ต้องระวัง ไวรัสโรตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/547411

  • วันที่ 10 เม.ย. 2561 เวลา 16:11 น.

ต้องระวัง ไวรัสโรตา

เรื่อง บีเซลบับ / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

อากาศเย็นลงเพราะฝนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ต้นฤดูร้อนปีนี้มีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นลง โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารที่เกิดจากไวรัสโรตา ซึ่งมีอาการติดเชื้อที่รุนแรงโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ก็มักระบาดในช่วงอากาศหนาวเย็นนี่แหละ!

ดร.นพพร อภิวัฒนากุล ภาควิชากุมารเวชศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าให้ฟังว่า ไวรัสโรตาเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว อาการมักรุนแรงในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ขวบ เด็กกลุ่มนี้ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

สำหรับการติดต่อและระยะฟักตัว ติดต่อโดยการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าไป การติดต่อมักเกิดโดยการสัมผัสอุจจาระ หรือพื้นผิวที่มีเชื้อนี้แล้วไม่ล้างมือให้สะอาด แล้วไปหยิบจับอาหารเข้าปาก หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนโดยไม่ปรุงให้สุกก่อน ระยะฟักตัว 48 ชั่วโมง การติดเชื้อนี้พบได้ทั้งปี แต่พบบ่อยในช่วงฤดูหนาว

ไวรัสโรตาจะไปทำลายเยื่อบุลำไส้ ทำให้การดูดซึมอาหารจำพวกน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตลดลง เมื่อมีอาหารเหล่านี้เหลือในโพรงลำไส้มากขึ้น จะทำให้ดึงน้ำเข้ามาในโพรงลำไส้ จึงทำให้มีอาการถ่ายเหลวปริมาณมาก ลักษณะอุจจาระจะเป็นน้ำมาก ไม่ค่อยพบมูกหรือเลือดปนออกมา อาการอื่นนอกจากถ่ายเหลวคือ ไข้ อาเจียน อาจมีไอ น้ำมูกร่วมด้วยได้ อาการมักหายภายใน 3-4 วัน บางคนอาจยาวนานถึงสัปดาห์หรือนานกว่านั้น

ในเด็กเล็กถ้ามีการสูญเสียน้ำมากและดื่มน้ำตามไม่ทัน จะทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลง เกิดภาวะความดันเลือดต่ำ และภาวะช็อกตามมา นอกจากนี้อาจทำให้เสียสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย เกิดภาวะเลือดเป็นกรด ในเด็กเล็กอาจมีอาการชักร่วมด้วยได้ ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่มักมีอาการน้อยกว่า เพราะเคยติดเชื้อมาก่อนแล้ว ทำให้มีภูมิต้านทานอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามคนกลุ่มนี้อาจมีอาการรุนแรงได้ในบางกรณีเช่นเป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ที่ไม่ได้พบบ่อย ทำให้ไม่ค่อยมีภูมิคุ้มกัน จึงเกิดโรคที่รุนแรง

ดร.นพพร เล่าว่า ในปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสโรตา การรักษาจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองโดยการให้สารน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป ในเด็กที่มีอาการไม่มากสามารถรักษาที่บ้านได้โดยให้ดื่มนำ้เกลือแร่ (โออาร์เอส) ทดแทนน้ำที่ถ่ายออกมากับอุจจาระ ถ้ามีอาการมากแพทย์จะพิจารณารับไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำทางหลอดเลือด

ป้องกันไว้ก่อนดีที่สุด ล้างมือและฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสอุจจาระเด็ก หรือหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็ก และก่อนหยิบจับรับประทานอาหาร รับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำที่สะอาด ในปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสโรตา ซึ่งสามารถเริ่มให้ได้ในเด็กอายุ 2 เดือนถึงก่อน 4 เดือน

อย่างไรก็ตาม วัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสโรตายังเป็นวัคซีนทางเลือกอยู่ สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนชนิดนี้ กรณีติดเชื้อไวรัสโรตาแล้ว ยังอาจเป็นซ้ำได้ เพราะไวรัสโรตามีหลายสายพันธุ์ การให้เด็กทารกดื่มนมมารดา ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเด็กได้

อนึ่ง ในช่วงที่เด็กถ่ายเหลวไม่ควรงดอาหาร โดยช่วงแรกที่มีการขาดน้ำให้น้ำเกลือแร่ทดแทนไปก่อน ภายใน 4 ชั่วโมงหลังจากนั้นเร่ิมรับประทานอาหารอาหารตามปกติ แนะนำให้รับประทานทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ การดื่มน้ำเกลือแร่ก็ควรให้ค่อยๆ ดื่ม เช่น ตักป้อน ถ้าเด็กเคยรับประทานอาหารเสริมแล้ว ก็ให้รับประทานอาหารเสริมได้ เช่น ข้าวต้ม เนื้อต้มให้เละ ผัก ผลไม้ที่ไม่หวานมาก ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันและหวานจัด ในเด็กที่ยังดื่มนมมารดาสามารถให้นมมารดาต่อได้ตามปกติ

ดร.นพพร กล่าวส่งท้ายว่า ไวรัสโรตาทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้ ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว พบบ่อยในเด็กเล็ก ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาจทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ได้ การป้องกันที่ดีคือการดูแลเรื่องสุขอนามัยในการรับประทานอาหาร ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ และในเด็กเล็กควรให้ดื่มนมมารดา

Leave a comment