ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/544252
- วันที่ 13 มี.ค. 2561 เวลา 10:53 น.

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ ปฏิภัทร จันทร์ทอง
หวนมาอีกปีกับวันที่ 13 มี.ค. “วันช้างไทย” วันที่จะมีเวทีเสวนาเรื่องสถานการณ์ช้างให้ผู้เชี่ยวชาญมานั่งถกถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไข(บางประเด็นถูกพูดถึงทุกปีและยังต้องพูดถึงต่อไป) แต่จากการพูดคุยกับคนในวงการช้างไทย ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วงควบคู่กันไป เพราะถึงแม้ว่าไทยจะมีปริมาณช้างเพิ่มขึ้นมากที่สุดในภูมิภาค แต่ก็มาพร้อมปัญหาใหญ่ที่อาจทำได้แค่หวังว่าจะเป็นจริง
โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนช้าง และผู้ต่อสู้เพื่อช้างมานานกว่า 25 ปี กล่าวว่า ปัญหาเรื่องช้างกับคนมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ สุขภาพช้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาจะคิดถึงการนั่งบนหลังช้างเป็นอันดับแรก ซึ่งเธอเคยสะท้อนปัญหาสุขภาพช้างในปางไปตั้งแต่ปี 2536 สมัยที่ยังมีปางช้างไม่กี่แห่งในประเทศไทย รวมถึงปัญหาสุขภาพของช้างเร่ร่อนที่เดินอยู่ในหัวเมืองใหญ่ ที่ถึงแม้กรุงเทพมหานครจะประกาศใช้ข้อบัญญัติ กทม. ควบคุมการนำช้างมาหารายได้ในเขตกรุงเทพฯ แต่ในเขตปริมณฑลและหัวเมืองอื่นก็ยังพบเห็น
“พอการท่องเที่ยวมาก ความต้องการการใช้ช้างสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวก็มีมาก ส่งผลทำให้เกิดการใช้งานช้างมากขึ้นตามมา ปางบางแห่งให้ช้างยืนรอนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างไม่ได้หยุดพัก ต้องยืนตากแดดทั้งวัน ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเขา (ช้าง) ทำให้เขาเครียดเหมือนเรายืนกลางอากาศร้อน หรือเวลาเขายืนขับถ่ายก็จะยืนอยู่บนมูลของตัวเองทำให้เกิดเป็นแผลที่เท้า ซึ่งทางมูลนิธิเพื่อนช้างไม่อยากเห็นช้างป่วยเลย ไม่มีช้างป่วยมาโรงพยาบาลยิ่งดี แล้วโรงพยาบาลก็จะเป็นสถานที่ให้ความรู้ ดังนั้นถ้าท่านดูแลช้างดีจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุด”
โซไรดา กล่าวต่อว่า เธอต่อต้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ได้ เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องกับช้างก็ต้องทำงานหารายได้ แต่จะทำอย่างไรให้คนอยู่กับช้างในทิศทางของการท่องเที่ยวที่ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน คือช้างไม่บอบช้ำ และควาญไม่บอบช้ำ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่น่าดีใจที่ได้รับความร่วมมือจากปางช้างมากขึ้นแล้ว
ด้าน นสพ.เกษตร สุเตชะ นายสัตวแพทย์ โรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กล่าวว่า ช้างในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีไทยกับเมียนมาที่ยังเหลืออยู่เป็นล่ำเป็นสัน ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย มีจำนวนช้างลดลง และถ้าเทียบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศที่ปกป้องช้างอย่างแข็งขันและมีจำนวนช้างป่ามากขึ้นอย่างชัดเจน คือ ประเทศไทย
“พื้นที่บางแห่งมีช้างป่าค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น กุยบุรี แก่งหางแมว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน ในขณะที่ชาวบ้านรอบๆ ป่าใช้พื้นที่ทำกินไปเรื่อย จึงเกิดเป็นปัญหาคนกับช้าง เพราะช้างมีปริมาณคงตัวและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนก็ตัดป่าและเข้าไปหาช้างใกล้ขึ้น เลยมีข่าวช้างป่ากับคนทะเลาะกันบ่อยและมีอยู่เสมอ
ตอนนี้จำนวนช้างทั้งในและนอกป่าของประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจำนวนที่น่าเป็นห่วงหรือใกล้สูญพันธุ์ หรือเรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรมก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะจากที่คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษาช้างเลี้ยงทั้งหมดพบว่า มีช้างเลี้ยงอยู่ 7-8 สายยายทวด ซึ่งเป็นปริมาณพันธุกรรมที่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงช้างไทยไม่ให้แคระแกร็น และไม่มีโรคทางพันธุกรรม แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปริมาณป่าและธรรมชาติต่างหากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด ดังนั้นสถานการณ์ช้างไทยจึงมีทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าเป็นห่วง”
นสพ.เกษตร แนะหนทางแก้ไข 2 ทาง คือ หนึ่ง เพิ่มพื้นที่ป่าให้เป็นผืนป่าใหญ่ต่อเนื่องกัน และ สอง พื้นที่ไหนที่มีช้างมากเกินไปให้ย้ายไปป่าอื่นที่มีปริมาณช้างน้อย (หมายถึงเฉพาะป่าในประเทศไทย) ส่วนคำว่า คุมกำเนิดช้าง พบว่า บางพื้นที่ในแอฟริกาใช้การคุมกำเนิดด้วยวิธีฝังฮอร์โมนในการควบคุมประชากรช้าง แต่สำหรับในไทยไม่มีการนำวิธีนี้มาใช้ตั้งแต่บรรพกาล
“ผมอยากเห็นประเทศไทยมีป่าให้ช้างและปราศจากการล่าของมนุษย์ และอยากให้ช้างที่ถูกเลี้ยงไว้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้รับการดูแลที่ดี ก็คงหวังได้เท่านี้ แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าก็คงต้องรอดูต่อไป” นสพ.เกษตร กล่าวทิ้งท้าย
เหมือนคำส่งท้ายบนเวทีเสวนาที่เคยฟัง การจบด้วยความหวังจะทำให้ประเด็นที่กำลังถกอยู่นั้นมีพลังขับเคลื่อนต่อไป และสำหรับวันช้างไทยปีถัดไปหวังว่าจะไม่ย้อนกลับมาหวังในเรื่องเดิมๆ



