Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/561992

  • วันที่ 25 ส.ค. 2561 เวลา 13:33 น.

Pay attention to our feet (4) : Pada Bandha ตำแหน่งองศาของเท้าหลังขณะฝึกชุดท่านักรบมีกี่แบบ? และให้ผลที่ต่างกันยังไง?

โดย ภัชภิชา แก้วสุวรรณสุข (ครูเจี๊ยบ) ผู้ก่อตั้ง Japayatri Yoga Style โยคะสุตรา สตูดิโอ http://www.YogaSutraThai.com

ชุดท่านักรบ มักจะเป็นท่าที่ยอดฮิตของการฝึกโยคะในยุคปัจจุบัน เพราะเป็นท่าที่ต้องใช้ฝึกเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นนักรบ 1 นักรบ 2 และนักรบ 3 การฝึกให้ถูกต้องจะทำให้เราปลอดภัยจากการฝึก แต่จากที่ครูสังเกตในการสอนโยคะอาสนะในคลาส ก็ยังมีผู้ฝึกทั้งเก่าและใหม่ยังทำท่าได้ไม่ถูกต้องทั้งหมด (บางคนก็สักแต่ทำ) บางคนทำไม่ถูกต้องเพราะขาดความเข้าใจการจัดระเบียบของท่า แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้ฝึกทำไม่ถูก เพราะครูผู้สอนไม่ทำการแนะนำให้ถูกต้อง

เนื่องจากท่านักรบเป็นท่าที่ทำซ้ำๆ หลายรอบ หลายครั้ง และในเมื่อเป็นท่าที่มักต้องทำประจำ หากเรายังคงทำแบบผิดๆ อยู่ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม การสะสมการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ ของกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อมากเกินไป อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเพราะการไม่เฝ้าระวังของผู้ฝึกเอง

นอกจากนี้ การฝึกที่จัดระเบียบร่างกายไม่ถูกต้อง จะส่งผลให้เมื่อเข้าท่าอาสนะแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไร หรือรู้สึกไม่ถูกจุด ทำให้ไม่รู้สึกปวดเมื่อย เพราะเข้าไม่ถึงกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อที่ต้องการให้ใช้งานในท่านี้อีกด้วย

ชุดท่าตระกูลนักรบนั้น มีรายละเอียดมาก ในการเก็บรายละเอียดถ้าต้องเขียนจริงๆ เขียน 5 หน้าก็ยังไม่จบ แต่วันนี้ครูจะพูดเฉพาะในส่วนขององศาเท้า โดยเฉพาะของเท้าหลังเท่านั้น

โปรดทราบว่าหากฝึกท่านักรบผิด มีโอกาสให้ฝึกท่าอื่นๆ ผิดได้ตามมาอีกหลายท่า เพราะตำแหน่งเท้าของท่านักรบสามารถใช้เชื่อมท่าเพื่อไปฝึกท่าอื่นๆ ต่อในการฝึกที่เคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง ในส่วนที่มักจะผิดกันหลักๆ มักจะเป็นความกว้างหรือระยะทางจากขาหน้าไปขาหลัง ที่บางครั้งยาวไป บางครั้งก็สั้นไป

ต่อมาคือตำแหน่งของความกว้างระหว่างขาขวาและขาซ้ายที่อาจจะแคบจนเกินไป หรือกว้างจนเกินไป และตำแหน่งการหมุนองศาของเท้าหลัง

ระยะทางจากขาหน้าไปขาหลังของนักรบ 1 และนักรบ 2 นั้นต่างกันรวมทั้งตำแหน่งองศา การหมุนเท้าของเท้าหลังก็ต่างกันด้วย สำหรับนักรบ 1 นั้นช่วงความกว้างของขาหน้ากับขาหลังจะสั้นกว่านักรบ 2 ประมาณครึ่งถึงหนึ่งฝ่าเท้า (แตกต่างกันในแต่ละคนตามสัดส่วนของร่างกาย)

ในภาพที่ 1 จะเห็นว่าภาพฝั่งซ้ายและฝั่งขวา มีช่วงความกว้างระหว่างขาทั้งสองข้างที่ต่างกัน หากเราจัดให้พอดีไม่แคบไปและไม่กว้างไป จะมีที่ว่างให้กระดูกเชิงกรานในการหมุนฝ่าเท้าเข้าด้านใน ทำให้ไม่รู้สึกขัดที่ข้อต่อสะโพก และไม่สร้างปัญหาให้กระดูกสันหลังส่วนล่างในอนาคต

