เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/562072

  • วันที่ 26 ส.ค. 2561 เวลา 09:13 น.

เฉลิมภพ มีนอก ตกตึก 6 ชั้น แต่ยังรอด?!

โดย ภาดนุ

เฉลิมภพ มีนอก หรือ โปร (วัย 35 ปี) ช่างภาพฟรีแลนซ์แนวไลฟ์สไตล์-ท่องเที่ยวสำหรับเว็บไซต์ และขายสินค้าออนไลน์ ผ่านประสบการณ์อันตรายที่ความเป็นความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นก็คือการตกจากคอนโด 6 ชั้นแต่ยังรอด!!!

โอ้ว! แค่คิดก็เสียวสันหลังวาบแล้ว ลองไปฟังโปรเล่าย้อนถึงความโชคดี (ที่รอดชีวิตมาได้) ในเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นกับเขาดีกว่า

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ต้องบอกว่าผมอาศัยอยู่กับแฟนในคอนโดซึ่งเป็นตึกสูง แต่ห้องที่เราอยู่นั้นคือชั้น 6 ด้วยความที่ห้องของคอนโดที่เราอยู่นั้นพื้นที่ไม่ได้กว้างมากนัก ดังนั้นเตียงที่วางในห้องนอนจึงต้องตั้งชิดกับผนัง แล้วผนังห้องนอนก็จะมีกระจกที่เปิดได้อยู่ใกล้ๆ

จำได้ว่าวันนั้นผมเพิ่งกลับจากซื้อของที่ตลาด แล้วแฟนออกไปทำงาน บังเอิญผมเห็นว่าฝุ่นมันติดอยู่ที่ขอบกระจกเยอะมาก ก็เลยอยากจะเช็ดทำความสะอาดกระจกบานนั้นซะหน่อย ทีนี้ตอนเช็ดกระจกผมก็จำเป็นต้องยืนบนเตียงเพราะพื้นที่มันแคบ จึงทำให้ความสูงของผมอยู่เหนือกระจกบานนั้น แล้วผมก็เปิดหน้าต่างเช็ดขอบกระจกไปตามปกติ ไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็เกิดอาการวูบไป ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองลงมานอนหงายอยู่บนพื้นชั้นลอยซึ่งเป็นหลังคาของห้องคอนโดชั้น 1 แล้ว คือเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมาก แค่ 1-2 วินาทีเท่านั้น โชคดีว่าพื้นที่ผมตกลงไปนอนหงายอยู่นั้นมันไม่ใช่ปูน แต่เป็นพื้นดินที่ปลูกหญ้าซึ่งเป็นสวนหย่อมเล็กๆ ที่คอนโดทำไว้เป็นวิวสำหรับพักผ่อนสายตา แถมก่อนหน้านั้นฝนมันตกด้วย ก็เลยทำให้ดินยังอ่อนตัวอยู่ ตอนนั้นแม้รู้ตัวว่าตัวเองนอนหงายอยู่บนพื้นหญ้า แต่ร่างกายก็รู้สึกชาไปหมด ไม่รู้สึกเจ็บนะ แต่ขยับไม่ได้ พูดไม่ออกเลย เมื่อกรอกตามองไปรอบๆ ผมก็เห็น รปภ.วิ่งเข้ามาถามว่าเป็นยังไงบ้าง จากนั้นเขาก็วิ่งไปโทรศัพท์เรียกรถพยาบาล เมื่อรถพยาบาลมาถึงก็มีคนนำเปลมาหาม พร้อมทั้งบล็อกคอผมไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อน”

โปรเล่าว่า ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็ชวนเขาคุย แล้วถามว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ตกลงมาได้ยังไง คือตอนอยู่ในรถพยาบาลนั้นเขายังมีสติครบถ้วน เพียงแต่ร่างกายไม่สามารถขยับได้เท่านั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ชวนคุยเพื่อเช็กดูว่า เขามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนดีมั้ย เขาจึงตอบไปว่าน่าจะเกิดจากอาการวูบแล้วพลัดตกลงมาจากชั้น 6 ของคอนโดซะมากกว่า

“เมื่อไปถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวถนนนวมินทร์ แพทย์ก็รีบพาผมเข้าห้องไอซียู จากนั้นก็นำตัวไปเข้าเครื่องสแกนทั้งตัวแบบลอดอุโมงค์ เพื่อดูว่ามีกระดูกภายในร่างกายตรงไหนที่หักบ้าง ปรากฏว่าส่วนใหญ่ไม่พบว่ามีกระดูกหัก แต่ขาข้างขวาที่ตกลงมากระแทกนั้นมีอาการบวมอยู่มาก แต่เมื่อมาสแกนตรงกระดูกสันหลังแบบละเอียด ก็พบว่ากระดูกสันหลังข้อที่สองซึ่งอยู่ถัดขึ้นมาจากสะโพกนั้นมีกระดูกแตกอยู่ หมอจึงให้ผมเข้าไปอยู่ในห้องไอซียูเพื่อพักฟื้นและดูอาการก่อน

