‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/542301

  • วันที่ 28 ก.พ. 2561 เวลา 12:09 น.

‘ด็อก เลิฟเวอร์’ รักสุดๆ ฉุดไม่อยู่

เรื่อง วราภรณ์ ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ไม่เพียงสุนัขจะเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ของมนุษย์แต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น มนุษย์ก็รักสัตว์เลี้ยงของพวกเขามากจนยอมนำพวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และทุ่มเทเงินทองซื้อให้ทุกอย่าง เช่น ลงทุนซื้อสุนัขตัวละราคาเป็นล้านบาทเพื่อให้ได้ครอบครองสุนัขพันธุ์ใหญ่ๆ หรือการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่บางประเทศคนบางคนยังไม่เคยไปเยือน แถมยังได้นั่งในชั้นบิซิเนสคลาสเสียด้วย

ด็อกเลิฟเวอร์บางคน นอกจากลงทุนซื้อสุนัขพันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ตัวละ 5 แสนบาท แต่มีคนมาขอซื้อต่อในราคาตัวละ 2 ล้านบาทเขากลับไม่ขาย หรือต้องพาสุนัขพันธุ์ชิห์สุของแฟนสาวไปกรูมมิ่งขนเป็นประจำ พร้อมสายจูงยี่ห้อแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมตัวละ 8,000 บาท และมีกระเป๋าใส่สุนัขแบรนด์หลุยส์ วิตตอง เป็นของตัวเอง รวมทั้งมีป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาท ถือว่าเป็นเรื่องจิ๊บๆ

ความรักในตัวสุนัขของเหล่าเจ้าของบางคน จึงมีไม่จำกัดจริงๆ ลองไปดูความรักของพวกเขาที่มีต่อเพื่อนคู่ใจว่าจะเข้มข้นขนาดไหน

ไปไหนไปกัน

โบ๊ท-กิรัติมา ณ พัทลุง เจ้าของเพจ Traveler Dogs “หมาอยากเที่ยว” ที่เกิดจากเวลาไปเที่ยวยุโรปแต่ละครั้ง เห็นฝรั่งจูงหมาเดินไปมาเต็มไปหมด เลยเกิดอาการคิดถึงเจ้าตัวเล็กที่บ้าน ที่อยากพามาเปิดหูเปิดตาด้วย ว่าแล้วกิรัติมาจึงเริ่มค้นคว้าหาข้อมูลตามที่ต่างๆ ซึ่งพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีใครพาสุนัขเที่ยวมากนัก ทริปต่อไปเธอจึงใช้เวลาเตรียมตัวล่วงหน้าเกือบปี จนเกิดเป็นทริปแรกของ “เป๊ปเปอร์” สุนัขพันธุ์มิเนียเจอร์ ชเนาเซอร์ วัย 5 ขวบ เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2559 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี และฝรั่งเศส

พอปีกกล้าแล้วทริปที่ 2 ก็ตามมา โดยนายของพวกเขาพาไปตะลุยสโลวีเนีย และโครเอเชีย โดยเพิ่มความสนุกคูณ 4 โดยพาสมาชิกใหม่ “มัมมา มีย่า” พันธุ์โคตอน เดอ ทูลี อาร์ วัย 2 ขวบ ที่สั่งซื้อมาจากประเทศฝรั่งเศส จอยทริปด้วย จนเกิดเป็นเพจ “หมาอยากเที่ยว” ที่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลสำหรับพ่อแม่หมาที่อยากพาเจ้าตัวเล็กไปเที่ยว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

กิรัติมา เล่าถึงค่าใช้จ่ายในการพาสุนัขไปท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ละครั้ง ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะไปประเทศไหน เช่น ไปสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนพาสุนัขไปจะต้องนำสุนัขไปตรวจเลือดและตรวจสุขภาพ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายราวๆ 2 หมื่นบาท เพราะต้องส่งเลือดไปตรวจที่ห้องแล็บประเทศอังกฤษ ซึ่งผลเลือดนี้จะอยู่ได้ตลอดสิ้นอายุขัยของสุนัขตัวนั้นๆ เลย หากเราพาสุนัขของเราไปฉีดวัคซีนตามกำหนด

อันที่สองคือ ค่าเครื่องบินโบ๊ทรีเควสว่าอยากนำสุนัขขึ้นไปนั่งในห้องผู้โดยสารด้วย หรือ เพท อิน เคบิน ไม่ส่งไปโหลดในห้องสัมภาระใต้ท้องเครื่อง โดยกระเป๋าที่ใส่น้องหมาและตัวน้องหมาต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 8 กิโลกรัม

