ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
วันที่ 28 ก.ค. 2561 เวลา 09:48 น. …. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/558997

โดย/ภาพ : กาญจน์ อายุ
ราวกับว่าไม่ได้อยู่เมืองไทยเมื่ออยู่ใน “สังขละบุรี” ดินแดนแห่งความหลากหลายทั้งชาวไทย มอญ กะเหรี่ยง ทั้งภาษา อาหาร และเสื้อผ้า จนลืมตัวนึกว่าเข็มนาฬิกากำลังเดินช้าลง
สายฝนตกต้อนรับตั้งแต่ข้ามสะพานปูนมายัง อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อำเภอที่อยู่ห่างจากเมียนมาเพียง 30 นาที แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีถึง 4 ชั่วโมง ก้าวแรกที่ย่ำไปถึงคือ ท่าเรือวัดวังก์วิเวการาม จุดนัดพบกับ “แพลก” วิษณุ หงส์อุดมโชค ไกด์เยาวชนคนถิ่นวัย 16 ปี ที่จะพาลงแพเที่ยวแม่น้ำสามประสบ จุดบรรจบของแม่น้ำ 3 สาย สถานที่ตั้งของเรื่องราว 3 วัด 3 เชื้อชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของสังขละฯ
แพลก เป็นชาวมอญช่างพูดช่างถาม เขาได้เรียนรู้วิชาไกด์มาจากโรงเรียน และดูถ้าจะเป็นศิษย์เอกจากการที่ถูกส่งมาต้อนรับนักท่องเที่ยวแทนคุณครู เขาเริ่มต้นเล่าด้วยการสรุปถึงเส้นทางการล่องแพ (หากมากันแค่ 5-7 คน สามารถนั่งเรือหางแทนแพจูงได้) ว่าจะไป 3 วัด วัดแรกคือ วัดสมเด็จพระสังฆราช เป็นวัดของคนไทย มีอายุเก่าแก่สร้างขึ้นในยุคแรกๆ และเป็นวัดเดียวที่สร้างอยู่บนเนินเขาจึงรอดพ้นจากน้ำท่วม

แห่งที่สองคือ วัดวังก์วิเวการาม เป็นวัดของคนมอญ หลังนี้เป็นหลังเก่า ถูกล้อมรอบด้วยน้ำและบางวันที่ปริมาณน้ำมากก็จะจมอยู่ใต้วารี อันเป็นที่มาของชื่อติดปากว่า วัดจมน้ำ ส่วนหลังใหม่สร้างอยู่แผ่นดินฝั่งมอญ ยังคงใช้ชื่อเดียวกัน และได้ถอดแบบสถาปัตยกรรมจากหลังเก่าไปสร้างใหม่
และแห่งสุดท้ายคือ วัดศรีสุวรรณาราม เป็นวัดของคนกะเหรี่ยง จมอยู่ใต้น้ำตลอดปี พ้นมาเพียงส่วนยอดซึ่งดูเหมือนฐานปูน แต่ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงในสังขละฯ ก็ยังนั่งเรือมากราบไหว้ (บนเรือ) กันอยู่ แม้ว่าจะเห็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวก็ตาม
“ถ้าพิเศษๆ หน่อยจะเพิ่มเป็น 5 ที่ คือ เพิ่มประตูเมืองเก่า และหน้าผาญี่ปุ่น แต่ทางน้ำที่เข้าไปมีตอไม้เยอะต้องใช้แต่เรือหางอย่างเดียวจะใช้แพไม่ได้” เจ้าแพลกพูดให้อยากแล้วจากไป

