไร้ อาศัยในพื้นที่ห่างไกลทั้งในไทย และตามชายขอบประเทศเพื่อนบ้าน

ตั้งแต่ปี 2540-ปัจจุบัน มีการผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตแล้วกว่า 1.2 หมื่นครั้ง จากความอุตสาหะของคณะแพทย์ พยาบาล และคณะทำงาน “อาสาสมัคร” ของมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม

จินตกาญ ศรีชลวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพัฒนากลยุทธ์มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย เผยตัวเลขผลการดำเนินงานในปี 2560 จำนวนการผ่าตัด 786 ครั้ง ซึ่งรวมโครงการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การผ่าตัดภายใน 1 สัปดาห์ (Weeklong Medical Mission) โครงการผ่าตัดแบบต่อเนื่องไม่จำกัดระยะเวลา (Ongoing Medical Mission) โครงการฝึกพูด (Speech Camp) เด็กบางรายต้องฝึกพูดนานนับปี

กว่าจะสร้างรอยยิ้มให้เด็กๆ สร้างคำพูดให้ออกจากปากเล็กๆ ของพวกเขาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าน้ำใจของพวกเราทุกๆ คน ที่ล้วนอยากเห็นรอยยิ้มที่ทำให้โลกสดใส โดยค่าใช้จ่ายของมูลนิธิมาจากเงินบริจาคเป็นหลัก

 

ผู้มอบรอยยิ้มถาวรให้เด็กๆ

“…คือคุณ”

จากงานอาสาสมัคร จินตกาญ ก้าวสู่แกนหลักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย แม้ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ขอเลือกใช้ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ เริ่มงานล่าม ช่วยสื่อสารกับหมออาสาต่างชาติ และใช้ประสบการณ์เคยทำงานเอเยนซีโฆษณา คิดเรื่องการระดมทุนด้วยกลยุทธ์ Brand Awareness ชักชวนดีไซเนอร์ ศิลปิน เช่น ม.ล.จิราธร จิรประวัติ แบรนด์เสื้อผ้าของไทย ยัสปาล ช่วยกันสร้างสรรค์มูลนิธิในแบบ Merchandiser หรือนักบริหารผลิตภัณฑ์มืออาชีพ

“รายได้หลักมูลนิธิมาจากเงินบริจาคทั้งสิ้นค่ะ แบ่งเงินบริจาคเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก บริษัทขนาดใหญ่บริจาคเงินก้อนใหญ่ ส่วนที่สอง ประชาชนทั่วไป บริจาคผ่านการหยอดเงินลงกล่องบริจาค กระจายไปตามจุดต่างๆ อย่าง เช่น โรงแรมดุสิตธานี โรงภาพยนตร์เอสเอฟทุกสาขาในกรุงเทพฯ โรงพยาบาล รวมไปถึงการโอนเงินผ่านธนาคารและเคาน์เตอร์เซอร์วิส

นอกจากนี้ มูลนิธิไม่รอเฉพาะเงินบริจาคทางเดียวค่ะ เราทำเสื้อขายโดยร่วมกับดีไซเนอร์อาสาออกแบบเสื้อมาให้มูลนิธิจำหน่าย เนื่องจากเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มูลนิธิจึงมีกฎ คือ เงินก้อนใหญ่จะต้องใช้ไปกับเรื่องของการช่วยเหลือคน โดยเน้นค่าโรงพยาบาล ค่ายา ค่าหมอ ค่าเดินทาง ส่วนเงินนำมาใช้ทำการตลาด ก็ต้องอยู่ในสัดส่วนไม่มากเกินไป

ปีที่ผ่านๆ มา มีความโชคดี ดิฉันเคยทำงานในเอเยนซีโฆษณา BBDO Bangkok ได้เอื้อเฟื้อทำโปรดักชั่นให้มูลนิธิโดยไม่มีค่าครีเอทีฟ KTC สถาบันการเงินใหญ่ช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย

เริ่มทำแคมเปญแรก คือ Painted Smile คิดโจทย์ทำอย่างไรให้เด็กๆ ไม่รู้สึกอาย ‘ปาก’ ของตัวเองก่อนผ่าตัด ครีเอทกันขึ้นมาว่า สร้างความสุขเด็กชั่วคราวด้วยการเพนต์สีบนปาก เป็นหน้าตัวละครต่างๆ ส่วนผู้ให้รอยยิ้มถาวรกับเด็กๆ ได้คือคุณผู้บริจาคทุกๆ คน ทำให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการผ่าตัดและมีรอยยิ้มที่ถาวรได้ค่ะ”

จินตกาญ แจงรายละเอียดยิบเพื่อให้คนรู้จักมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย หลายๆ คนอาจเพิ่งได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก

