ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/563044
- วันที่ 03 ก.ย. 2561 เวลา 18:08 น.

เรื่อง กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
เมื่อวิทยาศาสตร์เดินทางมาพบศิลปะและการออกแบบ จุดประกายเป็นผ้าย้อมสีไลเคนแสนหวาน จากการทดลองจนเป็นผลงานสร้างสรรค์ของ นลัท โรจน์วัฒนวงศ์ นักศึกษาภาควิชาศิลปอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ได้ทำโครงการ “ออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคน” ร่วมกับหน่วยวิจัยไลเคน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เธอเล่าว่า หน่วยวิจัยไลเคนได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไลเคนมานานกว่า 25 ปี แต่ยังไม่มีใครเจาะลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับการย้อมผ้าด้วยสีไลเคน เธอจึงหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาศึกษาและต่อยอด
ไลเคน คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเกิดจากการอยู่ร่วมกันของราและสาหร่าย เติบโตอยู่บนเปลือกไม้ พบได้ตั้งแต่พื้นที่หนาวจัดอย่างเขตขั้วโลกไปถึงพื้นที่ร้อนจัดอย่างทะเลทราย โดยนักไลเคนวิทยาประเมินว่าระบบนิเวศบนบกประมาณร้อยละ 8-10 ของโลกถูกป้องคลุมด้วยไลเคนและทั่วโลกมีไลเคนกว่า 1.9 หมื่นชนิด
ปัจจุบันการใช้ประโยชน์จากไลเคนยังมีน้อยเมื่อเทียบกับพืช สัตว์ สาหร่าย รา และแบคทีเรีย เนื่องจากปริมาณของไลเคนที่มีอยู่อย่างจำกัดในธรรมชาติซึ่งไม่เพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นการปลูกไลเคนขึ้นมาใช้เองยังมีความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานานหรือบางครั้งไลเคนที่นำมาปลูกก็ไม่ประสบผลสำเร็จ มนุษย์จึงหันไปใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตอื่นแทน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าไลเคนจะไร้ประโยชน์
ประโยชน์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดและกำลังเป็นที่นิยมตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คือ การใช้ไลเคนเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ มีค่าใช้จ่ายน้อย ใช้ง่าย และสามารถบ่งชี้ถึงระดับความเป็นพิษในชั้นบรรยากาศได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่พบในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เพราะฉะนั้นหลายพื้นที่ทั่วโลกจึงนิยมใช้ไลเคนเป็นตัวตรวจวัดคุณภาพอากาศควบคู่กับการใช้เครื่องมือตรวจวัด
นอกจากนี้ ไลเคนยังมีประโยชน์ในด้านอื่น เช่น ทำเครื่องสำอาง น้ำหอม ยาสมุนไพร กระดาษลิตมัส แชมพู และใช้เป็นสีย้อม เคยพบว่าไลเคนถูกนำไปใช้ย้อมสีคัมภีร์ไบเบิลเมื่อประมาณ 5,000 ปีที่แล้ว ส่วนโครงการของเธอได้นำสีจากไลเคนมาย้อมผ้าไหมสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าโพกศีรษะ และส่าหรี
“ไลเคนที่นำมาใช้เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและแถบเอเชีย (ชื่อชนิด Parmotrema Tinctorum) ตัวของมันจะมีสีเทาๆ เขียวๆ ซึ่งสาเหตุที่เลือกใช้สายพันธุ์นี้เพราะพบมากที่สุดจึงสามารถต่อยอดไปสู่ภาคอุตสาหกรรมได้” นลัท กล่าวต่อ
“เทคนิคที่นำมาใช้คือการย้อมสีธรรมชาติและสกรีนลาย โดยเลือกวิธีย้อมเย็น (ไม่ต้องต้ม) เพราะสามารถควบคุมระดับความเข้มอ่อนของสีได้ด้วยระยะเวลาการย้อม แตกต่างจากการย้อมร้อนที่ถึงแม้ว่าสีจะติดดีกว่าแต่ไม่สามารถควบคุมสีได้ ส่วนวิธีสกรีนลายจะใช้การปาดสีลงบนเนื้อผ้า ทำให้ใช้สีน้อยกว่าจึงช่วยประหยัดต้นทุน”
การย้อมแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ การย้อมเย็นและการย้อมร้อน การย้อมเย็นนิยมย้อมในหม้อดิน โดยการเตรียมน้ำสีใส่ไว้ในหม้อ จากนั้นนำผ้าไปจุ่ม ใช้มือคน บีบ จนกระทั่งได้สีตามต้องการ หรือจะหมักไว้เพื่อให้สีที่เข้มขึ้น ส่วนการย้อมร้อนเป็นการนำผ้าไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสีผสมเกลือ จากนั้นใช้ไม้คนให้ทั่วถึง นำไปซัก และตากแห้ง
