สืบสานตำนานผ้าไหมเมืองอุบลฯ ศูนย์ศิลปาชีพ‘บ้านสมพรรัตน์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/560469

  • วันที่ 11 ส.ค. 2561 เวลา 09:36 น.

สืบสานตำนานผ้าไหมเมืองอุบลฯ ศูนย์ศิลปาชีพ‘บ้านสมพรรัตน์’

โดย อนัญญา มูลเพ็ญ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศในปัจจุบันนั้น ประกอบไปด้วยโครงการน้อยใหญ่ที่แตกต่างกันไปตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้พระราชประสงค์ดุจเดียวกันคือ การสร้างงานสร้างอาชีพ แก้ไขปัญหาความยากจน ให้กับประชาชนโดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

แม้เมื่อเปรียบเทียบสภาพสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยในอดีต ก่อนที่จะเกิดโครงการในพระราชดำริโดยเฉพาะโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กับปัจจุบันแล้ว นับว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก กล่าวคือ ปัจจุบันในพื้นที่ห่างไกลเมืองหลวงคนไทยจำนวนมากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่แร้นแค้นเหมือนในอดีต

ทั้งหมดปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากการพัฒนาภายใต้แผนงานต่างๆ ของภาครัฐเองแล้ว โครงการในพระราชดำริคือโครงการนำองค์ความรู้รวมถึงหน่วยงานต่างๆ เข้าไปพัฒนาพื้นที่ห่างไกล จนประชาชนลืมตาอ้าปากได้ มีช่องทางทำมาหากินพร้อมกับได้รักษาภูมิปัญหาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษ สมดังพระราชปณิธานคือให้ประชาชนยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง และขณะนี้หลายพื้นที่กำลังสืบสานพระราชดำริในการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

โครงการส่งเสริมศูนย์ศิลปาชีพบ้านสมพรรัตน์ ต.หนองสะโน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งได้รับการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวพระราชดำริจนชุมชนมีความเข้มแข็ง ผลิตภัณฑ์ของชุมชนคือ “ผ้าไหมบ้านสมพรรัตน์” ได้รับรางวัลมากมาย โดยเฉพาะรางวัล “ตรานกยูงพระราชทาน” ซึ่งเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมมีชื่อเสียงระดับประเทศ และขณะนี้ชาวบ้านสมพรรัตน์กำลังมีโครงการต่อยอดจากความเข้มแข็งใต้แนวคิด “สานต่องานแม่ให้พอเพียง”

มลชัย จันทโรธรณ์ นายอำเภอ อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวบ้านสมพรรัตน์กำลังพัฒนาหมู่บ้านไปสู่การเป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว โดยอาศัยพื้นฐานที่ที่ผ่านมาสามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องผ้าไหมให้ประชาชนทั้งใน อ.บุณฑริก อำเภออื่นๆ รวมถึงประชาชนจากนอกพื้นที่ จ.อุบลราชธานี โดยชาวบ้านมีการฝึกฝนอบรมเพิ่มเติมเพียงส่วนของการพูดให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงเยาวชนก็ฝึกฝนเรื่องภาษาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และโครงการนี้ก็ได้รับการเปิดตัวเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมานี้

พรทิพย์ สุมโสภา พัฒนาการอำเภอ อ.บุณฑริก กล่าวเพิ่มเติมถึงโครงการต่อยอดโครงการส่งเสริมศิลปาชีพไปสู่การท่องเที่ยวว่า สินค้าที่ชาวบ้านสมพรรัตน์จะนำเสนอต่อนักท่องเที่ยวคือองค์ความรู้เรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ตั้งแต่ต้นกระบวนการ ทั้งการเลี้ยงไหม การสาวไหม การฟอกย้อม การมัดหมี่ นำเส้นไหมที่ผ่านการฟอกย้อมมากรอ กระทั่งนำเส้นไหมมาต่อใส่ฟืม ขึ้นกี่ เตรียมการทอ ทอผ้าไหมจนได้ผ้าที่สวยงามออกมา