“ปีที่ผ่านมา มูลนิธิออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 2 ครั้ง ที่ จ.แม่ฮ่องสอน และ อ.แม่สอด จ.ตาก ดำเนินการผ่าตัดผู้ป่วยยากไร้ 785 ครั้ง นอกจากนี้มีผู้ป่วยจากศูนย์แก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและศีรษะ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมูลนิธิดูแลอีกด้วยค่ะ 1,253 ราย การผ่าตัดแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายเริ่มที่ 2.5 หมื่น-2 แสนบาท บางเคสต้องผ่าตัดอย่างน้อย 3-4 ครั้ง การรักษาภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ไม่ได้จบเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้นค่ะ การดูแลรักษาหลังการผ่าตัด การประเมินผลการผ่าตัดก็มีความสำคัญเช่นกัน ในบางกรณีอาจจะต้องผ่าตัดเพิ่มอีกหลายครั้ง มีการติดตามผลทุกๆ ปี เพื่อทำการรักษาต่อเนื่อง เช่น การทำฟัน การดูแลสุขภาพในช่องปาก การฝึกหัดพูด เพื่อให้เด็กสามารถพูดได้เป็นปกติ เหมือนคนทั่วไป การดูแลรักษาหลังผ่าตัดเหล่านี้ บางรายอาจกินเวลานานถึง 10-20 ปี เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลืนอาหารได้ พูดได้

ปี 2561 เพื่อดำเนินการการรักษาผู้ป่วยต่อเนื่อง และเปิดรับผู้ป่วยใหม่ มูลนิธิวางแผนงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 3 ครั้ง เริ่มต้นที่โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ จ.แม่ฮ่องสอน มูลนิธิจะไปวันที่ 11-15 ก.พ.นี้ค่ะ ส่วนอีก 2 ครั้ง วางแผนออกหน่วยแพทย์ที่ จ.ตาก และดำเนินการอีก 1 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมีเยอะขึ้น นั่นก็แปลว่าเราเข้าถึงคนไข้ได้มากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่เราทำอยู่มันเวิร์ก เรามาถูกทางเราสื่อสารกับคนแล้ว ได้ผลค่ะ”

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่เกิดจากสาเหตุอะไร? หลายคนอยากรู้?!! จินตกาญ อธิบายฐานะคนทำงานคลุกคลีจริงจัง ความผิดปกตินี้เริ่มในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ แม่บางคนท้อง 5 เดือนแล้วแต่ก็ยังไม่รู้ตัวเลย ว่าจะมีลูก!!!

“ปัจจัยความยากจน อาหารการกินขาดแคลนมีส่วนมากๆ ค่ะ อ.แม่สอด ที่เราไป เด็กๆ ยากไร้มีทั้งเด็กไทยและผู้อพยพไร้สัญชาติ การออกหน่วยจึงต้องนำแพทย์เคลื่อนที่ไปด้วย เพราะโรงพยาบาลที่นั่นก็ขาดแคลนหมอ แม้กระทั่งโรงพยาบาลสวนดอก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ใน จ.เชียงใหม่ ก็ยังมีศัลยแพทย์ตกแต่งเพียง 4 คนเท่านั้น

หมอผ่าตัดงานหนักมากๆ ตั้งแต่อุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้ม ไปจนเส้นเลือดในสมองแตก เด็กๆ กลุ่มปากแหว่งเพดานโหว่โดยกำเนิดแต่ละปีประมาณ 2,000 คน เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติบนใบหน้า ก็ต้องรอ บางคนรอกระทั่งโต ซึ่งควรมาก่อน 1 ขวบค่ะ ยิ่งโตก็ยิ่งรักษายากมากนะคะ

เงินบริจาคนำมาใช้ให้เด็กๆ ได้คิวผ่าตัดเร็วขึ้น และเพียง 45 นาทีของการศัลยกรรมแก้ไขภาวะดังกล่าวก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กคนหนึ่ง ได้อย่างถาวรค่ะ” จินตกาญ บอกรายละเอียดงานสร้างรอยยิ้มในกลุ่มผู้ยากไร้

 

ผู้เปิดรอยยิ้มสดใส “คุณหมอ-พยาบาลอาสา”

รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการทางการแพทย์ภาคสนาม มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม ประเทศไทย ศัลยแพทย์ตกแต่งมือทอง แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นอกจากงานแพทย์หนักหนาที่สุดอาชีพหนึ่ง แต่คุณหมอก็จัดตารางงานมาทำงานให้มูลนิธิ

“หมออาสาสมัครในโครงการรวมทั้งหมดเกือบ 200 คน แยกตามความถนัด ซึ่งเวลาลงสนามก็จะช่วยกันตรวจเด็กกลุ่มนี้อ่อนแอมากครับ หมอก็ตรวจเด็กปอดบวมไหม ไอ มีหูน้ำหนวก เป็นโรคหัวใจ หรือมีโรคประจำตัวหรือเปล่า มีทีมด้านทันตแพทย์ ก็จะมาช่วยดูว่าหลังจากดมยาสลบ เด็กจะถอนฟันได้หรือไม่

กระทั่งหลังผ่าเสร็จเรียบร้อยก็จะมีนักอัตถบำบัดมาช่วยดูว่าผ่าตัดแล้วพูดชัดหรือเปล่า หมอทำงานลักษณะนี้คือช่วยๆ กันครับ

 

 