สำหรับสีธรรมชาติอื่นๆ ที่คนนิยมใช้คือสีแดงจากตัวครั่ง (ครั่งเป็นสีที่ได้จากสัตว์เช่นเดียวกับไลเคน) ฝาง และเปลือกก่อ สีส้มจากผลสะตี สีเขียวจากเปลือกมะม่วง ใบหูกวาง เปลือกสมอ และสัก สีเหลืองจากขมิ้นชัน สีดำจากผลมะเกลือ สีน้ำตาลจากเปลือกประดู่ และผลหมาก สีเทาจากเหง้ากล้วย สีม่วงเทาจากเปลือกหว้า สีม่วงอ่อนจากผลหว้า และสีน้ำเงินจากต้นคราม
นอกจากนี้ สีย้อมจากไลเคนยังมีข้อดีตรงที่สามารถย้อมซ้ำกี่ครั้งก็ได้ แตกต่างจากสีธรรมชาติชนิดอื่นที่เมื่อย้อมไปแล้วหนึ่งครั้งคุณภาพสีจะลดลง ทำให้ต้องเปลี่ยนน้ำใหม่และสูญเสียทรัพยากร ซึ่งจากการทดลอง พบว่า สีจากไลเคน 1 ลิตร สามารถย้อมผ้าได้มากถึง 20 เมตร
“ความพิเศษของสีไลเคนที่นำมาใช้คือได้มีการปรับเปลี่ยนค่าพีเอช (pH) เพราะค่าพีเอชแต่ละระดับจะให้สีไม่เหมือนกัน” เธอยกตัวอย่าง ไลเคนที่มีค่าพีเอช 2 จะให้สีชมพู พีเอช 4 ให้สีแดง พีเอช 6 ให้สีม่วง พีเอช 8 ให้สีม่วงแดง พีเอช 9 ให้สีม่วงเข้ม พีเอช 10 ให้สีม่วงน้ำเงิน และพีเอช 11 ให้สีน้ำเงิน ซึ่งสีน้ำเงินเป็นสีใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ไลเคนแต่ละสายพันธุ์ที่เติบโตในแต่ละพื้นที่จะให้สีไม่เหมือนกัน โดยเธอเลือกใช้ไลเคนที่พบมากในประเทศไทย เพื่อบ่งบอกสีอันเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่
“สีที่นำมาใช้สกรีนจะอยู่ใช้สีที่มีค่าพีเอชอยู่ที่ 8-11 คือ สีม่วงและสีน้ำเงิน โดยใช้สีม่วงเป็นสีพื้น ส่วนสีน้ำเงินใช้เป็นลวดลาย ซึ่งสีย้อมจากไลเคนจะให้สีที่เข้มคล้ายสีเคมี ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือให้สีติดเนื้อผ้าเพราะแค่จุ่มลงไปแล้วยกขึ้นมาสีก็ติด และผ้าที่ย้อมจากสีไลเคนจะมีความไวต่อความเป็นกรดเป็นด่างสูง ดังนั้นหากแช่ด้วยผงซักฟอกที่มีความเป็นด่าง หรือน้ำยาปรับผ้านุ่มที่มีความเป็นกรดในระยะเวลานานพอ สีของมันก็จะเปลี่ยนไป เช่น ผ้าสีม่วงนำไปแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มจะเปลี่ยนเป็นสีแดง แต่ถ้าเบื่ออยากเปลี่ยนกลับเป็นสีเดิมก็แค่นำไปแช่ในผงซักฟอก เราก็จะได้สนุกไปกับสีบนผืนผ้าด้วยตัวเอง”
นักศึกษาวัย 23 ปียังกล่าวด้วยว่าสีย้อมไลเคนจะติดได้ดีในผ้าใยธรรมชาติที่เป็นเซลล์สัตว์ เช่น ผ้าไหม และขนเฟอร์ เนื่องจากไลเคนเป็นสัตว์จึงเกาะกับเซลล์สัตว์ได้ดีกว่าเส้นใยจากพืช อย่างผ้าลินินหรือผ้าฝ้ายจะย้อมได้สีไม่สวยเท่าและจะสกรีนสีไม่ติด
สำหรับชนิดผ้าที่เธอเลือก คือ ผ้าไหมและผ้าไหมจีน และการออกแบบลวดลายก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปร่างภายนอกของไลเคน ซึ่งบางส่วนเธอได้มองลึกผ่านกล้องจุลทรรศน์และถอดรูปเซลล์ของไลเคนออกมา
เธอเล่าว่า ไลเคนทุกสายพันธุ์จะมีรูปร่างเพียง 4 แบบ คือ ลักษณะคล้ายใบไม้ เป็นดอกคล้ายช่อเข็ม เป็นดอกขนาดเล็ก และเป็นช่อคล้ายเห็ด โดยเธอได้จัดเรียงลวดลายเลียนแบบการเติบโตของไลเคนคือ กระจุกกันเป็นพุ่มและกระจายออกไปทั้งผืนผ้า
“ถามว่าทำไมการย้อมสีด้วยไลเคนถึงไม่ได้รับความนิยมทั้งที่เป็นภูมิปัญญาที่มีมานานแล้ว อาจเป็นเพราะตอนนี้ยังไม่มีการผลิตไลเคนเพื่อย้อมสีผ้าวางจำหน่ายในท้องตลาด เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย แต่ในอนาคตถ้าหน่วยวิจัยไลเคนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง สามารถผลิตสีย้อมจากไลเคนออกสู่ตลาดได้ และคนทั่วไปสามารถใช้ได้อย่างแพร่หลายจริงๆ ก็เชื่อว่าจะได้รับความนิยมไม่แพ้สีธรรมชาติอื่นแน่นอน”
เช่นเดียวกับโครงการออกแบบลวดลายผ้าด้วยสีย้อมจากไลเคนชิ้นนี้ที่จะกลายเป็นประโยชน์ในมิติของการย้อม เพราะเธอได้คิดค้นเฉดสีน้ำเงินจากการเปลี่ยนค่าพีเอชของไลเคนได้สำเร็จ เธอได้สร้างความสนุกให้กับวงการแฟชั่นด้วยการย้อมผ้าด้วยสีที่มีชีวิต ซึ่งผู้บริโภคสามารถเล่นกับสีได้เองเหมือนได้ทดลองวิทยาศาสตร์ และเธอยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นกล้าออกแบบสิ่งทอด้วยสีธรรมชาติชนิดอื่นๆ ต่อไป เพื่อสร้างสีสันใหม่ให้กับผืนผ้าและโลกใบนี้


