ซัมซุยโปยุคไฉไล คนรุ่นใหม่จุดประกายเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/life/568997

  • วันที่ 27 ต.ค. 2561 เวลา 13:00 น.

ซัมซุยโปยุคไฉไล คนรุ่นใหม่จุดประกายเมือง

เรื่อง/ภาพ : กาญจน์ อายุ

นอกจากความดิบที่ปกคลุม “ซัมซุยโป” ยังมีแสงไฟในซอกหลืบจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เกิดและเติบโต แต่เลือกทำธุรกิจและปลุกกระแสความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่คิดจะเปลี่ยน แต่พยายามชุบชีวิตชุมชนดั้งเดิม และเพิ่มเติมภาพลักษณ์ใหม่ จากย่านที่ยากจนที่สุดสู่ย่านอาร์ตและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่

เมื่อมองไปรอบๆ ย่านเก่าถิ่นนี้เสมือนถูกแช่แข็งไว้ แต่เมื่อได้เดินตามตรอกเข้าออกไปหลายประตูก็พอจะเห็นว่าซัมซุยโปไม่ได้มีเพียงร้านเก่าในตำนาน แต่ยังมีร้านสมัยใหม่แทรกตัวอยู่มากมาย

หนึ่งในนั้นคือ ร้าน โดนัท (Doughnut) ที่ไม่ได้ขายโดนัท แต่ขายกระเป๋าเป้ดีไซน์เก๋ โดยมีเจ้าของเป็น 2 หนุ่มชาวฮ่องกงที่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ร่วมกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย

เร็กซ์ หยั่ม กับ สตีเวน แจง เจ้าของแบรนด์ วัย 30 ปี เริ่มต้นทำธุรกิจจากร้านค้าออนไลน์ จากนั้นได้ตัดสินใจเปิดร้านแห่งแรกในตึกเล็กๆ ที่ซัมซุยโป

“ถ้าคุณบอกว่าเราเป็นนักเสี่ยงโชครุ่นแรกๆ ของย่านซัมซุยโปก็ไม่ผิดนัก” เร็กซ์ กล่าว ซึ่งปัจจุบันแบรนด์โดนัทมีอีก 4 สาขาในฮ่องกง รวมถึงไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และยุโรปด้วย

เมื่อเดินเข้าไปในร้านจะเห็นกระเป๋าเป้หลายแบบหลายทรงหลายสี ทั้งเป้แบ็กแพ็กรุ่นใหญ่สำหรับนักเดินทาง เป้สีพาสเทลถูกใจสาวหวาน กระเป๋าถือของวัยทำงาน ไปจนถึงกระเป๋ากล้อง และกระเป๋าสะพายไหล่ตามแฟชั่น โดยทุกใบถูกออกแบบเน้นการใช้งานและความแข็งแรงคงทน

เร็กซ์ ย้ำเสมอว่า เขาและหุ้นส่วนต้องการให้กระเป๋าร้านนี้เข้าถึงทุกคน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาขายถึงไม่แพงและถูกกว่าแบรนด์ขึ้นห้างประมาณเท่าตัว

แม้วันนี้แบรนด์โดนัทจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ทิ้งรากเหง้าที่เติบโตมาจากย่านซัมซุยโป เร็กซ์ กล่าวว่า เขายังคงเลือกใช้ผ้าที่ขายในย่านมาเป็นวัสดุหลักในการสร้างสรรค์สินค้า และยังคงไม่ย้ายร้านไปจากที่นี่

เพราะเขามองว่าซัมซุยโปเป็นย่านที่มีเสน่ห์ ผู้คนน่ารักเป็นกันเองมากกว่าย่านอื่น และเป็นย่านที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง จนตอนนี้ซัมซุยโปกลายเป็นแหล่งรวมตัวของผู้นำเทรนด์ไปแล้ว

“เรามีลูกค้ามากมายจากทั่วเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย ลูกค้าบางคนก็บังเอิญมาเจอร้านเราตอนเดินเล่นอยู่ในซัมซุยโป ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่หันมาผลิตงานฝีมือของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะคนรุ่นใหม่จะได้แสดงฝีมือและฝากไอเดียไว้ในสินค้าที่มีรูปแบบเฉพาะตัว” เร็กซ์ กล่าวเพิ่มเติม

