คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543915

  • วันที่ 10 มี.ค. 2561 เวลา 11:19 น.

คู่หู คู่รัก คู่ธุรกิจ พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล & อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์

โดย พุสดี สิริวัชระเมตตา/จุฑามาศ นิจประพันธ์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

 หลายคนอาจคิดว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มีนิสัยใจคอคล้ายๆ กันเท่านั้น ถึงจะมีพลังดึงดูดเข้าหากัน แต่สำหรับ “เป้” พลวุฒิ อนุศาสน์อมรกุล นักบินหนุ่มหล่ออนาคตไกล ผู้มีแนวคิดและการใช้ชีวิตที่มีระเบียบแบบแผน ส่วน “ป๋วย” อัจจิมา ศรีปรัชญาอนันต์ หญิงสาวที่มีพลังบวกเหลือล้น ไม่ยึดติดในแบบแผน รักในอิสระ ยิ้มได้ง่ายกับทุกๆ เรื่องในชีวิต เจ้าของคาเฟ่เล็กๆ แต่อบอุ่น ลิตเติ้ล ซันไชส์ (Little Sunshine Cafe)

ทั้งคู่ไม่ต่างจากแม่เหล็กที่ต่อให้จะมีไลฟ์สไตล์และแนวคิดแตกต่างกันแค่ไหน แต่ก็ยังดึงดูดเข้าหากันและกันกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว

ป๋วย… ผู้หญิงคนนี้เป็นทุกอย่างของผม

 จั่วหัวมาหวานแบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ให้คะแนนความโรแมนติกฝ่ายชายเต็มร้อย เพราะหลังจากตอบคำถามง่ายๆ แต่หาคำตอบยากว่า ถ้าให้เปรียบเทียบผู้หญิงข้างกายเป็นอะไรสักอย่าง เขาแอบเก็บงำคำตอบอยู่นาน เพราะกลัวฝ่ายหญิงจะลอกคำตอบ จนในที่สุดเป้ก็ยอมเฉลยว่า ป๋วยเป็นทุกอย่าง

 “ที่ตอบแบบนี้ไม่ใช้ว่าทำซึ้งหรืออะไรนะครับ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ เขาเข้ามาเติมเต็มชีวิตผม ทำให้ชีวิตผมมีสีสัน เขาเป็นคนที่ร่าเริงสดใสมากๆ แต่บางมุมเขาก็ทำตัวเหมือนแม่ที่คอยดูแล บางทีก็ขี้อ้อนเหมือนลูก แถมบางครั้งที่ผมเหนื่อยๆ หิวๆ มา เขาก็ยังเป็นเชฟได้”

 เป้ ตอบพร้อมอมยิ้ม ก่อนที่จะเผยถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ที่ฟังไปแล้วก็เหมือนพรหมลิขิต เพราะเรื่องราวความรักของทั้งคู่ไม่ต่างกับกำลังชมภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง “แฟนฉัน” ผสมกับพล็อตเรื่องซีรี่ส์เกาหลี

 เพราะนอกจากจะทั้งคู่จะรู้จักกันมาแต่เด็ก กว่าจะลงเอยเป็นแฟนกันได้ยังต้องตามลุ้นจนเหนื่อย แถมถ้าฝ่ายหญิงไม่เป็นฝ่ายรุกจีบก่อน ไม่รู้ว่าจะได้แฮปปี้ เอ็นดิ้ง เมื่อไหร่

 “ผมกับป๋วยเรียนโรงเรียนทิวไผ่งาม เขาเข้ามาตอน ป.3 เด่นตั้งแต่เข้ามาเลย ตัวสูง เฟรนด์ลี่ เรียนเก่งทุกวิชายกเว้นเลข (ยิ้ม) เขาจะพูดเสมอว่า ตอนนั้นทุกคนคุยกับเขายกเว้นผม ซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังเขา ผมเองก็ไม่รู้ตัว อาจเพราะผมกำลังตั้งใจเรียนอยู่มั้งเลยไม่ได้ชวนเขาคุย สุดท้าย เขาเลยแกล้งตกเก้าอี้เพื่อให้ผมขำ (หัวเราะ)”

 มิตรภาพในวัยเด็กนั้นเป็นความทรงจำที่สวยงามให้คิดถึง เพราะหลังจากนั้นต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปตามเส้นทางชีวิต กระทั่งเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย จึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

 “ตอนเรียนวิศวะ จุฬาฯ ผมเจอกับป๋วยและเพื่อนโดยบังเอิญ ตอนนั้นเขากลับจากอเมริกา แต่หลังจากนั้น เพื่อนคนหนึ่งก็ไลน์มาบอกว่าเขาสนใจผม ผมเองก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะดูลุคเขาเป็นคนขี้เล่น ชอบแกล้ง หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้เจอกัน จนกระทั่งทำงาน ผมไปกินข้าวกับเพื่อน ก็เจอเขามากับเพื่อนโรงเรียนทิวไผ่งามอีกคน

 ปรากฏเขาไม่ได้เข้าทักเฉยๆ แต่เลื่อนโต๊ะมาชนกันเลย (ยิ้ม) แถมยังขอไลน์ผมไปอีก เขาไลน์มาทุกวันนะ แต่ผมไม่ค่อยตอบ จน 2 เดือนผ่านไป มาเจอเขาโดยบังเอิญที่ร้านหนังสือ เลยกลับมาคุยกันอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้มีอะไร จนผมพาคุณแม่ไปเดินเล่นที่สวนลุมก็เจอเขาอีก คราวนี้เขาได้ใจคุณแม่ไปเต็มๆ”