หลังจากเสร็จกระบวนผ่าตัดก็จะเป็นหน้าที่ของพยาบาล หมอเด็ก คอยดูแลความเรียบร้อยหลังผ่าตัด เด็กมีอาการฟื้นจากยาสลบดีไหม มีอาการสำลัก อาเจียนหรือเปล่า เรียบร้อยดีไหม ถ้าปกตินอนพัก 2-3 วันก็กลับบ้านได้ ขั้ นตอนสุดท้ายจะเรียกว่าทีมเล็ก ประกอบไปด้วย หมอผ่าตัด หมอดมยา ทีมอาสาที่มีทั้งประชาชนทั่วไป ก็จะไปช่วยเก็บข้อมูล ถ่ายรูป ถือเป็นการจบภารกิจในการผ่าตัด

เนื่องจากต้องใช้แพทย์พยาบาลผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก จึงพยายามชักชวนทั้งศัลยแพทย์ วิสัญญี แพทย์รุ่นใหม่เข้ามาช่วย เพราะหมอรุ่นใหญ่มีภาระหน้าที่เยอะขึ้น ยิ่งเป็นงานอาสา ก็ใช่ว่าหมอทุกคนจะว่างตลอด ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับขาดแคลนหมอนะครับ มีหมออาสาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งหมอไทย หมอจากต่างชาติ หมอเกาหลีมากันบ่อยๆ เลย เคสพิการบนใบหน้าคือความยาก ให้หมอสะสมฝีมือ มูลนิธิก็อยากได้หมอคนรุ่นใหม่ๆ มาช่วยๆ กันครับ”

ช่วงเวลากว่า 20 ปี ก็ย่อมมีเหตุการณ์ให้จดจำสร้างความประทับใจอยู่เสมอ คุณหมออภิชัย เล่าด้วยสีหน้าระบายไปด้วยรอยยิ้มใจดี

“เคสผู้ป่วยที่ผมจำได้แม่นยำ ไม่ใช่เด็กเพราะมูลนิธิรับคนทุกกลุ่ม ทุกวัยนะครับ มีคุณลุงอายุ 70 กว่าปี ผ่าตัดตกแต่งใบหน้ากับมูลนิธิ หลังจากผ่าตัดญาติค่อนข้างไม่พอใจ เพราะคนต่างจังหวัดเขาจะถือเคล็ด เชื่อโชคลางจะโชคร้ายถ้าฝืนชะตาฟ้าลิขิต คนเกิดมาแบบนี้ก็ต้องชดใช้กรรมให้หมดใช้จนตาย ชาติหน้าเกิดใหม่ ชีวิตจะได้ปกติ เขามีความเชื่อเช่นนั้น

สถานการณ์พลิกผันผ่านไป 2 วัน พวกเขาอารมณ์ดีกันใหญ่ หมอซักถามปรากฏว่า “ลุงถูกหวย” (หัวเราะ) กลายเป็นว่าใบหน้าใหม่ เริ่มนำโชคมาให้

อีกเคสหนึ่งเป็นคุณยายอายุประมาณ 60 ปี ตัดสินใจผ่าตัด ก็เพราะว่าลูกชวนไปงานเลี้ยง ซึ่งคุณยายก็ไม่อยากไป กลัวลูกอาย คุณยายยอมผ่าตัด เพื่อจะไปงานเลี้ยงกับลูกได้”

ความสุข รอยยิ้มทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดกำลังสนับสนุนจากทุกฝ่ายที่มีจิตอันเป็นกุศล เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดโอกาสและทุนทรัพย์

“ผมอยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมอาสา ร่วมบริจาคเงินที่มูลนิธิจะใช้เป็นประโยชน์มากที่สุด งานยากที่สุดคือ การนำเด็กคนหนึ่งจากชายแดนมาผ่าตัดที่กรุงเทพฯ เคสหนักก็ต้องมาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มูลนิธิดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ ไม่ง่ายครับเด็กๆ บางคนต้องผ่าตัด 2-3 ครั้ง เด็กตัวเล็กๆ แม่อุ้มลงเขาจาก อ.สะเมิง กว่าจะมาถึงเชียงใหม่ ก็เหมือนๆ เราเตรียมตัวไปผ่าตัดในนิวยอร์ก ในเกาหลี ผมขอเปรียบแบบนั้นเลยนะครับ

ปัญหานี้ล่าสุด ปี 2559 มูลนิธิจึงมีการคิดระบบ CMU สร้างเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลอำเภอกับโรงพยาบาลจังหวัด บริการสุขภาพใกล้บ้านมีประสิทธิภาพมาตรฐานสากล ประชาชนไม่ต้องอุ้มลูกลงเขากันมา 8 ชั่วโมง เข้าเมืองเชียงใหม่ แม่ประหยัดเวลาทำมาหากิน เด็กสำลักนมแม่ก็พาไปโรงพยาบาล อ.ฝาง ซึ่งมีการอบรมพยาบาลไว้แล้ว มูลนิธิก็ประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยครับ” รศ.นพ.อภิชัย กล่าวถึงงานสร้างรอยยิ้มของมูลนิธิสร้างรอยยิ้มประเทศไทย ที่ก้าวไปข้างหน้าไม่มีหยุด

Leave a comment