“ตอนไปสวิตเซอร์แลนด์ โบ๊ทเลือกนั่งสายการบินของสวิส แอร์ไลน์ส อย่างมัมมา มีย่า หนักรวม 6.5 ส่วนเป๊ปเปอร์หนักรวมเกือบ 8 กิโลกรัม ก็ต้องเสียเงินเพิ่มราวๆ เที่ยวละ 200 เหรียญ 2 ตัว กลับอีก 200 เหรียญ รวมไปกลับ 400 เหรียญ พอไปถึงสนามบินของสวิสก็ต้องเขียนใบอิมพอร์ต เพอร์มิต คือใบอนุญาตนำเข้าสุนัขจากประเทศปลายทางก็คือซูริก โดยเสียให้กับด่านศุลกากรอีกราวๆ 40 ฟรังก์สวิส นอกนั้นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆ เช่น โรงแรมจะชาร์จน้องหมาเพิ่ม ซึ่งเราต้องแจ้งโรงแรมล่วงหน้าว่า โรงแรมของเขาอนุญาตให้นำสุนัขเข้าพักไหม และจะคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มตัวละ 20 เหรียญต่อคืนต่อตัว ซึ่งโบ๊ทไปพักราวๆ 20 วัน เฉลี่ยวันละ 1,000 บาทต่อตัว”

นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมอาหารและของใช้จิปาถะส่วนตัวของน้องหมาไปด้วย เพราะสุนัขเขาไปในสถานที่ที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วไม่ควรเปลี่ยนอาหารทันที

“เวลาพาสุนัขไปต่างประเทศ โบ๊ทเลือกนั่งบิซิเนส เพราะเราก็อยากสบายส่วนตัว แต่คนอื่นอาจไม่จำเป็น แต่โบ๊ทก็รักความสบาย อีกทั้งสะดวกกับน้องหมา เพราะหากนั่งชั้นประหยัดเราต้องยัดกระเป๋าน้องหมาไว้ตรงที่พักขาด้านหน้า ตัวเราก็นั่งลำบาก น้องหมาก็อยู่ลำบาก แล้วเวลาไปเที่ยวทีโบ๊ทจะเตรียมสัมภาระของน้องหมา 2 ตัวใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางใหญ่ๆ 1 ใบอยู่ได้ 3 อาทิตย์ ภายในบรรจุอาหารสุนัข 2 ตัว ตวงใส่ถุงไปตัวละ 2 มื้อต่อวัน ขนมเอาไว้ให้เขากินตอนเดินเล่น แพดรองฉี่ ผ้าอ้อมสำหรับมัมมา มีย่า โอบิสำหรับเป๊ปเปอร์ เอาเสื้อผ้าน้องหมาไปเยอะมาก เพื่อเอาไว้ถ่ายรูป โดยสั่งซื้อจากอเมริกาแบรนด์ พิงค์ กอฮอลิค ราคาประมาณตัวละ 2,000-3,000 บาท แว่นกันแดด รองเท้า สายจูงมีหลายอันเอาไว้จูงเดินเล่นเฉยๆ หรือสายปล่อยให้เขาวิ่งเล่นในสนาม กระบอกน้ำ เหมือนมีลูกเด็กอ่อนๆ ไปด้วยเลยค่ะ ต้องเอาทิชชู่เปียกไปเยอะๆ เพื่อเช็ดเท้า เช็ดฉี่ เช็ดตัว แชมพูสุนัขต้องอาบน้ำเขาอาทิตย์ละครั้ง อุปกรณ์สเปรย์ยาหรือยาแก้ปวดท้อง สเปรย์ฉีดแก้คันด้วยค่ะ”

ความสุขของการพาสุนัขท่องเที่ยวไปด้วย คือจะได้อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ถือเป็นช่วงเวลาที่ดี

รักแบบ “ฟูล ออปชั่น”

เบิร์ด-ณัฐพร ศีลา ผู้ก่อตั้ง บิ๊ก ด๊อก กรุ๊ป เจ้าของบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนดังในขณะนี้ เล่าถึงความรักในตัวสุนัขพันธุ์ใหญ่ ที่เขาหลงเสน่ห์ในสุนัขเช่นเดียวกับแฟนสาว ยุ้ย-ชลธิชา ลาภผาติกุล เจ้าของธุรกิจศูนย์ความงามครบวงจร แม้จะบิ๊กไซส์แต่ก็มีนิสัยที่ขี้อ้อนเฟรนด์ลี่มากๆ และเมื่อเขาตัวใหญ่เพื่อความสะดวกในการควบคุมก็ต้องส่งไปฝึกตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆ โดยสุนัขพันธุ์ใหญ่จำนวน 28 ตัวที่ณัฐพรนำมาโชว์ที่บิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ รัชดา ได้แก่พันธุ์อลาสกัน มาลามิวท์ (Alaskan Malamute) ที่ชื่อโซโล ที่ซื้อมาตัวละ 5 แสนบาท แต่เมื่อชาวต่างชาติมาขอซื้อตัวละ 2 ล้าน ก็ไม่ขาย ด้วยความรักและผูกพันกันมาก