“สาเหตุที่มีวัดอยู่กลางน้ำแบบนี้ ก็เพราะว่าเมื่อก่อนใต้ผืนน้ำเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านสังขละฯ ที่ทั้งมอญ ไทย กะเหรี่ยง อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่หลังจากมีการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ หรือเขื่อนเขาแหลม ในปี 2527 บริเวณนี้จึงถูกใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ คนที่ได้รับผลกระทบได้เงินชดเชยคนละ 2 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นคนจำนวนมากในเวลานั้น คนมอญได้อพยพขึ้นไปอยู่บนภูเขาตามคำบอกของหลวงพ่ออุตตมะ ทิ้งพื้นที่ข้างล่างไว้ให้กลายเป็นเมืองร้างใต้บาดาล และแยกเป็นฝั่งมอญ ไทย และกะเหรี่ยงเหมือนปัจจุบัน” แพลกชวนให้มองกองหญ้าแห้งๆ กลางแม่น้ำ เพื่อชี้ให้เห็นหลักฐานว่าตรงนั้นเคยเป็นป่ามาก่อน
หลังจากมีน้ำปล่อยลงมาจากเขื่อนก่อให้เกิดเป็นแม่น้ำสายใหญ่ชื่อ สามประสบ หรือแม่น้ำ 3 สายไหลมาบรรจบกัน สายแรกคือ แม่น้ำซองกาเลีย มีต้นน้ำมาจากน้ำตกตะเคียนทอง ไหลผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร มายังสังขละฯ สายที่สองคือ แม่น้ำรันตี ไหลมาจากทุ่งใหญ่นเรศวรเช่นกัน และสายสุดท้ายคือ แม่น้ำบีคลี่ (บีค-ลี่) ไหลมาจากเมียนมา ซึ่งเป็นแม่น้ำที่คนมอญใช้เป็นเส้นทางอพยพหนีสงครามโลกครั้งที่ 2 มายังไทย ทั้ง 3 สายมาบรรจบกันเป็นจุดกำเนิดของแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่รวมกันกลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง ไหลไปทางสมุทรสงครามและออกสู่ทะเลอ่าวไทย

เมื่อหมู่บ้านส่วนหนึ่งจมน้ำไปทำให้สังขละบุรีกลายเป็นอำเภอที่มีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่าน ส่วนผู้คนก็ต้องอพยพไปจับกลุ่มตั้งถิ่นฐานกันเป็น 3 ชุมชนตาม 3 เชื้อชาติ แยกกันอยู่บนภูเขา 3 ลูก แต่ก็ไม่ได้แยกจากกันเสียทีเดียว เพราะมี 2 สะพานเชื่อมให้ผู้คนเดินไปมาหาสู่กัน คือ สะพานมอญเชื่อมมอญกับไทย และสะพานแดงเชื่อมไทยกับกะเหรี่ยง รวมถึงยังมีทางถนนอย่างดีให้สัญจร
“ฝั่งมอญหรือหมู่บ้านวังกะ มีคนมอญอาศัยอยู่ 90 เปอร์เซ็นต์ คนพม่า 5 เปอร์เซ็นต์ และคนทวายอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนฝั่งไทยหรือในตัวเมืองสังขละฯ มีคนไทยเป็นส่วนใหญ่ และชาวกะเหรี่ยงบ้างประปราย ซึ่งฝั่งไทยจะคึกคักและเจริญที่สุดเพราะตั้งอยู่ตรงกลาง คนมอญและคนกะเหรี่ยงเดินไปหาได้ มีตลาด โรงเรียน และโรงแรมที่พักใหญ่ๆ ทำให้มีนักท่องเที่ยวมากด้วย”

