ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ สุขยั่งยืนจากการสร้างบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/556916

  • วันที่ 07 ก.ค. 2561 เวลา 13:43 น.

ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ สุขยั่งยืนจากการสร้างบ้าน

เรื่อง : โชคชัย สีนิลแท้

จากความเชื่อเรื่องความสุขที่เริ่มต้นจากความสุขของบุคลากรที่เป็นแรงงานก่อสร้าง จะทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาขึ้นมานั้นมีคุณภาพ เป็นแนวคิดสำคัญของบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ นำโดย ดร.ทวีรัก กลิ่นสุคนธ์ ผู้อำนวยการสายงานส่งเสริมพัฒนามาตรฐานงาน งานชุมชน และการบริการลูกบ้าน ได้สร้างศูนย์การเรียนรู้ในสถานที่ก่อสร้าง เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะบุตรหลานแรงงาน เพื่อให้เขาเหล่านั้นทำงานอย่างมีความสุขที่ยั่งยืนตั้งแต่การสร้าง ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลถึงการสร้างงานที่มีประสิทธิภาพ

ในอดีตภาพที่เห็นชินตาในไซต์งานก่อสร้าง คือเด็กเล็กมาอยู่ในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งเป็นสิ่งไม่เหมาะสม กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทีมผู้บริหารอารียา พรอพเพอร์ตี้ หยิบมาพิจารณาว่าจะดูแลพวกเขาอย่างไรดี ให้ได้อยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย จึงได้เกิดโครงการศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานที่ก่อสร้าง (Child Friendly Space) ที่ถูกริเริ่มในปี 2558

นำร่องในโครงการก่อสร้างที่หทัยราษฎร์ จากการจัดมาตรฐานคุณภาพชีวิตแรงงานให้มีการดูแลพนักงานอย่างครบวงจร ลดความกังวลต่อบุตรหลานโดยให้เด็กอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุในพื้นที่ก่อสร้าง อีกทั้งยังได้รับการเรียนการสอนที่เป็นประโยชน์ ซึ่งบริษัทได้ดำเนินกระบวนการบนพื้นฐานความคิดที่ว่า เมื่อแรงงานมีสุขภาพกายดีสุขภาพจิตดี ไม่มีความกังวล จะมีความพร้อมและรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้ดีมากขึ้น หลีกเลี่ยงปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพเพื่อยกระดับมาตรฐานที่ยั่งยืน

“การที่จะให้เขาเหล่านั้นเห็นความสำคัญเป็นเรื่องยาก จุดที่จะต้องเปลี่ยนความคิดเขาเหล่านั้น คือการไม่ให้เด็กเล็กมาอยู่ในไซต์ก่อสร้างนั้นเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง จากในช่วงแรกจะเป็นแรงงานจากพม่าและกัมพูชาเยอะ แต่ปัจจุบันจะเป็นแรงงานกัมพูชา จึงต้องมีการใช้ล่าม ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องใช้ล่ามแล้ว เพราะเด็กๆ สามารถคุยภาษาไทยได้

ผ่านจุดความยากในการสื่อสารมาแล้วระดับหนึ่ง ปัญหาที่พบต่อมาคือเด็กไม่มีใบเกิดไม่รู้ว่าเป็นลูกของใคร ต้องนำเด็กมาทำหลักฐานกันใหม่เพื่อให้เขามีตัวตน มีพ่อแม่รับรองถูกต้อง มีการจัดทำทะเบียนประวัติเด็ก กิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะตามวัย การเรียนรู้การอ่านและเขียนเบื้องต้น”

ในช่วงแรกของการจัดตั้งโครงการศูนย์การเรียนรู้ ดร.ทวีรัก บอกว่าได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) เข้ามาช่วย

“เลี้ยงเด็กต้องทำแบบไหน และอาสาสมัครที่จะเข้ามาดูแลเด็กๆ จะมีทักษะแบบไหน การจัดการเป็นอย่างไร อะไรที่จะต้องดูแลจากจุดเริ่มต้นที่ทำโครงการดังกล่าวได้เพียงบางวัน มาในปี 2559 ได้เรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น จนมาหาพันธมิตรเพิ่มเติมคือมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน เข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์ โดยมีครูประจำศูนย์ทุกวัน มีการจัดตารางเวร ตารางการสอนภายในศูนย์ ในปี 2559 ก็เริ่มใน 6 พื้นที่งานก่อสร้างหลักของอารียา ได้แก่ หทัยราษฎร์ ไทรน้อย บางนา บางบัวทอง รังสิตคลอง 4 และรังสิตคลอง 5”

สิ่งสำคัญที่ทำให้บริษัทต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง ดร.ทวีรัก ชี้ว่าเพราะปัจจัยสำคัญมาจากบริษัทประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน หรือแรงงานต้องมีการย้ายไซต์งาน ต้องย้ายไปทำงานกับที่อื่น จึงทำให้บริษัทต้องเข้ามาดูแลแรงงานทั้งเด็กเล็กรวมไปถึงพ่อแม่เด็กด้วย

“จะทำอย่างไรเพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีการพัฒนาแคมป์ที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้น มีพื้นที่สันทนาการมีพื้นที่เล่นกีฬา ไปจนถึงดูแลการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้น และเมื่อแรงงานและครอบครัวเขาเหล่านั้นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น บริษัทนั้นไม่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้เกิดการสร้างบ้านและคอนโดมิเนียมได้อย่างต่อเนื่อง