หมอได้อธิบายกับผมว่า ถ้าอยากจะหายเร็วๆ ก็อาจจะต้องทำการผ่าตัดแล้วเสริมเหล็กเข้าไปตรงข้อต่อ แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี ก็อาจจะต้องยอมเจ็บตัวเพื่อผ่าเอาเหล็กที่ด้ามไว้ออกมาเปลี่ยนอีก หรืออีกกรณีก็คือไม่ต้องผ่า แต่อาจจะต้องค่อยๆ ให้กระดูกเชื่อมและฟื้นฟูตัวมันเองโดยธรรมชาติ ซึ่งอาจจะต้องใช้ความอดทนและใช้เวลาดูแลตัวเองนานอยู่สักหน่อย ตอนนั้นผมอยู่โรงพยาบาลแค่ 4 วัน ระหว่างนั้นหมอก็ให้ยาบ้างตามปกติ

แต่ที่เซอร์ไพรส์ ก็คือ หมอได้แจ้งเพิ่มเติมว่า ผมมีอาการของคนเป็นโรคความดันสูงและเป็นเบาหวานร่วมด้วย เพราะจากผลการตรวจร่างกายและการตรวจเลือดแล้ว หมอสันนิษฐานว่า ตอนที่ผมเช็ดกระจกอยู่ผมอาจจะเกิดอาการวูบหรือหน้ามืดจากโรคความดันสูงและพลัดตกลงมาจากชั้น 6 นั่นเอง เมื่อย้อนคิดกลับไป ก่อนหน้านั้นผมใช้ชีวิตแบบไม่ระวัง กินน้ำอัดลมเยอะมากทุกวัน ส่วนโรคเบาหวานก็มีส่วนมาจากกรรมพันธุ์ เนื่องจากก่อนหน้านั้นร่างกายผมก็แข็งแรงเป็นปกติดี ไม่เคยเจ็บป่วยหนักๆ และไม่เคยเป็นลมหรือหน้ามืดมาก่อนเลย”

โปรบอกว่า ช่วงที่อยู่โรงพยาบาลหมอต้องฉีดยาคุมเบาหวานและให้ยารักษาความดันสูง เมื่ออาการดีขึ้น เขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับมารักษาตัวที่บ้านได้ แต่ด้วยความที่ยังไม่สามารถเดินได้ปกติ เขาจึงต้องพึ่งไม้เท้าค้ำยันเป็นเพื่อนคู่ซี้ประจำกาย

“ช่วงนั้นแม้จะใช้ไม้เท้าพยุงกายลุกขึ้นก็รู้สึกเจ็บที่หลังและเท้าซึ่งปวดระบม และลามไปปวดทั้งตัวเลย โชคดีว่ากระดูกที่ขาไม่ได้หัก แรกๆ ผมแทบลุกจากเตียงด้วยตัวเองเพื่อทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำยังทำไม่ได้เลย ก็ได้แฟนที่คอยช่วยเหลือดูแล แต่ถ้าปวดฉี่ก็จะใช้คอมฟอร์ต 100 โดยไม่ต้องลุกไปเข้าห้องน้ำได้ พูดง่ายๆ ว่าผมนอนติดเตียงอยู่เป็นเดือนๆ เลยล่ะ ลุกนั่งแบบคนปกติยังไม่ได้ ทำได้แค่พลิกตัว แต่ผมก็อดทนให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยารักษาตัวเองไปเรื่อยๆ

จนเวลาผ่านไป 6 เดือน ผมก็เริ่มลุกเดินไปเข้าห้องน้ำได้ อาบน้ำเองได้ แต่ยังไงก็ยังต้องใช้ไม้เท้าอยู่ตลอด พอตกกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเวลานอนน้ำหนักจะกดทับไปที่กระดูกสันหลังเลยทำให้รู้สึกปวด จึงต้องพลิกตัวอยู่ตลอดเวลา อีกอย่างพอเปิดแอร์เย็นๆ นะ นอนไม่ได้เลย เพราะจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังและขาทั้งสองข้างมาก ต้องใช้การเปิดพัดลมแทน กระทั่งผ่านไป 1 ปี ผมก็เริ่มเลิกใช้ไม้เท้าล่ะ โดยจะพยายามพยุงตัวเดินเองแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ขยับไปเรื่อยๆ เดินช้าๆ ก้าวสั้นๆ ตอนนั้นในใจนึกไว้อย่างเดียวว่า ต้องกลับไปเดินได้เหมือนปกติ

บอกตรงๆ ว่าช่วงนั้นผมก็คิดมากเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกท้อแท้ เพราะรู้ว่าอาการของตัวเองค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกที่เกิดอุบัติเหตุ ในระหว่างที่ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวนั้นผมก็ยังไปพบหมอตามนัดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งหมอก็อธิบายว่า ถ้าอาการค่อยๆ ดีขึ้นแบบนี้ ก็ไม่แนะนำให้ผ่าดามเหล็กที่กระดูกสันหลัง เพราะถ้าผ่าแล้วเมื่อครบ 10 ปี ก็ต้องมาเอาเหล็กออก แล้วอาจจะต้องผ่าดามเหล็กใหม่อีกรอบก็ได้ หมอจึงแนะนำว่า ถ้ายังทนไหวก็ให้ร่างกายค่อยๆ เยียวยาตัวเองจนหายดีโดยธรรมชาติจะดีกว่า”

