‘ไทยแลนด์ แจ๊ซ เวิร์กช็อป’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/544458

  • วันที่ 15 มี.ค. 2561 เวลา 11:39 น.

‘ไทยแลนด์ แจ๊ซ เวิร์กช็อป’

เรื่อง : วราภรณ์ ภาพ : อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์, วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต

ผู้คนจากหลากหลายประเทศที่สนใจดนตรีแจ๊ซ มาร่วมกันเล่นคอนเสิร์ตบนเวที Thailand Jazz Workshop ซึ่งเป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2556 โดยวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ Jazz Education Abroad, Los Angeles College of Music, Jamey Aebersold โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับดนตรีแจ๊ซ และความเข้าใจต่างๆ ในดนตรีแจ๊ซ ให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชน และบุคคลทั่วไปที่สนใจได้ฝึกทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎีจากกูรูด้านดนตรีจากสหรัฐ ปีนี้มีมามากถึง 12 คนในแต่ละชนิดดนตรี

ปีนี้ยังพิเศษกว่าทุกปี เพราะได้มอบโอกาสในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาสจากโรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind โดยทางโครงการได้นำอาจารย์เข้าไปสอนภายในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 เดือน สำหรับเครื่องดนตรีที่สอนคือ “แซ็กโซโฟน” กุญแจเชื่อมโยงเพื่อให้เด็กๆ ได้พัฒนาศักยภาพด้านดนตรีของตนเอง

ในหลวงรัชกาลที่ 9 แรงบันดาลใจด้านดนตรีแจ๊ซ

ด้วยพระราชอัจฉริยภาพด้านดนตรีแจ๊ซของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เปิดสอนทางด้านดนตรีสากลเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อผลิตบุคลากรด้านดนตรีอย่างจริงจัง ทำให้ดนตรีแจ๊ซเป็นที่รู้จักในบ้านเรา วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งมีบุคลากรทางด้านดนตรีแจ๊ซที่มีความรู้ความสามารถได้ตระหนักถึงหน้าที่ในการผลิตบุคลากรทางด้านดนตรีแจ๊ซออกไปเพื่อจะพัฒนาและขับเคลื่อนให้วงการดนตรีแจ๊ซในประเทศก้าวหน้าต่อไปได้ในระดับสากล จึงได้จัดโครงการ “Thailand Jazz Workshop” เพื่อเป็นการเผยแพร่ทักษะความรู้ทางดนตรีแจ๊ซแก่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่สนใจดนตรี ทั้งนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านดนตรีแจ๊ซของไทยให้เข้าสู่ระดับมาตรฐานสากลต่อไป

ช้างต้น กุญชร ณ อยุธยา รองคณบดีฝ่ายบริหารวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต และหัวหน้าโครงการ Thailand Jazz Workshop 2018 กล่าวถึงการประสบความสำเร็จของการจัดเวิร์กช็อปติดต่อกันอย่างดีตลอด 5 ปี โดยมี ดร.จีน อิทกิ้น ผู้ก่อตั้ง Jazz Education Abroad บุคคลสำคัญให้การสนับสนุนจัดโครงการนี้ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่จัดโครงการ ได้รับการตอบรับจากผู้เข้าร่วมทั้งคนไทยและต่างชาติเป็นจำนวนมาก อาทิ ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ ราวๆ 30 คน รวมคนไทยไม่จำกัดอายุ รวมทั้งสิ้นจำนวน 200 คน ฯลฯ เรียนวันละ 4 คลาสตามเครื่องดนตรี เรียนภาคทฤษฎีและปฏิบัติ คนที่เริ่มต้นเล่นดนตรีก็สามารถมาเรียนได้ด้วย

สำหรับหัวข้อในการอบรม แบ่งเป็น Instrumental Masterclass : เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องดนตรีของตนเอง โดยมีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญในเครื่องมือนั้นๆ คอยแนะนำ เพื่อพัฒนาการเล่นให้ได้ดีที่สุด

Jazz Theory and Improvisation : เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีดนตรีแจ๊ซ และการนำทฤษฎีนั้นไปประยุกต์ใช้กับการอิมโพรไวส์ รวมไปถึงวิธีการฝึกซ้อมที่ถูกต้องเพื่อที่จะนำไปสู่การอิมโพรไวส์ที่ดี