ระหว่างที่ล่องผ่านวัดศรีสุวรรณาราม ซึ่งตอนนี้น้ำกลืนเกือบมิด ไกด์หนุ่มคนเดิมก็เล่าต่อว่า สะพานมอญ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สะพานอุตตมานุสรณ์ อันซีนไทยแลนด์ที่คนอยากมาเช็กอิน แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้เป็นสะพานสูงเช่นนี้ แต่ทำจากท่อนไม้มามัดต่อกันจนกลายเป็นแพลอยน้ำ เรียกว่า สะพานบวบ มีความยาว 400 เมตร สร้างขึ้นเมื่อ 46 ปีที่แล้ว จากนั้นได้เปลี่ยนเป็นสะพานสลิง แต่ไม่มีการบันทึกว่าสร้างปีใดและเลิกใช้ในปีใด
จนกระทั่งกลายเป็นสะพานไม้สูงเหมือนในปัจจุบัน มีความยาว 445 เมตรเคยถูกกระแสน้ำซัดพังในปี 2534 และอีกครั้งในปี 2556 หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน ส่งผลให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาสะพานขาดออกเป็น 2 ท่อน แต่ชาวบ้านได้ร่วมมือกันสร้างสะพานบวบคู่ขนานกับสะพานเดิม ก่อนที่ทหารจะเข้ามาช่วยซ่อมแซมจนกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

“พี่ๆ เคยได้ยินคำว่าด่านเจดีย์สามองค์กันไหมครับ” เด็กหนุ่มที่สุดบนแพโพล่งขึ้นมา
“ด่านเจดีย์สามองค์เดิมทีไม่ได้อยู่ที่ชายแดนไทย-พม่า แต่อยู่ตรงนี้” เขาชี้ไปทางป้ายสีขาวริมตลิ่ง ดูอย่างไรก็ไม่เป็นเจดีย์
“เริ่มแรกเจดีย์สามองค์ที่คนเรียกกันเกิดจากการเรียงหินของชาวบ้าน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเคยเดินผ่านมาทางนี้แล้ว จากนั้นจากกองหินได้กลายเป็นจอมปลวก 3 กอง จนชาวบ้านลุกขึ้นมาบูชาและให้เรียกว่าเป็นเจดีย์ 3 องค์ แต่ตอนนี้จอมปลวกเหลือเป็นแค่กองดินสามกองในฤดูฝนน้ำขึ้นสูงแบบนี้ก็จะจมอยู่ใต้น้ำมองไม่เห็นอะไร”

จากนั้นไม่นาน เรือหางจูงแพก็ไปหยุดอยู่ที่ทางขึ้นวัดสมเด็จพระสังฆราช ตรงนั้นเด็กๆ ชาวมอญกำลังเล่นลิงชิงบอลกันอย่างไม่สนใจคนแปลกหน้า ส่วนแม่ค้าขายดอกไม้ ธูป เทียน ก็ไม่คะยั้นคะยอให้ซื้อเหมือนที่เจอในแหล่งท่องเที่ยว แพลกเริ่มอธิบายตั้งแต่ดอกไม้ไหว้พระว่า คนมอญจะไม่ใช้ดอกบัวหรือกล้วยไม้ แต่จะใช้ดอกพุดแก้ว สีขาวกลีบบานร้อยใส่ไม้และธูปก็มีกลิ่นหอมกว่าทั่วไปคล้ายกลิ่นดอกไม้ผสมน้ำอบ
ปัจจุบันวัดสมเด็จพระสังฆราชกลายเป็นวัดร้าง คือไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่ชาวบ้านทั้งไทยและมอญยังนิยมมากราบไหว้ เพราะด้านในอุโบสถยังมีพระประธานองค์ใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ สภาพของอุโบสถถูกปกคลุมด้วยต้นไม้และรากไม้ ไร้หลังคาไร้ประตู ไร้หน้าต่าง ตะไคร่ขึ้นจับเป็นสีเขียวเรื่อทั้งหลัง เพิ่มความขลังให้ความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนรอบๆ อุโบสถมีแต่กองหินที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติ แต่เกิดจากความเชื่อของชาวมอญที่เชื่อว่า ยิ่งเรียงสูง ยิ่งอายุมั่นขวัญยืน