“สุนัขบางสายพันธุ์เรามีวิธีฝึกให้เขาเป็นมิตรกับคนโดยครูฝึก ให้เรียนรู้ถึงการให้อยู่ในคำสั่ง เช่น นั่ง หมอบ คอย ได้ ผมรักสุนัขมากจนต้องนอนด้วยกันบนเตียงถึง 4 ตัว ได้แก่ พันธุ์ทิมเบอรูลฟ์ เชปเพิร์ด (Timberoolf Shepherd) ราคาตอนนำเข้าตัวละ 1.2 แสนบาท ชื่อ ริกกี้ กับมาร์ติน อีกตัวที่นอนด้วยกันคือโซโล พันธุ์อลาสกันฯ และพี่ใหญ่สุดแต่ตัวเล็กสุด คือผักบุ้ง พันธุ์ชิห์สุ นอกจากนี้ผมยังเลี้ยงสุนัขพันธุ์คอมอนดอร์ (Komondor) ที่ผมคิดว่ามีตัวเดียวในประเทศไทยชื่อ บัตเตอร์ ซื้อมาตัวละ 1 ล้านบาท”

เนื่องจากเขามีร้านบิ๊ก ด๊อก คาเฟ่ ด้วยสุนัขตัวอื่นๆ จึงนอนที่ร้าน ที่แต่ละตัวต้องอยู่ในห้องเปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา และมีพี่เลี้ยงดูแลใกล้ชิด 5 คนเป็นอย่างต่ำ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังมีหน้าที่ดูแลเส้นขนของสุนัขพันธุ์ใหญ่ไม่ให้เปียกชื้นน้ำลายระหว่างสุนัขด้วยกัน ที่แม้ไม่ต้องเข้าร้านเพื่อกรูมมิ่งตัดแต่งขน แต่ต้องดูแลเรื่องขนให้แห้งตลอดเวลา เพราะหากเมื่อไหร่ที่ขนชื้นจะทำให้เป็นโรคผิวหนัง ปอดบวม จึงต้องให้พนักงานคอยดูแลใกล้ชิด หากเปื้อนน้ำลายขณะเล่นกันก็ต้องหาน้ำยามาเช็ดทำความสะอาดเส้นขนแล้วเป่าให้แห้ง เรียกว่าดูแลตลอด 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี บางสายพันธุ์ที่เบิร์ดเลี้ยงก็ต้องจ้างกรูมเมอร์มาดูแลขน โดยจ้างเดือนละ 1.5 หมื่นบาท มาดูแลตัดแต่งทรงขนให้น้องหมา ไม่นับรวมเฉพาะค่าอาหารเลี้ยงสุนัขจำนวน 28 ตัว ตกเดือนละ 3.5 แสนบาท อาหารบวกอาหารเสริม ไม่รวมค่าพนักงาน ค่าหมอที่เข้ามาดูแลเรื่องสุขภาพสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท นอกจากนี้ยังมีค่าฝึกสุนัข 28 ตัว เดือนละ 6 หมื่นบาท

“โชคดีที่ผมมีฟาร์มสุนัขอยู่แล้วที่นครสวรรค์ เลี้ยงสุนัขและเพาะพันธุ์ใหญ่มานาน 10 ปี ผมจึงค่อนข้างรู้นิสัยของสุนัข รู้วิถีชีวิต โรคภัย อุปนิสัย การเลี้ยงดูจึงง่าย แต่คนไม่เคยเลี้ยงเลยจะยาก รู้ถึงอาหารที่ถูกต้อง สุนัขพันธุ์ใหญ่กินข้าวหรืออาหารเหลือๆ เหมือนหมาบ้านไม่ได้ เพราะระบบการย่อย เขากินเค็มไม่ได้ เราจึงให้กินแต่เนื้อดิบๆ มีทั้งเนื้อวัว ปลา ไก่ กินผักและผลไม้ด้วย เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อเพิ่มวิตามิน เช่น แบล็กเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่คุณภาพก็คือซื้อตามห้างสรรพสินค้า เราเลี้ยงเขาเหมือนลูกเลย”