Jazz Combo : วง Combo เป็นวงขนาดเล็กขนาด 5-8 คน ในวง Combo นี้จะได้เรียนรู้เพลง Jazz Standard ต่างๆ และมีโอกาสได้นำความรู้ด้านการอิมโพรไวส์มาใช้อย่างเต็มที่

Jazz Big Band : การเล่นในวง Big Band จะทำให้ได้เรียนรู้การเล่นดนตรีร่วมกับคนจำนวนมาก นอกจากนั้นยังทำให้พัฒนาในเรื่องของภาษาแจ๊ซ เป็นต้น

มอบโอกาสให้เด็กตาบอดสัมผัสดนตรีแจ๊ซ

พิเศษกว่าทุกปีที่ปีนี้โครงการได้มอบโอกาสในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่เยาวชนผู้ด้อยโอกาส โรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind โดยทางโครงการได้นำอาจารย์เข้าไปสอนเล่นแซ็กโซโฟน ภายในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนเครื่องดนตรีสำหรับการเรียนการสอนจากบริษัท ธีระมิวสิค

“นับเป็นโอกาสที่ดีที่ Thailand Jazz Workshop เปิดโอกาสให้เด็กตาบอดมาร่วมเล่นแซ็กโซโฟนด้วย ซึ่งเป็นโครงการที่ ดร.จีน เคยทำมาแล้วก่อนหน้านี้ที่เนปาล และจีน ซึ่งโรงเรียนสอนคนตาบอดมีการสอนดนตรีให้เด็กๆ อยู่แล้ว ยกเว้นแซ็กโซโฟน เพราะขาดอุปกรณ์ เราได้ อาจารย์ยงสิทธิ์ ยงค์กมล นักดนตรีคลาสสิกที่สอนทั้งคนตาดีและคนตาบอดเล่นดนตรี ไปสอนน้องๆ ก่อนหน้าที่จะมาร่วมเล่นคอนเสิร์ตตั้งแต่เดือน ม.ค. การที่เลือกแซ็กโซโฟนให้น้องๆ เล่นเพราะเป็นเครื่องดนตรีที่เล่นง่ายในการเรียนรู้ดนตรีแจ๊ซ เพราะเสียงแซ็กโซโฟนมักเป็นลีดเดอร์ในวงดนตรีแจ๊ซ พอถึงระยะเวลาเข้าค่าย 5 วัน ก็ให้เด็กๆ มาทำงานร่วมกันในค่ายทั้งเล่นเฉพาะกลุ่มและเล่นร่วมกับทั้งวง” อาจารย์ช้างต้น กล่าว

นักเรียนจากโรงเรียนสอนคนตาบอด Bangkok School for Blind เข้าร่วมจำนวน 5 คน ได้แก่ น้อย มีเมตตา ก้องกิดากร ขำรัก ปุณยวีร์ หวังผล และพสิษฐ์ วงกำภู เป็นเด็กนักเรียนชั้นประถม 4 ถึงชั้นประถม 5 ที่เรียนดนตรีอยู่แล้ว เด็กๆ จะได้ทั้งเรียนรู้และฝึกทักษะการเล่นแซ็กโซโฟนจนมีความรู้ความสามารถในระดับหนึ่ง และนักเรียนทั้ง 5 คน ได้เข้าร่วมแสดงคอนเสิร์ตไปเมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิตด้วย

เข้าถึงดนตรีแจ๊ซ ผ่าน “แซ็กโซโฟน”

การเล่นแซ็กโซโฟนในเด็กตาบอด เครื่องดนตรีชนิดนี้จะเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กตาบอดได้อย่างไร อาจารย์ช้างต้น กล่าวว่า แซ็กโซโฟนเป็นเครื่องดนตรีมีเสียงเดียว ผู้เล่นจึงไม่จำเป็นต้องเห็นคอร์สของเครื่องดนตรี ถ้าได้ฟังโน้ตทั้งหมดแล้ว เพียงใช้หูฟังแล้วก็เล่น จึงเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับเด็กๆ ตาบอดที่จะจับเสียงได้เร็ว

“เด็กไทยที่ตาดีอ่านโน้ตแล้วเล่นอย่างเดียว แต่จริงๆ ดนตรีควรเรียนรู้ด้วยการฟัง ซึ่งคนตาบอดเขามองไม่เห็น แต่เขาจะใช้ประสาทสัมผัสคือการฟังของเขาอย่างเต็มที่ เขาจึงโฟกัสในการฟังมาก หูเขาจึงดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เราควรใช้ความรู้สึกนั้นมาเรียนดนตรีด้วย ดังนั้นการเล่นดนตรีไม่จำเป็นต้องมองเห็น แค่ฟังแล้วก็เล่นออกมาแบบที่ฟังให้ดี เพราะดนตรีคือการฟังว่าเล่นออกมาแล้วดนตรีเสียงดีหรือยัง” อาจารย์ช้างต้น กล่าว