เด็กๆ โบกมือลาคนแปลกหน้าก่อนจะหันหลังไปเล่นซนกันต่อ เรือหางกำลังเร่งเครื่องจูงแพผ่านยอดักปลากลางแม่น้ำก่อนจะไปหยุดที่วัดจมน้ำ อันซีนไทยแลนด์ (อีกแล้ว)
วัดวังก์วิเวการาม ทั้งหลังเก่าและหลังใหม่มีเจ้าอาวาสคนเดียวกันคือ หลวงพ่ออุตตมะ โดยที่นี่สร้างขึ้นเมื่อปี 2496-2498 เป็นวัดแรกๆ ของหลวงพ่อที่สร้างขึ้นในสังขละบุรี
“คนมอญอพยพมาจากเมืองโมกกะเนียง (เมียนมา) หลวงพ่ออุตตมะก็มาจากโมกกะเนียง” หนุ่มมอญเริ่มเล่าถึงบุคคลสำคัญ

“สำหรับคนมอญ พวกเรานับถือหลวงพ่ออุตตมะเหมือนพระเจ้า ท่านเป็นผู้นำชุมชน และผู้นำด้านจิตวิญญาณ ท่านคอยดูแลชาวมอญที่อพยพเข้ามา อย่างเรื่องแบ่งสรรพื้นที่ทำกินก็มาจากบารมีของหลวงพ่อทั้งนั้น ที่สำคัญคือ เด็กมอญรุ่นใหม่นี้มีบัตรไทย (บัตรประชาชน) กันทุกคนเพราะก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพ ท่านกล่าวไว้ว่า เด็กมอญทุกคนในสังขละบุรีต้องมีบัตรไทยเพื่อให้ได้สิทธิเท่าคนไทยโดยเฉพาะเรื่องการศึกษา”
แพเทียบท่าอย่างเชี่ยวชาญขนาบอุโบสถของวัดจมน้ำพอดิบพอดี สิ่งแรกที่หนุ่มแพลกชี้ให้ดูคือ ขอบหน้าต่างของอุโบสถที่มีตะไคร่สีเขียวเกาะหนา เปน็ ตัวบ่งชี้ว่าทั้งหลังเคยอยู่ใต้น้ำมานานทีเดียว
“แต่ยังสวยอยู่ใช่ไหมครับ” เขาถามโดยไม่ต้องการคำตอบ เพราะไม่ว่าจะอยู่ร้างกลางแม่น้ำและจมอยู่ใต้บาดาลวัดเก่าแห่งนี้ก็ยังคงมีร่องรอยของความวิจิตรหลงเหลือ

สภาพของที่นี่ไม่ต่างจากวัดที่ผ่านมา คือไม่มีหลังคา ประตู และหน้าต่างแต่ยังคงมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ขอพรเมื่อเดินเข้าด้านในจะเห็นลายปูนปั้นนูนต่ำรอบผนังคล้ายๆ เป็นกรอบให้กับบางสิ่งที่หลุดล่อนไปตามกาลเวลา แพลกเล่าว่า สมัยก่อนจะมีพระพุทธรูปองค์เล็กๆ อยู่ในกรอบทุกอัน แต่เมื่อกลายเป็นวัดร้างก็ถูกนำไปเก็บรักษาไว้ เช่นเดียวกับพระประธานองค์ใหญ่ที่ถูกย้ายไปในวัดวังก์วิเวการามหลังใหม่ ซึ่งสถานที่ประดิษฐานไม่เปิดให้คนทั่วไปเข้าชม
สาวชาวมอญนั่งขายดอกพุดไหว้พระและอีกเช่นเดิมที่ไม่มีการรบเร้าให้ซื้อหรือทำบุญตามศรัทธา เพราะเช่นนี้จึงมีแต่คนอยากอุดหนุนซื้อดอกไม้ของเธอไปบูชาพระ และขอพรต่อภาพหลวงพ่ออุตตมะอดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้
สายฝนกลับมาปกคลุมเมืองสังขละบุรีอีกครั้ง ระหว่างที่กำลังล่องแพกลับ เสียงฝนกระทบน้ำทำให้เจ้าแพลกที่พูดมาตลอดทางเงียบลง แต่ก็อดได้ไม่นาน

