ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/548711
- วันที่ 22 เม.ย. 2561 เวลา 09:29 น.

โดย กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : ไพรัช วราสินธุ์
หนุ่มเมืองจันทบุรี วัย 34 ปี พูดถึงความหมายของชีวิตและคุณค่าของลมหายใจเหมือนคนที่ผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ รัช-ไพรัช วราสินธุ์ เรียนรู้จากการ “วิ่ง” บนเส้นทางที่เขาแทบไม่รู้จัก แต่มันกลับทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น
ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ที่เขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองชัดขึ้นกว่าเดิม โดยหากย้อนกลับไปยังก้าวแรกที่เริ่มต้น เขาเปิดเผยว่า มันเป็นก้าวที่ง่ายที่สุด เพราะเขาเริ่มวิ่งโดยไม่คิดว่าจะวิ่งไปเพื่ออะไร “เพราะผมยิ่งวิ่งก็ยิ่งรู้สึกดี ยิ่งรู้สึกว่าผมสามารถลืมเรื่องอกหักได้จริงๆ”
ใครจะไปรู้ว่าจากการวิ่งเพื่อบรรเทาอาการทางใจ มันจะติดตัวเขาตลอดไปเช่นนี้ รัช เล่าต่อว่า เมื่อได้กลับมาวิ่งอีกครั้งทำให้เขาได้ลงสนามแข่งขันมาราธอนอีกครา หลังจากร้างราไปตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ประเดิมสนามแรกกับกรุงเทพ มาราธอน โดยเขาใช้เวลาไปราว 5 ชั่วโมงครึ่ง “แต่ผมรู้สึกว่าสามารถทำได้ดีกว่านั้น” รัช กล่าว เขาจึงลงแข่งมาราธอนสนามต่อๆ ไป จน 7 เดือนผ่านไป จึงตัดสินใจลงแข่งอัลตร้าเทรล
“ถ้าพูดตามตรงคือเร็ว หรือสำหรับคนปกติมันเร็วเกินไปด้วยซ้ำในการลงแข่งระยะอัลตร้า” ที่สำคัญคือเขาข้ามขั้นมาวิ่งอัลตร้าเทรลโดยไม่ได้ถูกฝึกอย่างนักกีฬา
ถามฟินิชเชอร์เลือดไทยว่า การใช้ร่างกายหนักเพื่อการวิ่งอัลตร้าเทรลทำให้ร่างกายเสียหรือไม่ “เสีย” เขาตอบทันควัน แต่อธิบายต่อว่า คนที่ออกกำลังกายประเภทอัลตร้าต้องออกกำลังกายทุกวันหรือเกือบทุกวันอยู่แล้ว (หยุดไม่เกิน 2 วัน/สัปดาห์) ประกอบกับถ้าวางแผนชีวิตดีก็จะพักผ่อนอย่างเพียงพอ ซึ่งหากใน 1 ปีลงแข่งรายการที่ใช้ร่างกายแบบเกินขีดจำกัด 1 รายการ นั่นหมายความ 360 วัน จะเป็นวันที่มีสุขภาพแข็งแรง จะมีเพียง 5 วันเท่านั้นที่จะเสียสุขภาพ และคงมีสุขภาพดีกว่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยตลอดปี
“บ้านผมอยู่จันทบุรีไม่มีภูเขาให้ซ้อม” เขาไม่นับเขาคิชฌกูฏที่เปิดให้ขึ้นปีละครั้ง ซึ่งอัดแน่นไปด้วยผู้คน “ผมเลยต้องวิ่งบนลู่ที่ถูกดัดแปลงให้ฝึกการวิ่งขึ้นลงเขา ร่วมกับเวตเทรนนิ่ง ซึ่งสิ่งที่ยากที่สุดคือการอดทนกับความเบื่อนี้ให้ได้ เพราะคนที่ได้ไปซ้อมบนภูเขาจริง เขาจะได้รีแลกซ์ ได้เห็นธรรมชาติไปในตัว แต่สำหรับผมต้องอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมครึ่งค่อนวันติดต่อกันเกือบทุกวัน ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในวันที่ผมลงแข่งจริง เพราะสำหรับผม ทุกวันมันน่าเบื่อหน่าย แต่พอถึงวันแข่ง ทุกอย่างมันตรงข้ามหมดเลย ดังนั้นภาพที่คนเห็นว่าทำไมผมถึงยิ้มได้มีความสุขขนาดนั้น ก็เพราะว่าผมมีความสุขจริงๆ วันแข่งขันคือวันที่ผมได้ออกไปเจอเพื่อนๆ ได้ออกไปอยู่กลางธรรมชาติ มันเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด”
ถามเจ้าของเสียงแห่งความสุขที่ปลายสายว่าสามารถเรียกเขาว่านักวิ่งมืออาชีพได้หรือไม่ เขารีบตอบ “ไม่ได้” เพราะเขาเป็นแค่คนรักการวิ่ง ที่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากทำเป็นอาชีพแค่นั้นเอง
“ตอนนี้การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม มันจะมีวันหนึ่งแน่นอน ซึ่งอาจจะอีกไม่นานก็ได้ ที่ผมจะแข่งน้อยลง และสิ่งที่ผมอยากทำต่อไปคือ ผมอยากถ่ายทอดในสิ่งที่ผมรู้ให้เพื่อนผม ให้แฟนผม ให้ครอบครัวผม เพราะตั้งแต่ผมวิ่ง ผมไม่ได้แข็งแรงคนเดียว แต่คนรอบตัวของผมก็แข็งแรงไปด้วย”
ถ้าบทสนทนานี้เป็นเหมือนการแข่งขัน บรรทัดนี้ก็มีเส้นชัยรออยู่ข้างหน้าพร้อมดนตรีประกอบเป็นเสียงหัวใจที่เต้นดังฟังชัด อย่างกับคำที่รัชพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำเสมอว่า การวิ่งทำให้เขารู้ตัวว่ายังมีชีวิตและยังหายใจ
“มนุษย์ทุกคนหายใจเป็นธรรมชาติ คนทุกคนต้องหายใจเข้าออกตามกลไกของร่างกาย แต่เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าเรากำลังหายใจอยู่ ถ้าเราไม่ออกกำลังกายหรือใช้ร่างกายอย่างเต็มที่ ซึ่งการวิ่งสามารถวิ่งได้จนวันตาย และผมก็จะวิ่งไปจนถึงวันนั้นแน่นอน” รัชกล่าวทิ้งท้าย และสุดท้ายบทสนทนานี้อาจทำให้ใครบางคนกลับไปถามหัวใจตัวเองว่ารักอะไร และเริ่มต้นทำมันหรือยัง