ด้านอาจารย์ยงสิทธิ์ อาจารย์ผู้สอนเด็กตาบอดเล่นดนตรี กล่าวว่า ขั้นตอนการสอนเด็กตาดีกับเด็กตาบอด ถ้าเป็นเด็กที่มองเห็นเขาจะใช้โน้ตดนตรีเป็นหลัก แต่แรกๆ เขาจะสอนให้เด็กรู้จักเครื่องดนตรีก่อน ด้วยการให้เด็กตาบอดลองจับเครื่องดนตรี ซึ่งการมองเห็นของเด็กตาปกติ เด็กๆ สามารถต่อโน้ต และประกอบเครื่องเล่นได้เลย

“ขั้นตอนการถ่ายทอดบทเพลง ถ้าเด็กมองเห็นปกติจะสอนโน้ตให้อ่านโน้ตก่อน นิ้วกับโน้ตมาพร้อมๆ กัน ส่วนเสียงเด็กตาดีได้ยินเสียงพร้อมเห็นโน้ต แต่เด็กตาบอดอ่านโน้ตไม่ได้ ตอนผมเรียนดนตรีใหม่ๆ อาจารย์ของผมจะใข้วิธีเป่าให้ผมฟังก่อน สอนว่านิ้วนี้กดออกมาแบบนี้เสียงจะออกมาอย่างไร ผมจะฟังอาจารย์เป่าก่อน แล้วผมก็เป่าตามขั้นตอนการเรียนการสอนจึงแตกต่างกันระหว่างเด็กตาดีกับเด็กตาบอด” อาจารย์ยงสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ดนตรีแจ๊ซใช้การฟังและอินเนอร์ข้างในเป็นสิ่งสำคัญ เด็กตาบอดหูจะดีมาก เทียบกับเด็กปกติในการเริ่มต้นที่เท่ากัน เด็กตาดีบางครั้งอาจเรียนรู้ได้ช้าหน่อยหากเขาไม่มีเซนส์ด้านดนตรีที่ดี แต่เด็กตาดีจะไปได้เร็วเพราะเขาสามารถอ่านโน้ตได้เอง แต่เด็กตาบอดจะเรียนรู้ได้เร็วจากการฟัง

“เด็กตาดีจะได้เปรียบเรื่องการอ่านโน้ต เช่น โน้ตบิกแบรนด์เห็นโน้ตปุ๊บเด็กตาดีอ่านได้เลย แต่เด็กตาบอดคุณครูต้องนำโน้ตมาเป่าให้เด็กๆ ฟังก่อน น้องๆ ก็ต้องจำ แล้วซ้อมเล่น ฝึกฝนจนชำนาญ ซึ่งจะเรียนรู้และจดจำได้ช้าในขั้นตอนนี้ แต่ตัวช่วยที่ทำให้เขาเล่นได้คือการที่ได้รับโอกาสที่ดี และได้รับบทเพลงที่เหมาะกับตัวเขา หูที่ดีที่เร็วของเด็กตาบอดจะเป็นตัวช่วยสำหรับเด็กที่มองไม่เห็นอย่างมากในการเรียนดนตรี ตอนนี้แซ็กโซโฟนได้พัฒนาให้สามารถเล่นกับเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ได้ แม้แต่เล่นกับดนตรีร็อกก็เล่นได้ การที่เด็กๆ ได้มาเรียนแซ็กโซโฟนเหมือนเขาได้รับดอกไม้เกิดขึ้นในดวงใจ คือความสนุกที่ได้เล่นดนตรี การได้รู้จักศิลปินระดับโลก เพื่อนๆ ศิลปินวัยเดียวกันถือเป็นคุณค่าด้านดนตรีที่คนกลุ่มนี้ได้รับยาก และดนตรีเป็นภาษาสากลที่เข้าถึงใจคนได้ทั่วโลก เด็กๆ จะได้ความคิดบวก ได้รู้จักแซ็กโซโฟน สามารถนำความรู้ด้านแซ็กโซนไปประกอบอาชีพในอนาคตได้ด้วย” อาจารย์ยงสิทธิ์ บอก