 จากความบังเอิญที่ราวกับพรหมลิขิต ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ค่อยๆ ก่อตัว แต่ดูเหมือนจะไม่ทันใจฝ่ายหญิง

 “ตอนที่ป๋วยไปทำงานเป็นนักเขียน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปทำคอลัมน์เป็นเพื่อนเขา พอขับรถมาส่งเขาที่บ้าน เขาก็ดีใจใหญ่บอกนี่เป็นเดตของผมกับเขา แถมยังถามผมว่าเราเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วนะ ผมก็ตอบเขาไปว่าเกือบ 20 ปี เขาก็พูดสวนกลับเลยมาว่า เมื่อไหร่เราจะเลิกเป็นเพื่อน (ยิ้ม) ตอนนั้นในใจผมคิดว่าจะทำไงดี แต่สุดท้ยาก็ตอบไปว่าเป็นเพื่อนกันต่อไปก็ดีแล้ว (ยิ้ม) เอาจริงๆ ตอนนั้นผมก็เริ่มชอบเขานะ แต่คิดว่าเราเพิ่งคุยกันได้ไม่นาน”

 แม้จะยังสวมบทผู้ชายปากแข็ง แต่ด้วยความที่ที่ทำงานฝ่ายหญิงใกล้บ้านเป้ เธอมาเป็นแขกที่บ้านประจำ ความน่ารักสดใสของเธอเอาชนะใจคุณพ่อคุณแม่เป้ไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย จนทำเอาเป้โดนพูดกรอกหูทุกวันว่า “เมื่อไหร่จะเป็นแฟนกัน”

ในที่สุด หลังจากบ่มเพาะจนสุกงอม เป้ก็ตัดสินใจขอฝ่ายหญิงเป็นแฟน แถมเดือน มี.ค.นี้ ยังเตรียมจะลั่นระฆังวิวาห์กันแล้ว

เป้… เหมือนรองเท้าคู่โปรด ไปไหนไปกัน

 หลังจากนั่งอมยิ้มปล่อยให้ฝ่ายชายเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์อยู่พักใหญ่ ถึงคราวป๋วยเผยถึงความรู้สึกหลังในที่สุด ความพยายามของเธอก็เป็นผลสำเร็จ

 “วินาทีนั้นเหมือนได้มง (หัวเราะ) รู้สึกว่าในที่สุดก็ทำสำเร็จ ถึงป๋วยจะจีบเป้ก่อนก็ไม่เป็นไร ยอมรับค่ะ ป๋วยคิดว่าเวลาอยากได้อะไร เราต้องหาได้ด้วยตนเอง โชคไม่เข้าข้างเราถ้าเราไม่ทำเอง” ป๋วยบอกเล่าถึงความมุ่งมั่นด้วยแววตาขี้เล่น

อย่างไรก็ตาม ถึงใครจะมองว่าทั้งคู่แตกต่างกันเหลือเกิน จนไม่น่ามาลงเอยกันได้ เพราะขณะที่ฝ่ายชายสวมวิญญาณหนุ่มสุดเนี้ยบ เป๊ะไปทุกเรื่อง แต่ฝ่ายหญิงกลับดูลั้นลา ใช้ชีวิตแบบสบายๆ แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว กลับเป็นสองขั้วที่เข้ากันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

“ป๋วยว่าด้วยความที่เราแตกต่างกันมาก เลยทำให้พอดีเมื่อมาอยู่ด้วยกัน เขาอาจจะเป็นพวกคิดเยอะ ขี้บ่น (ยิ้ม) ทำอะไรต้องมีขั้นตอนทุกอย่าง ขณะที่ป๋วยเองไม่คิดอะไรเยอะ เวลาเราอยู่ด้วยกันเราก็อาจจะต้องปรับตัวบ้าง ไม่ใช่ปัญหา เขาเขาบ่นๆ มา ป๋วยก็ยิ้มกลับ ไม่ได้เก็บมาใส่ใจทุกเรื่อง บางเรื่องก็ปล่อยผ่าน เพราะถ้าเราเก็บทุกเรื่องมาคิด ยิ่งเครียด ยิ่งตอนนี้เรามาทำร้านอาหารด้วยกัน เรายิ่งต้องบาลานซ์”

ถามว่ามาทำธุรกิจด้วยกันไม่กลัวกระทบกับความสัมพันธ์ หรือคำถามนี้ เป้ชิงตอบว่า “กลัวครับ ผู้ใหญ่ก็เตือนผมก็เลยเลือกทำธุรกิจกับแฟนเลย (ยิ้ม)”

“ป๋วยว่าการที่เรามาทำธุรกิจด้วยกัน ทำให้เราได้เห็นเขาในอีกมุม เราแบ่งหน้าที่กันชัดเจน เวลาอยู่ด้วยกัน ถ้าเราจะคุยเรื่องงาน จะบอกเลยว่า 15 นาทีนี้ขอคุยเรื่องงานก่อนนะ ที่สำคัญเราไม่เอาเรื่องงานไปปนกับเรื่องส่วนตัว เวลามีปัญหากันเราต้องเคลียร์ให้จบในวันนั้น ไม่ปล่อยให้ข้ามคืน ใครผิดก็เอ่ยคำว่า ขอโทษ”

สำหรับป๋วย ถ้าให้เปรียบเทียบหนุ่มหล่อข้างกายเป็นอะไรสักอย่างในชีวิต เธอเลือกให้เป็นรองเท้า

 “เวลาไปไหนเราก็ไปด้วยกัน ทำธุรกิจด้วยกัน ใช้ชีวิตด้วยกัน เหมือนกับรองเท้าที่ต้องไปเป็นคู่ตลอดเวลา” ป๋วย กล่าวทิ้งท้าย

Leave a comment