ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/travel/561971
- วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

โดย /ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
หลายคนคงสงสัยว่า เมื่อเราไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงหน้าร้อน มันจะร้อนขนาดไหน เราจะทนไหวไหม เพราะบ้านเมืองเราก็ร้อนได้ใจเมื่อถึงเดือน เม.ย. แต่สำหรับญี่ปุ่นในเดือน ส.ค. เช่นนี้ เราจะเจอกับสภาพอากาศร้อนแห้ง เหมือนตัวเราเดินผ่านคอมเพรสเซอร์แอร์ที่กำลังพ่นลมร้อนตลอดเวลา
แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ความสนุกที่กำลังจะมาถึงก็ช่วยคลายความร้อนให้เอง
เมื่อเครื่องบินนกสกู๊ตแตะรันเวย์ที่สนามบินนาริตะ อันดับแรกที่เราไปเยือนไม่ใช่ที่ไหนไกล นั่นคือ วัดเซนโซจิ วัดชื่อดังที่ตั้งอยู่ในย่านอาซากุสะ แต่ด้วยเป็นเวลาเที่ยงและคอนเซ็ปต์กองทัพต้องเดิน ด้วยท้อง เราจึงแวะฝากท้องมื้อแรกที่ร้านอิมาฮัน ฮอนเท็น ร้านชาบูชื่อดังย่านวัดเซนโซจิที่มีให้เลือกทั้งเนื้อและหมู
จากนั้นไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงหน้าประตูวัด จุดที่มีโคมไฟสีแดงขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์ เดินผ่านร้านค้าที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งที่มีไม่ต่ำกว่า 90 ร้าน และด้วยความที่วัดมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทำให้การเดินในวัดนั้นไม่อึดอัดอย่างที่คิด แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวล้นหลาม เช่นเดียวกับคนญี่ปุ่นที่ใส่ชุดกิโมโนมาเที่ยวที่วัดเช่นกัน
เช้าวันต่อมาเราออกจากเมืองไปเกาะเอโนะชิมะ เกาะเล็กๆ ในจังหวัดคานางาวะ โดยใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงบนรถบัส ก่อนถึงตัวเกาะเอโนะชิมะจะได้เพลิดเพลินไปกับชายหาดที่ทอดตัวยาว สมกับเป็นเกาะที่ขึ้นชื่อในเรื่องการมาพักผ่อนในช่วงหน้าร้อนของชาวญี่ปุ่น เมื่อกวาดสายตาไปที่ชายหาด กิจกรรมกลางแจ้งของเกาะแห่งนี้คือ การนอนอาบแดด เล่นเซิร์ฟ โดยเฉพาะการพายเรือถือเป็นกิจกรรมยอดฮิต
หลังจากเพลิดเพลินกับกิจกรรมริมชายหาดแล้ว เราได้ยืดเส้นยืดสายต่อด้วยการเดินเท้าขึ้นเนินเขา เพื่อขึ้นไปสักการะศาลเจ้าเอโนะชิมะ บูชาเทพธิดาสามองค์ และยังเป็นจุดชมวิวชายหาดมองเห็นท่าจอดเรือใบขนาดใหญ่อีกด้วย
จากนั้นช่วงบ่าย เราได้ไปล่องเรือกลางทะเลสาบอาชิ ในเมืองฮาโกเน ซึ่งอยู่ในจังหวัดคานางาวะเช่นเดียวกัน มันเป็นหนึ่งไฮไลต์ในการชมยอดภูเขาไฟฟูจิ ที่มีฉากหน้าเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ และมีฉากหลังเป็นภูเขาไฟฟูจิที่งดงาม ทว่าวันที่เราไปเยือนฟ้าไม่เป็นใจ ฟูจิยังคงมีความเขินอายทำให้เราพลาดไฮไลต์อันงดงาม
หลังจากลงเรือได้สลับมาขึ้นกระเช้าลอยฟ้า เพื่อไปชมหุบเขาโอวาคุดานิ หรือหุบเขานรก ใช้เวลานั่งไม่ถึง 20 นาที โดยด้านบนนั้นจะสัมผัสได้ถึงอากาศที่เย็นขึ้นเล็กน้อย ต้อนรับด้วยกลิ่นกำมะถันบางๆ ที่จมูกเรารับรู้ได้ ก่อนจะเห็นกลุ่มควันที่พวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพราะหุบเขาแห่งนั้นเป็นผลมาจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน เมื่อกว่า 3,000 ปีที่แล้ว และยังคงเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับอยู่ถึงปัจจุบัน
นักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของหุบเขานรกจะต้องมาลิ้มรสไข่ดำ ด้วยความเชื่อว่า ใครที่ได้กินไข่ดำ 1 ลูกจะมีอายุยืนขึ้น 7 ปี ทำให้ร้านขายไข่ดำขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เช้าวันต่อมาเราย้ายเมืองอีกครั้งสู่เมืองชิซุโอกะ เริ่มต้นด้วยการเดินชมสะพานแขวนมิชิมะ สะพานแขวนแห่งใหม่ที่ยาวที่สุดในญี่ปุ่น มีความยาว 400 เมตร และสร้างอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 70 เมตร และเป็นอีกหนึ่งในการชมภูเขาไฟฟูจิ ทำให้นักท่องเที่ยวรวมทั้งคนญี่ปุ่นนิยมมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ใครมาถึงแล้วไม่เดินข้ามไปอีกฝั่งถือว่าพลาดมาก เพราะตลอดสองข้างทางที่เดินทอดไป สายตาสามารถรับรู้ความสวยงามได้ 360 องศา และไม่มีเพียงวิวที่สวยงามเท่านั้น อีกฝั่งยังมีคาเฟ่เรือนกระจกที่มีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด ไปจนถึงเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติในป่าคิโคะโระ
ส่วนวิวภูเขาไฟฟูจิที่คาดหวังว่าจะได้เห็นก็ค่อยๆ มืดลง เพราะเมฆก้อนใหญ่ที่ลอยมาบดบังยอดเขาฟูจิที่อยู่ด้านหลัง ทำให้สิ่งที่คิดไว้กับสิ่งที่เห็นไม่เป็นไปตามคาด และเป็นอีกวันที่เจ้าฟูจิขี้อาย
ต่อด้วยการนั่งกระเช้าขึ้นไปศาลเจ้าคุโนะซันโทโชงู เป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้น 400 ปีที่แล้ว เพื่อเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณอิเอะยะซุโทะกุงะวะ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนศาลเจ้าแห่งนี้จะได้พบกับสถาปัตยกรรมและการแกะสลักที่สะท้อนเอกลักษณ์การก่อสร้างอาคารช่วงต้นสมัยเอะโดะ มีความวิจิตรตระการตาด้วยการลงรักปิดทอง เพื่อให้คงสภาพความงดงามด้วยดั้งเดิมไว้ โดยจะมีการทาสีใหม่ทุกๆ 50 ปี ปัจจุบันนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นนิยมมาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้เพื่อขอพรให้มีสุขภาพดี อายุยืนยาว และโชคดีตลอดปี
สิ่งที่พลาดไม่ได้และถือเป็นไฮไลต์ของเมืองชิซุโอกะ คือ ไร่ชา เพราะชาเขียวจากเมืองนี้กว่าร้อยละ 45 ถูกส่งไปขายทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละไร่ชานั้นจะปลูกชาหลากหลายชนิด อย่างไร่ชานิฮอนไดระ นับเป็นแหล่งปลูกชาเขียวอันเลื่องชื่อของจังหวัด และก่อนจะจบวันเรายังไม่ย่อท้อต่อการชมภูเขาไฟฟูจิอีกหน ด้วยการเดินทางไปยังชายหาดมิโฮ จุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิจากชายหาดที่ทอดตัวยาวถึง 3 กม. โดยต้องเดินทอดน่องผ่านต้นสน บางต้นมีอายุมากกว่า 650 ปี
ก่อนจะหลุดจากโลกสนมาเจอกับชายหาดที่ทอดยาวกับหาดทรายสีดำ หนุ่มสาวนั่งพักผ่อนมองคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง บางคนเล่นน้ำ หรือแม้กระทั่งนั่งตกปลาริมหาด ส่วนยอดเขาที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นยังคงหลบซ่อนอยู่ใต้กลีบเมฆอีกครั้ง เรียกได้ว่าผิดหวังจนจุดสุดท้าย
แม้การเดินทางจะจบลงแบบไม่บรรลุเป้าหมาย เพราะทุกจุดที่ไปเพื่อชมภูเขาไฟฟูจิกลับไม่เห็นพระเอกตามที่คาด แต่องค์ประกอบอื่นๆ ของธรรมชาติก็ทำให้ไม่ผิดหวัง
ส่วนลมร้อนของเดือน ส.ค. ก็ถือเป็นอีกหนึ่งอรรถรสในญี่ปุ่น ประเทศที่คนคุ้นกับอากาศหนาวและหิมะสีขาวโพลน ซึ่งเป็นอีกรสชาติที่อยากให้มาสัมผัสให้รู้ว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องอากาศเย็นเสมอไป ตราบใดที่เพื่อนร่วมทริปคือสิ่งสำคัญในการมอบความสุขครั้งนี้