ด้านเด็กนักเรียนตาบอด บีม-พสิทธิ์ วงค์กำภู วัย 15 ปี กล่าวว่า เขาเล่นเปียโนตั้งแต่เรียนชั้นประถม 1 ถึงปัจจุบันเรียนชั้นประถม 5 พอได้เรียนแซ็กโซโฟนแจ๊ซ เขารู้สึกว่าสนุกและเป็นเสียงที่มีเสน่ห์มีความไพเราะมาก อีกทั้งยังได้เรียนรู้สเกลการเล่นที่น่าทึ่ง

“แรกๆ เรียนแซ็กโซโฟนรู้สึกว่าเล่นยาก พอผ่านไป 2 เดือนแล้วรู้สึกว่าเล่นง่ายขึ้น ระหว่างเปียโนกับแซ็กโซโฟนก็เล่นง่ายทั้งคู่ ต่อไปผมจะไม่ทิ้งแซ็กโซโฟนและจะเล่นควบคู่กันไประหว่างเครื่องดนตรี 2 ชนิดนี้” พสิทธิ์ กล่าว

ศักยภาพ เด็กตาบอดไทย ไม่แพ้ใคร

ดร.จีน บุคคลสำคัญของโครงการนี้กล่าวถึงประสบการณ์สนับสนุนให้เด็กตาบอดเล่นดนตรีแจ๊ซทั้งในประเทศเนปาลและประเทศจีนประสบความสำเร็จมาก และคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ศักยภาพเด็กไทยเป็นอย่างไรในสายตาของนักดนตรีมืออาชีพอย่างเขา ดร.จีน กล่าวว่า เด็กเหล่านี้เรียนแซ็กโซโฟนเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น แต่ทำผลงานได้เกินความคาดหมาย

“ผมคิดว่าการเล่นและเสียงแซ็กโซโฟนจะเข้าไปช่วยเรื่องความมั่นใจ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีมเวิร์ก เหมือนเปิดโลกใหม่ให้พวกเขา ผมต้องขอบคุณ 3 คน ได้แก่ Jamey Aebersold ที่ทำเรื่องการศึกษาดนตรีแจ๊ซที่อเมริกา ทำสื่อสอนดนตรีแจ๊ซเยอะมาก ช่วยเป็นสปอนเซอร์ทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น จิมมี่ ลี นักแซ็กโซโฟนที่มาร่วมสอนในครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีบริษัท ธีระมิวสิค ที่บริจาคแซ็กโซโฟนให้เด็กได้ใช้ และมหาวิทยาลัยรังสิต จริงๆ แล้วทั้งที่เนปาลและจีน การให้โอกาสเด็กตาบอดได้เรียนแซ็กโซโฟนประสบความสำเร็จมากเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะปัจจุบันรัฐบาลจีนได้เปิดโรงเรียนสอนดนตรีแจ๊ซให้คนตาบอดโดยเฉพาะ ตอนนี้ไม่ใช่เล่นดนตรีอย่างเดียวแล้ว ยังมีนักร้อง เพราะมีคนสนับสนุนเขา ถือเป็นโปรเจกต์ที่ดี”

ดร.จีน กล่าวอีกว่า เด็กตาบอดไทยมีเซนส์การฟังที่ดี แซ็กโซโฟนเปรียบเหมือนเสียงร้องมากที่สุด มีเสียงที่หนักเบา ทุ้มแหลม และในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ทรงแซ็กโซโฟน ดังนั้นแซ็กโซโฟนจึงใกล้ชิดกับคนไทยมาก อีกทั้งแซ็กโซโฟนเป็นเสียงที่มีความอบอุ่น เสียงนี้น่าจะเข้าไปถึงจิตใจของเด็กๆ ได้ง่ายกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่น

ดนตรีจะช่วยพัฒนาเรื่องจิตใจของเด็กๆ และพัฒนาเรื่องบุคลิก เขาจะเป็นคนที่อ่อนโยนขึ้น และเข้าใจอารมณ์ความรู้สึก คนที่ไม่ได้เล่นดนตรีจะไม่รู้สึกถึงอารมณ์ความอ่อนโยน อีกทั้งเด็กๆ หากอยากเป็นนักดนตรีที่เก่งจะต้องรู้จักการแบ่งเวลาในการฝึกซ้อม การซ้อมจะทำให้นักดนตรีเก่ง ดังนั้นจึงต้องมีระเบียบวินัยในตัวเองเป็นอย่างมาก จึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพนักดนตรีได้

Leave a comment