ร้านโดนัทสาขาแรกตั้งอยู่บนถนนต่ายหน่าม (Tai Nan Street) ซึ่งถนนสายนี้เคยเป็นที่ตั้งโรงงานผลิตเครื่องหนัง แม้จะไม่มีโรงงานแล้ว แต่ก็ยังเป็นถนนขายแผ่นหนังและอุปกรณ์เครื่องหนังที่ใหญ่ที่สุดในซัมซุยโป

บะหมี่เกี๊ยวรสชาติใหม่

ตึกเก่า 11 ชั้นไม่มีลิฟต์โดยสาร คือลักษณะของอาคารที่พักรุ่นเก่าในซัมซุยโป ซึ่งจำนวนหนึ่งถูกทุบและสร้างใหม่เป็นที่พักทันสมัยราคาเช่าสูง

ความเสื่อมโทรมจนกลายเป็นความสูญสลายนี้ ทำให้ แพทริเซีย ชอย สถาปนิกออกแบบภายในชาวฮ่องกง ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง โดยเธอเริ่มจากอาคาร 11 ชั้น 30 ห้องที่ครอบครัวเธอเป็นเจ้าของ ปรับพื้นที่ชั้น 1 ให้เป็นร้านกาแฟ โคเวิร์กกิ้งสเปซ และพื้นที่ส่วนกลางของโฮสเทล

ส่วนชั้น 2 ปรับเป็นโฮสเทลชื่อ วันตันมีน (Wontonmeen) เป็นภาษากวางตุ้ง แปลว่า บะหมี่เกี๊ยว เป็นห้องนอนรวมของนักเดินทางที่ต้องการที่พักราคาประหยัด ราคาคืนละประมาณ 880 บาท ซึ่งถือว่าถูกมากในฮ่องกง นอกจากนั้น ชั้นบนยังเป็นที่ทำงานและร้านค้าของศิลปินและดีไซเนอร์รุ่นใหม่ รวมถึงเป็นบ้านพักของเธอและลูกๆ ด้วย

หากก้าวเข้าไปในร้านกาแฟ ซึ่งเป็นส่วนต้อนรับจะสัมผัสได้ถึงความทันสมัยและความเก๋ไก๋สไตล์คนรุ่นใหม่ คนละบรรยากาศกับพื้นที่หลังร้าน ซึ่งเป็นเขตของผู้เข้าพักโฮสเทล โดยพื้นที่ส่วนกลางนี้จะถูกตกแต่งด้วยสิ่งของวินเทจหรือข้าวของเครื่องใช้ในบ้านของคนฮ่องกงสมัยก่อน มีโซฟารุ่นพ่อ โต๊ะปิงปองที่นำมาใช้เป็นโต๊ะกินข้าว และเครื่องดนตรีวงย่อมที่จะมีศิลปินสลับสับเปลี่ยนมาบรรเลงยามค่ำคืน

แพทริเซีย กล่าวว่า เธอเป็นคนชนชั้นกลาง ไม่ได้เกิดหรือเติบโตที่ซัมซุยโป แต่หลงใหลอะไรบางอย่างที่นี่ โดยเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม ซึ่งในฐานะสถาปนิกเธอเห็นตึกแถวเก่าๆ เหล่านี้เป็นสิ่งล้ำค่าที่ควรอนุรักษ์มากกว่าทำลาย เธอจึงใช้พื้นที่โฮสเทลตอบแทนชุมชน

ด้วยการจัดเวิร์กช็อปด้านศิลปะให้กับเด็กด้อยโอกาส สอนให้พวกเขารู้จักและสร้างโมเดลตึกแถวง่ายๆ ขึ้นมา เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมา และภาคภูมิใจกับรูปแบบสถาปัตยกรรมที่พวกเขาอยู่อาศัย