องค์ความรู้ทั้งหมดคือภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ได้รับสืบต่อมาจากบรรพบุรุษแต่โบราณ ส่วนภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือในส่วนการจัดรูปแบบการถ่ายทอดให้เป็นระบบ และช่วยเหลือด้านการโปรโมทให้โครงการเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ประโยชน์ที่จะเกิดจากการพัฒนาให้หมู่บ้านเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดึงให้นักท่องเที่ยวเข้ามาหาชาวบ้าน คือเดิมแม้สินค้าของเขาจะมีชื่อเสียง แต่ก็ต้องเดินทางออกไปขายข้างนอก มีค่าใช้จ่ายเรื่องที่พัก การเดินทาง แต่ถ้าเขาอยู่กับที่มีคนเข้ามาหา เขาก็มีเวลาทำไรทำนาด้วยและอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ผลที่ได้คือชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น”

นอกจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเรียนรู้กระบวนการทำผ้าไหมอย่างครบวงจร สิ่งที่ชาวบ้านสมพรรัตน์เตรียมไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวยังมีการละเล่น การแสดงฟ้อนรำของชาวอีสาน มีโฮมสเตย์ให้พัก พร้อมอาหารอีสานแบบต้นตำรับ รวมถึงการบอกเล่าเรื่องราวพื้นถิ่นของชาวบ้านสมพรรัตน์ และเรื่องราวอื่นๆ เกี่ยวกับผ้าไหมที่อยู่คู่กับคนอีสานมาช้านาน

ดัด บุญเติม อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านสมพรรัตน์ ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากว่า พ่อดัด บอกว่า ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านและการได้รับการส่งเสริมและพัฒนาภายใต้แนวพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ จนเกิดความเข้มแข็ง จะเป็นส่วนหนึ่งที่มีการถ่ายทอดให้นักท่องเที่ยวฟัง

ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านโดยย่อ ชาวบ้านสมพรรัตน์ส่วนใหญ่อพยพมาจาก อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากประสบปัญหาแหล่งที่อยู่เดิมนั้นมีน้ำท่วม

“วิถีชีวิตเดิมผูกพันกับการทำนาและการทอผ้า เมื่อย้ายมา จ.อุบลราชธานี จึงดำรงชีวิตและประกอบอาชีพดั้งเดิม ซึ่งรวมถึงการทอผ้าไหม แรกเริ่มของการอพยพมาที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบันมีชื่อเดิมว่า บ้านโคกเอ่น แต่พอปี 2511 มีพระธุดงค์ที่เดินทางผ่านหมู่บ้านมาเห็นว่าชื่อเดิมนั้นไม่ไพเราะ จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านให้ใหม่ว่า “บ้านสมพรรัตน์” จึงได้ใช้ชื่อนี้แต่นั้นมา”

ส่วนภูมิปัญญาการทอผ้าไหมนั้น เขาบอกว่าชาวบ้านทุกครัวเรือนได้รับสืบทอดมาแต่บรรพบุรุษแล้ว หากแต่เดิมนั้นทอไว้ใช้ในครัวเรือน แต่การทอผ้าไหมได้เป็นช่องทางทำรายได้และเป็นชื่อเสียงของหมู่บ้าน

“หลังจากสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมศิลปาชีพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ กระทั่งปัจจุบันบางครัวเรือนยึดการทอผ้าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ครัวเรือน โดยการได้รับสนับสนุนจากโครงการศูนย์ศิลปาชีพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เริ่มขึ้นเมื่อปี 2537 พระองค์ท่านได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ณ โรงเรียนบ้านขอนแป้น ต.คอแลน อ.บุณฑริก จ.อุบลราชธานี ชาวบ้านสมพรรัตน์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จักสานที่เป็นภูมิปัญญา ท้องถิ่น ซึ่งครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่พระองค์ท่านได้รับชาวบ้านสมพรรัตน์เข้าเป็นสมาชิกของโครงการส่งเสริมศิลปาชีพฯ เริ่มต้นที่ 52 ราย พร้อมพระราชทานเงินส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแก่กลุ่มราษฎรเพื่อดำเนินการภายใต้โครงการส่งเสริมศิลปาชีพ

จากนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรใน จ.อุบลราชธานีหลายครั้งและแต่ละครั้ง ราษฎรทั้งใน อ.บุณฑริก และอำเภออื่นๆ เช่น อ.น้ำยืน อ.นาจะหลวย อ.เดชอุดม อ.สำโรง ได้รับพระราชทานอนุญาตเพิ่มจำนวนสมาชิกโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ จนปัจจุบันเป็นสมาชิกทั้งสิ้น 522 ราย และมีหน่วยงานรับผิดชอบโครงการคือ กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 6 (ร.6 พัน 1)”

อดีตผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ตั้งแต่ปี 2560 รัฐบาลได้มีงบประมาณพัฒนาหมู่บ้านลงมาล่าสุดปี 2561 คือ โครงการหมู่บ้านละ 2 แสนบาท บ้านสมพรรัตน์นำมาตั้งเป็นธนาคารผ้าไหม คือใช้เงินกองทุนรับซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าไหมจากคนในหมู่บ้านและเครือข่ายเพื่อให้เครือข่ายมีเงินไปหมุนทันที และกองทุนเป็นตัวกลางในการนำผ้าในช่องทางต่างๆ ทั้งการออกร้านและคนกลางมารับผ้าไหมไปขายต่อผ่านช่องทางต่างๆ

ทางด้าน ดาวเรือง ยอดสิมมา ประธานกลุ่มศิลปาชีพสมพรรัตน์และเครือข่าย ซึ่งชาวบ้านยกย่องเรียก แม่ดาวเรือง เล่าให้เห็นว่า ชีวิตของชาวบ้านสมพรรัตน์ รวมถึงชาวไทยอีสานอีกจำนวนมากมีความผูกพันกับการทอผ้าไหมมาแต่อดีต สำหรับบ้านสมพรรัตน์และเครือข่ายยังคงรักษาการทอผ้าแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสมกับการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ รับองค์ความรู้ใหม่ๆ จากหน่วยงานต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุน

ส่วนของงานสร้างสรรค์ลายบนผืนผ้าไหมนั้นก็เป็นไปตามจินตนาการของผู้ทอ แต่ที่เป็นลายพื้นฐาน ประธานกลุ่มศิลปาชีพสมพรรัตน์และเครือข่าย บอกว่าอย่างเช่น ลายดอกมะขาม ดอกข่า ลายน้ำไหล

“แต่ที่ถือว่าเป็นลายที่ในประวัติพบเฉพาะที่อุบลราชธานีเท่านั้นคือลาย ‘ทิวมุกจกดาว’ ซึ่งเป็นลายพระภูษา (ผ้าที่เป็นเครื่องแต่งกายของเจ้านายชั้นสูง) ของ “อัญญานาง” หรือเจ้านายสตรีชั้นสูงเมืองอุบลราชธานีในสมัยก่อน เป็นลายที่ซับซ้อนผู้ทอต้องใช้สมาธิสูง ในหมู่บ้านสมพรรัตน์เองก็มีคนที่สามารถทอผ้าลายนี้ได้เพียง 2-3 คนเท่านั้น ทำให้ต่อเผือนแล้วผ้าไหมลายนี้จะมีราคาแพงต่อผืนอยู่ที่ 1.5-2 หมื่นบาท

ผ้าไหมลายทิวมุกจกดาวถือเป็นลายชั้นสูง สมัยก่อนมีแต่เจ้านายเมืองอุบลฯ ที่ใช้ผ้าลายนี้ ซึ่งก่อนที่เราจะนำลายผ้ามาทอจะต้องไปบูชาขอจากต้นฉบับที่ปัจจุบันเหลือเก็บอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี”

สำหรับผู้สนใจจะเดินทางไปเยือนบ้านสมพรรัตน์ หากเดินทางออกจากตัวเมืองอุบลราชธานีให้มุ่งหน้าไป อ.เดชอุดม ระยะทางประมาณ 50 กม. จากนั้นใช้เส้นทางใช้เส้นทางเดชอุดม-บุณฑริก ประมาณ 28 กม. ถึงบ้านจงเจริญ เลี้ยวขวา มาตามเส้นทางลาดยาง ถึงบ้านสมพรรัตน์ประมาณ 18 กม. 

Leave a comment