ในส่วนของการหมุนเท้าหลังสำหรับนักรบ 1 ครูจะให้หมุนเข้ามาประมาณ 30 องศา เพื่อให้เกิดงานเข้าขาหลังมากขึ้น แล้วไม่รู้สึกขัดข้อต่อไม่ว่าจะเป็นข้อเท้า ข้อสะโพก (สำหรับครูแล้วองศานี้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ) มากกว่าแบบดั้งเดิม คือตามตำราจะให้หมุนประมาณ 45-60 องศา อันที่จริงประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในมุมกว้างว่า จริงๆ แล้วควรจะเท่าไรดี

บางคนจะเชื่อมท่าต่อให้ง่ายให้สะดวกก็มักจะหมุนที่ 45 องศา เพื่อต่อไปยังท่าอาสนะอื่นๆ แต่สำหรับครู เมื่อสมัยก่อนก็เคยฝึกและสอนตามตำราและโรงเรียนมาตลอดคือ 45 องศา แต่ต่อมาสังเกตจากความรู้สึกของตัวเอง รวมทั้งตามหลักธรรมชาติของข้อต่อ จึงเปลี่ยนมาใช้ที่ 30 องศา มานานหลายปี ซึ่งเป็นไปตามหลักของจะปายาตรีโยคะ (Japayatriyoga Method) ดังนั้นผู้ฝึกก็เลือกเอาว่าแบบไหนเหมาะกับการฝึกของตัวเอง สังเกตจากธรรมชาติของร่างกาย (ต้องอาศัยประสบการณ์และความละเอียดอ่อนอย่างมาก)

ที่สำคัญ ขณะฝึกอย่าแอ่นหลังในท่านี้เพราะจะทำให้ปวดหลัง ซึ่งในส่วนของรายละเอียดอื่นๆ ครูจะไม่กล่าวถึงในครั้งนี้

และเนื่องจากในเวอร์ชั่นของครู ที่เท้าหลังหมุนที่ 30 องศา จึงสามารถเชื่อมท่าต่อได้ จากนักรบ 1 ไม่ว่าจะเป็น ท่าพีระมิด หรือท่าสามเหลี่ยมมุมกลับ

ต่อมาตำแหน่งเท้าและองศาของนักรบ 2

ตำแหน่งเท้าหลังของนักรบ 2 นั้นจะหมุนออกที่ 90 องศา ที่มักจะทำผิดกันคือความกว้างของขาหน้ากับขาหลัง เพราะตำแหน่งของหัวเข่าของขาหน้า ต้องอยู่ตรงกับข้อเท้า ไม่ล้ำไปด้านหน้า เพราะจะทำให้บาดเจ็บหัวเข่า ดังนั้นหากหัวเข่าล้ำมากไปแปลว่า ขาแคบไป ต้องแยกขาให้กว้างขึ้นและหากหัวเข่าอยู่หลังข้อเท้าแปลว่าขากว้างไปต้องหุบขาเข้ามา

ในรายละเอียดของท่านักรบ 2 นั้น ก็มีรายละเอียดที่เยอะเช่นกัน ทั้งในเรื่องของสะโพกเรื่องของเข่า ซึ่งในครั้งนี้ครูจะขอพูดถึงแค่เรื่องของเท้าเท่านั้น ทั้งนักรบ 1 และนักรบ 2 พลังต้องเริ่มจากฝ่าเท้าเพราะเป็นฐานของการฝึกอาสนะท่ายืน ฐานต้องแน่นพลังจากเท้าต้องมา Pada Bandha สมดุลระหว่างเท้าทั้งสองต้องมา ทั้งการถ่ายเทน้ำหนัก การยืนโดยไม่ล้ม ซึ่งการแยกขาที่กว้างขึ้น ต้องใช้การทรงตัวและพลังของขามากขึ้น เพื่อให้เกิดความมั่นคงขณะฝึก โดยเฉพาะเมื่อต้องค้างท่า

ดังนั้น หากผู้ฝึกทำท่าตระกูลนักรบได้ดี โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการฝึกท่ายืนท่าอื่นๆ ก็จะตามมาได้อย่างไม่ยากค่ะ

CR. ขอขอบคุณภาพเขียนสีน้ำแนวอาร์ตจากคุณเจน Jane Jiit (Watercolor), IG : janewaterblog (ภาพมีลิขสิทธิ์ห้ามนำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต)

Leave a comment