แรงงานอยู่กับเรานาน เมื่อเขาสุขกายและสุขใจ เขาก็มีความพร้อมที่จะออกไปทำงาน สิ่งที่เกิดขึ้นวัดได้ชัดเจน คือบ้านมีคุณภาพดีขึ้น สามารถลดปัญหาในเรื่องของงานที่ทำซ้ำ งานผิดพลาดลดลง”

ทั้งนี้ ดร.ทวีรัก ขยายความให้เห็นภาพว่า ภายในศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในสถานที่ก่อสร้าง ได้จัดให้มีครูผู้สอนประจำศูนย์ ดำเนินการตามแผนการเรียนการสอนที่มีมาตรฐาน มีครูจิตอาสาที่สับเปลี่ยนมาให้ความรู้พื้นฐาน และเสริมทักษะต่างๆ ตามช่วงอายุวัย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.30 น. โดยมุ่งหวังให้เด็กมีความรู้ความสามารถเพื่อสร้างโอกาสเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาตามระบบต่อไป เพื่อพัฒนาสุขภาวะเด็กในด้านต่างๆ การรู้จักใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น การได้รู้จักเพื่อนใหม่ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคม

นอกจากนี้ เป็นการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านทักษะชีวิต รวมถึงวิชาความรู้ขั้นพื้นฐาน อาทิ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ศิลปะ และการปลูกฝังความคิดที่ดี เพื่อให้ได้เรียนรู้และซึมซับด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการดูแลสุขภาพร่างกายให้สะอาดและแข็งแรง

“ที่ผ่านมา 6 พื้นที่โครงการมีจำนวนเด็กที่ได้รับโอกาสทั้งสิ้น 194 คน ซึ่งภายในระยะเวลากว่า 2 ปี สามารถนำเด็กๆ เข้าสู่การศึกษาตามระบบปกติได้จำนวน 24 คน แบ่งออกเป็นเด็กสัญชาติไทย 3 คน และเด็กสัญชาติกัมพูชา 21 คน ซึ่งในอนาคตบริษัทคาดหวังว่าเด็กจะมีทักษะทางด้านวิชาการควบคู่ไปกับทักษะการใช้ชีวิตที่มากยิ่งขึ้น

ทางเรามุ่งส่งเสริมให้เด็กทุกคนสามารถเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาของภาครัฐได้อย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็การศึกษาภาคบังคับ ซึ่งผลการเรียนในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ เหล่านี้มีความตั้งใจที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเองด้วย สามารถเรียนร่วมกับเด็กไทยได้ดี และบางรายมีผลการเรียนดีเมื่อเปรียบเทียบกับเด็กไทย”

ดร.ทวีรัก กล่าวว่า นอกจากบริษัทมีการนำเด็กมาสอนในศูนย์การเรียนรู้แล้ว บางส่วนจะมีการนำเด็กไปเรียนต่อในโรงเรียนรัฐ ซึ่งทางโรงเรียนรัฐให้การศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะมีการให้ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนฟรีเหมือนกับนักเรียนไทย แต่ทางบริษัทจะต้องจ่ายค่าเช่ารถไปรับไปส่ง

“ทางพ่อแม่ของเด็กร่วมสนับสนุนด้วยส่วนหนึ่ง เช่น อาหารกลางวัน ขณะเดียวกันบริษัทยังเปิดกว้างให้กับเด็กโครงการอื่นที่เป็นแรงงานก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการมาเรียน สามารถเข้ามาร่วมเรียนภายในศูนย์ได้ แต่ยังเน้นกลุ่มแรงงานของบริษัทและของบริษัทผู้รับเหมาเป็นหลัก

เรามีแนวคิดสำคัญที่ว่าถ้าหากเด็กอยู่ได้พ่อแม่เขาก็อยู่ได้ และยิ่งทำให้เขามีความรู้จะเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขอนามัยของเด็ก มีการวัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนัก การให้วัคซีน ก็ได้ร่วมเป็นเครือข่ายกระทรวงสาธารณสุขเพื่อระวังโรคระบาดร้ายแรง

มีการปรับปรุงสภาพของแคมป์ก่อสร้าง มีการดูประวัติของเด็กในการเข้าประเทศ ขณะเดียวกันจะมีการทำทะเบียนประวัติคนงานของเราทั้งหมดให้อยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีการจ่ายเงินเดือนโดยการเข้าระบบบัญชีทั้งหมด สามารถกดเงินเดือนผ่านตู้เอทีเอ็ม และให้เขาสามารถเดินทางไปในพื้นที่ที่แรงงานสามารถเดินทางออกไปได้”

จากการให้ความสำคัญกับเด็กและครอบครัว แม้ว่าจะมีการมาให้ค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่า 5-10 บาทในอดีต แรงงานเหล่านั้นก็จะรีบย้ายไซต์ก่อสร้างตามไปแล้ว แต่ปัจจุบันไม่ใช่กับการเสนอให้ค่าตัวเพียงเล็กน้อย ซึ่งในอนาคต ดร.ทวีรัก มองไกลว่าบริษัทตั้งใจไว้ว่าจะต้องขยายศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวไปในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างขนาดใหญ่ทุกทำเลเพื่อรองรับกับบุตรหลานแรงงาน เนื่องจากเป็นการสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน มีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญงานก่อสร้างออกมาดีกว่าในอดีต และไม่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

Leave a comment