โปรบอกอีกว่า หลังจากนั้นเขาก็ต้องใส่เข็มขัดแบบสายรัดเพื่อช่วยพยุงหลังอยู่อีกพักใหญ่ๆ เลยล่ะ จึงทำให้สามารถเดินและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ร่างกายค่อยๆ แข็งแรงขึ้น เขาจึงไม่คิดถึงการผ่าตัดดามกระดูกอีกต่อไป

“ที่ผ่านมา นอกจากได้กำลังใจจากแฟนและญาติพี่น้องแล้ว ผมยังสร้างกำลังใจให้ตัวเองด้วยว่า เราป่วยหรือเจ็บได้ เราก็ต้องหายได้ ช่วงที่ขยับไม่ได้ผมเคยเปิดยูทูบเพื่อจะหาคลิปของคนที่อาการเป็นแบบผม แล้วบังเอิญได้เห็นคลิปของคนหลายคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วมีอาการใกล้เคียงกับผม บางคนขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ไปคว่ำจนขาบิดผิดรูป ต้องตัดขาทิ้ง กระดูกสะโพกแตกหมดเลย เมื่อเขารักษาตัวเองหาย เขาก็มาใส่ขาเทียมแล้วยังกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เลย เมื่อเห็นตัวอย่างคนที่อาการหนักกว่าเรายังหายได้ เลยทำให้ผมฮึดสู้และมีกำลังใจมากขึ้น

ผมใช้เวลาค่อยๆ เยียวยาตัวเอง และพยายามดำเนินชีวิตให้เป็นปกติ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปีเต็ม กระนั้นก็ยังเดินได้ไม่เหมือนเดิมอยู่ดี เพราะร่างกายยังไม่ค่อยมีแรง เนื่องจากน้ำหนักตัวลดลงไปถึง 10 กก. กล้ามเนื้อที่เคยมีก็ลีบลงไปด้วย ทำให้ยังเดินเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรงอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นผมจึงต้องรีบหันมาฟื้นฟูร่างกายโดยกินอาหารให้มากขึ้น แต่อาการนอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทก็ยังคงอยู่กับผมจนถึงทุกวันนี้”

โปรทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้แม้อาการจะดีขึ้นมาก แต่ถ้าเดินมากๆ หรือยกของหนักๆ ก็อาจจะรู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังทุกครั้ง ฉะนั้นทุกวันนี้เขาจึงไม่สามารถทำงานที่ต้องยกของหนักๆ ได้เลย

“ผมคิดว่าคนที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ ถ้าได้กำลังใจที่ดีจากคนรอบข้างก็จะทำให้เขาสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ผมเองก็ได้กำลังใจที่ดีจากครอบครัวมาตลอด โดยเฉพาะแฟนที่ทดลองพาผมไปเที่ยวมาเก๊า เพราะอยากให้ผมได้เดินให้ไกลๆ มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเพราะเธอไม่อยากให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนป่วย เธอจึงพาผมไปเดินเที่ยวให้รู้สึกเพลินๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็พัก เรียกว่าพาไปเปิดหูเปิดตาและหัดเดินไกลๆ นั่นเอง เป็นผลให้พอกลับจากมาเก๊าผมก็เริ่มเดินได้ไกลมากขึ้น แถมยังสามารถกลับมาทำงานเป็นช่างภาพฟรีแลนซ์ตามปกติได้ แล้วต่อมาผมยังหันมาเล่นโยคะเพิ่มช่วยในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลัง และเน้นการว่ายน้ำเพื่อช่วยให้ร่างกายได้บริหารกล้ามเนื้อโดยไม่บาดเจ็บอีกด้วย

สำหรับคนที่ป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจนทำให้ไม่สามารถเดินได้ในระยะแรก ผมอยากให้แง่คิดว่า บางเหตุการณ์ในชีวิตนั้น เราไม่สามารถที่จะห้ามไม่ให้มันเกิดขึ้นได้ แต่หากมันเกิดขึ้นแล้วก็อยากให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อย่าเพิ่งท้อแท้และหมดกำลังใจไปซะก่อน ต้องสู้ครับ ให้คิดไว้เสมอว่ายังมีคนอื่นที่เจอเหตุการณ์หนักๆ กว่าเราอีกมากมายหลายคน ซึ่งพวกเขายังสามารถสร้างกำลังใจและกลับมาใช้ชีวิตต่อได้เลย ให้คิดแค่ว่าทุกวันเราจะต้องดีขึ้น เพราะถ้าเชื่อแบบนั้นแล้ว เราก็จะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่แย่ๆ ในชีวิตไปได้”

Leave a comment