นอกจากนี้ ยังมีค่าน้ำค่าไฟในการที่ต้องเลี้ยงดูสุนัขแสนรักเป็นอย่างดี ค่าเปิดแอร์ 24 ชั่วโมง ค่าไฟตกเดือนละ 4-5 หมื่นบาท รวมแล้วจึงมีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้องหมาตกเดือนละต่ำๆ 1.2 ล้านบาท ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ฟาร์มที่นครสวรรค์อีก

ไม่เพียงค่าใช้จ่ายอื่นๆ เท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น สุนัขตัวละ 1 ล้านบาท เมื่อนำเข้าจากต่างประเทศ และต้องขนส่งทางเครื่องบิน ต้องเพิ่มค่าระวางคือการดูแลสุขภาพสุนัขระหว่างการขนส่งอีกราว 4-5 หมื่นบาทอีกด้วย

เมื่อรักสุนัขแล้วการทุ่มเทให้พวกเขาอยู่ในไลฟ์สไตล์ของเจ้าของ เช่น ให้เวลานอนในห้องด้วยกัน พาไปเที่ยวต่างจังหวัดและอื่นๆ ณัฐพรก็มีสุนัขอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตด้วย โดยสถานที่ที่เขาเลือกพาน้องหมาไปพักผ่อนหย่อนใจ ต้องเลือกสถานที่ที่สามารถพาสุนัขไปด้วยได้

“ถ้าไปกินข้าวตอนเย็นๆ เราเลือกไปที่เอเชียทีคหรือเซ็นทรัล อีสต์วิลล์ หรือไม่ก็ไปต่างจังหวัด เช่น หัวหิน เวเนเซีย ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวแฟน ส่วนใหญ่ผมจะให้พวกเขากินดีอยู่ดี กินอาหารสำหรับสุนัข เวลาไปต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย เวลาไปก็ต้องขนชามข้าว ผ้าเช็ดตัว มีเบาะ ที่นอนเขาของใครของมัน ตัวที่รักที่สุดชื่อผักบุ้ง ชิห์สุตัวแรกที่ยุ้ยเลี้ยงมา อายุ 10 ปี แฟนผมซื้อสายจูงแอร์เมสเส้นละหมื่นกว่าบาท เสื้อผ้าแบรนด์ตัวละ 8,000 บาท

คือยุ้ยเขาชอบเครื่องประดับที่เกี่ยวกับสุนัขมาก เขาสั่งทำป้ายสลักชื่อทำจากทองเคราคา 7,000 บาทก็มี ส่วนเสื้อผ้าสุนัขมันมีคอลเลกชั่นของหลุยส์หรือแอร์เมสเขาก็ซื้อให้ อย่างเสื้อผ้าน้องหมามีเป็นราวเลย มีราคาตั้งแต่หลักพันไปถึงหลักหมื่นมีทั้งแบรนด์เนมและเสื้อผ้าธรรมดา อย่างกระเป๋าใส่สุนัขของผักบุ้งก็แบรนด์หลุยส์ วิตตอง ซึ่งผมก็เข้าใจแฟนนะครับ เพราะเราก็รักสุนัขเหมือนกัน ดังนั้นอะไรที่หมดไปกับสุนัขผมจึงไม่ค่อยซีเรียส คิดว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

อย่างไปเที่ยวต่างประเทศเร็วๆ นี้มองว่าจะพาผักบุ้งไปฝรั่งเศสด้วย เวลาพาน้องหมาไปยุโรปต้องตรวจสุขภาพก่อน ราคาเฉพาะตรวจสุขภาพราวๆ 2 หมื่นบาท ซึ่งจำเป็นเพราะเป็นข้อบังคับของสายการบิน หากน้ำหนักน้องหมาไม่ถึง 8 กิโลกรัม ก็นำขึ้นเครื่องไปนั่งชั้นบิซิเนสกับเราได้ โดยเสียเงินเพิ่มอีกหมื่นกว่าบาทสำหรับน้องหมา”

ณัฐพรอยากฝากไปถึงคนรักสุนัขว่า ควรรักพวกเขาไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหนก็ตาม ก่อนเลี้ยงก็ควรศึกษาอุปนิสัยว่าจะเข้ากับผู้เลี้ยงได้ไหม และเลี้ยงสุนัขเพื่ออะไร เช่น เป็นเพื่อนหรือเฝ้าบ้าน ลักษณะความยาวของเส้นขนก็ต้องใส่ใจ หากไม่ค่อยมีเวลาไม่ควรเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนยาว อย่าเลี้ยงสุนัขเพราะเป็นแฟชั่น เพราะชีวิตของน้องหมาตัวหนึ่งๆ ต้องมีอายุอยู่เป็นสิบๆ ปี ดังนั้นเวลาเจ็บป่วยจึงต้องมีกำลังในการดูแลบั้นปลายชีวิตของน้องหมาด้วย

Leave a comment