“พรุ่งนี้พี่ๆ ไปใส่บาตรกันไหมครับ”เขาถามแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“ถ้าใส่เดี๋ยวผมจะพาไปเลือกชุดมอญไว้ใส่ตอนเช้าให้เข้ากับบรรยากาศหรือถ้าใครอยากทาแป้งทานาคา ผมแนะนำว่าให้ทาเป็นวงกลมใหญ่ๆ ปะไปที่แก้มสองข้าง ไม่ต้องทำเป็นลายหรือใช้ตัวปั๊ม เพราะของแท้ต้องวงกลมเท่านั้น”เขายังบรรยายสรรพคุณด้วยว่า ทาแป้งทานาคาแล้วจะช่วยกันแดด ลดสิว และหน้าขาวขึ้นภายใน 2 เดือน รับประกันจากประสบการณ์จริงของแพลกเอง
“พี่ๆ สงสัยกันไหมว่าทำไมผมถึงพูดภาษาไทยชัด” คนฟังชินแล้วกับการเปลี่ยนเรื่องพูดของหนุ่มมอญ

“เพราะในโรงเรียนจะสอนภาษาไทยส่วนในบ้านจะพูดภาษามอญ อย่างตอนนี้เด็กตัวเล็กๆ ก็ยังพูดภาษามอญได้ เพราะในบ้านยังใช้ภาษามอญเป็นหลัก ไม่ต้องสอนก็พูดเป็น และหลวงพ่ออุตตมะก็เคยบอกไว้ว่าให้เราอนุรักษ์ภาษามอญไว้ อย่าให้มันหายไป คนรุ่นใหม่อย่างผมก็เลยไม่เขินที่จะพูดภาษามอญ”
เรือจูงดับเครื่องยนต์ แพบรรทุกคนลอยเทียบท่าเคียงข้างบ้านลอยน้ำของคุณลุงที่เป็นเจ้าของทั้งเรือและแพ คนที่นี่คุ้นเคยดีกับเรื่องน้ำหลากน้ำท่วมจึงเลือกสร้างบ้านเป็นแพลอยน้ำหรือไม่ก็อยู่บนภูเขา อย่างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีข่าวสังขละบุรีน้ำท่วมหนัก แต่อาจารย์ของหนุ่มแพลกยืนยันแล้วว่า ตอนนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ สะพานมอญไม่พัง ฝั่งมอญ ไทย และกะเหรี่ยงยังมาท่องเที่ยวได้เหมือนเดิม

คุณลุงรับเงินค่าเหมาแพ 1,000 บาทส่วนเจ้าหนุ่มมอญยังไม่หมดหน้าที่ไกด์เพราะพรุ่งนี้เช้าต้องกลับมาเจอกันใหม่ตอนตักบาตรพระฝั่งมอญ แพลกยกมือไหว้ขอบคุณและขอตัวเดินแยกกลับบ้านเขาเดินขึ้นลงเขาเป็นประจำ และเดินไปกลับจากบ้านถึงโรงเรียนทุกวัน เขาบอกเพราะที่บ้านไม่มีจักรยานทว่า ก่อนจากไปหนุ่มน้อยได้กลับหลังหันเหมือนลืมนัดแนะอะไรบางอย่างแต่กลับไม่ใช่อย่างนั้น
“พี่ๆ เคยไปญี่ปุ่นกันไหม ญี่ปุ่นหน้าตาเป็นยังไง” เป็นอีกครั้งที่เขานึกอะไรได้ก็พูดออกมาอย่างไร้เดียงสา และเป็นอีกคราที่ไม่ต้องการคำตอบ เขาอาจแค่อยากบอกว่า ไม่เคยเห็นโลกภายนอกนอกจากสังขละบุรี