เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/543617

  • วันที่ 08 มี.ค. 2561 เวลา 14:15 น.

เลิกกินแป้ง (ช่วย) ต้านวัย!

เรื่อง บีเซลบับภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

คาร์โบไฮเดรตหมดความสำคัญเสียแล้วรึ ไม่หมดความสำคัญไปทั้งหมดหรอก แต่ลดความสำคัญลง เคล็ดลับอายุยืน ไม่ป่วยไม่แก่! เมื่อร่างกายเปลี่ยนมาใช้ออกซิเจนแทนแป้ง “หยุดแก่แค่เลิกกินแป้ง” ผู้แต่งคือ โคอิชิโร่ ฟุจิตะ ว่าด้วยทฤษฎีแอนตี้เอจจิ้ง หรือการชะลอวัยด้วยการเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการกินคาร์โบไฮเดรต และการทำความรู้จักกับร่างกายของตัวเองเมื่ออายุมากขึ้น

กุญแจสำคัญของการมีร่างกายและจิตใจที่อ่อนเยาว์ไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษ แต่ขึ้นอยู่กับการกินอาหารให้เหมาะสมกับระบบการทำงานของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ช่วงวัยเด็กต้องการพลังงานมหาศาล แต่เมื่อสูงวัย ร่างกายสับสวิตช์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนโหมดเป็นการทำงานด้วยพลังงานต่ำ จึงไม่ต้องการอาหารให้พลังงานสูงหรืออาหารจำพวกแป้งอีกต่อไป

“ความลับของการมีชีวิตยืนยาวคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการกินอาหารเมื่อเข้าสู่วัย 50 ปี เพราะจะเป็นช่วงที่ร่างกายเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” โคอิชิโร่กล่าวในหนังสือของเขา

คาร์โบไฮเดรตหมดความจำเป็นเมื่อพ้นวัยหนุ่มสาว โดยความเชื่อเกี่ยวกับการลดความอ้วนข้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมในกลุ่มหนุ่มสาวคือ การงดแป้งแล้วแทนด้วยอาหารประเภทอื่น จะช่วยให้ไดเอตได้ดี แต่พองดแป้งได้ 3 วันก็รู้สึกหน้ามืดแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะร่างกายในช่วงหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน ยังต้องใช้พลังงานจากน้ำตาลปริมาณมาก

เมื่อร่างกายเข้าสู่วัย 50 ระบบย่อยน้ำตาลที่เคยเป็นกลไกหลักจะลดบทบาทลง แล้วให้ระบบไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นระบบเผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน มาทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานแทน ไมโตคอนเดรียคืออะไรกันแน่ ไมโตคอนเดรียมีรูปทรงคล้ายแคปซูล อาศัยอยู่ในเซลล์ พบมากในหัวใจ ตับ ไตและต่อมต่างๆ มันทำหน้าที่แทนอาหารจำพวกแป้งอย่างเหลือเชื่อ เมื่อคุณอายุ 50 ปีขึ้นไป

“ไมโตคอนเดรียทำหน้าที่เผาผลาญพลังงานจากออกซิเจน เพื่อสร้างดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอและสร้างเซลล์ใหม่ อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตเอนไซม์นับพันชนิด เพื่อใช้ในระบบการเผาผลาญของเซลล์ทั่วร่างกาย”

เมื่อเราหายใจเข้า ออกซิเจนจะถูกส่งไปยังไมโต คอนเดรียผ่านทางกระแสเลือด และเข้าสู่กระบวนการสร้างพลังงาน ไมโตคอนเดรียจะทำงานได้ดีเมื่อได้รับออกซิเจนเต็มที่ และร่างกายอยู่ในอุณหภูมิปกติ ไม่เย็นเกินไป ด้วยเหตุนี้ คนที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป จึงต้องพยายามรักษาอุณหภูมิร่างกายให้เป็นปกติ

 

“อย่าลืมออกกำลังกายให้สม่ำเสมอด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนในปริมาณที่มากพอนั่นเอง โดยไมโตคอนเดรียจะใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อสร้างพลังงาน ซึ่งต่างจากระบบย่อยน้ำตาล ที่สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานได้ทันที”

นั่นหมายความว่า ถ้ายังคงกินคาร์โบไฮเดรตมากเท่าเดิม ระบบย่อยน้ำตาลที่ผ่อนกำลังลงแล้วต้องเริ่มทำงานอีกครั้ง ขณะที่ไมโตคอนเดรียกำลังทำหน้าที่หลัก ส่งผลให้กระบวนการสร้างพลังงานของร่างกายผิดปกติ เนื่องจาก ระบบไมโตคอนเดรียต้องใช้ออกซิเจนจำนวนมาก

หากระบบย่อยน้ำตาลทำงานควบคู่กันไปด้วย ไมโตคอนเดรียจึงไม่สามารถเปลี่ยนออกซิเจนทั้งหมดเป็นพลังงานได้ ออกซิเจนที่เหลือปริมาณมากจะเปลี่ยนเป็นอนุมูลอิสระอนุพันธ์ออกซิเจนที่ไวต่อการทำปฏิกิริยา หรือที่เรียกว่า Reactive Oxygen Species (ROS)

อนุมูลอิสระชนิดนี้ ส่งผลกระทบต่อความเจ็บป่วยของมนุษย์มาก เมื่อเกิดปฏิกิริยาระหว่างอนุมูลอิสระกับสายของกรดไขมันที่ผนังเซลล์ไมโตคอนเดรียจนเซลล์ถูกทำลายหรือผิดรูปร่าง ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพลงได้ ก็อย่างนี้แล้วจะไม่ให้ “แก่” ได้อย่างไร

ใช่! วัฒนธรรมการกินของไทยส่วนใหญ่ มีแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตเป็นอาหารหลัก ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าต่างๆ ข้าวหน้าไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหมูอบ ข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวประดามี ไม่นับขนมปัง แป้งพิซซ่า เค้ก โดนัท วัฒนธรรมไทยจีนและผสมอีกหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก กินกันจนเป็นอาหารประจำวันไปแล้ว เอาเป็นว่า “ลดลง” ก็น่าจะดี

จำไว้ว่าเมื่อเชื้อเพลิงสำหรับสร้างพลังงานของคนแต่ละวัยแตกต่าง วัยหนุ่มสาวใช้พลังงานจากโมเลกุลน้ำตาลเป็นหลัก จึงจำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมกับพลังงานที่ต้องใช้ แต่เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายเปลี่ยนมาต้องการพลังงานจากออกซิเจนมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องกินคาร์โบไฮเดรตในทุกมื้ออาหารนั่นเอง

Leave a comment