ตึกแถวแห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมตัวของนักสร้างสรรค์ นักคิด นักแหกกฎ ที่มาสุมหัวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมหรืออย่างน้อยก็ในชุมชน อย่างที่แพทริเซียกำลังลงมือทำในตึก 11 ชั้น เพื่อหวังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในย่านซัมซุยโป

โฮสเทลตั้งอยู่ที่ถนนไลชีก๊ก (Lai Chi Kok Street) ติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Wontonmeen และเว็บไซต์ www.wontonmeen.com

จากกระดาษไหว้เจ้าก้าวสู่กระเป๋าแบรนด์เนม

วัฒนธรรมเผากระดาษมีอยู่ในทุกเทศกาลที่มีการไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษ ทำให้กิจการขายกระดาษไหว้จึงยังอยู่ได้ แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนในอดีต เพราะคนยุคนี้เริ่มไม่เคร่งครัดในพิธีกรรม

ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านเล็กๆ บนถนนฟุกหวิง (Fuk Wing Street) ที่คนแถวนั้นรู้จักกันในนาม “อาชื่อ” จึงต้องตามให้ทันเทรนด์และแฟชั่น โดยเขาได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิมของการผลิตกระดาษไหว้บรรพบุรุษมาผสมกับสินค้าแฟชั่น เผาให้คนบนสวรรค์ได้ใช้สิ่งเดียวกับคนบนโลก

เมื่อเปิดประตูกระจกเข้าไปจะต้องผงะกับสินค้าหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมยี่ห้อดัง รองเท้าหนังจระเข้ คอมพิวเตอร์พกพารุ่นล่าสุด ชุดสุกียากี้ ซูชิ บะหมี่ไก่ตุ๋น รวมไปถึงข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ที่สั่งได้ตามความชอบของคนรับ เช่น ชุดหุ่นยนต์กันดั้ม ของเล่น หรือของใช้ส่วนตัวที่เคยใช้จริงตอนมีชีวิต อาชื่อ ก็สามารถเนรมิตให้กลายเป็นสินค้ากระดาษพร้อมเผาได้ทุกอย่าง

“ผมทำกระดาษเผาเป็นรูปสกูตเตอร์บ้าง เป็นรูปโรบอตหมาน้อยบ้าง แล้วเอาไปแขวนหน้าร้าน ช่วยให้สะดุดตาลูกค้าทำให้มียอดสั่งซื้อตามมา ซึ่งไม่มีออร์เดอร์เจ้าไหนที่ผมจะรังสรรค์ขึ้นมาไม่ได้”

อาชื่อ กล่าวถึงกระบวนการทำงานว่า อันดับแรกเขาจะเสิร์ชหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเพื่อดูภาพและรายละเอียดของสินค้าที่ลูกค้าสั่งมา จากนั้นจะลองทำต้นแบบขึ้นมาหนึ่งชิ้น แล้วค่อยสร้างกระดาษเผาของจริง

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสร้างชื่ออีกชิ้นคือโคมไฟกระดาษ อาชื่อสามารถออกแบบโคมไฟได้หลากหลายสไตล์ทั้งแบบดั้งเดิมและแฟนซี โดยโครงสร้างทำจากไม้ไผ่และประกอบชิ้นส่วนอื่นๆ จากกระดาษแก้วหลากหลายสี และตกแต่งให้สวยงามด้วยฝีมืออันประณีตของเขา

งานศิลปะแบบจำลองดังกล่าวยังได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของฮ่องกง ซึ่งสิ่งที่อาชื่อได้สานต่อคือ การสืบทอดขนบงานฝีมือดั้งเดิม เติมแฟชั่นความทันสมัยใหม่เข้าไป และทำให้เป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผลงานทุกชิ้นที่จะกลายเป็นเถ้าถ่าน เพราะบางชิ้นงานได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานศิลปะและถูกนำไปจัดแสดงในแกลเลอรี่

ครั้งหนึ่งผลงานของเขาเคยจัดแสดงที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ซึ่งงานศิลปะกระดาษเหล่านี้เขาถือว่าเป็นงานศิลป์ทุกชิ้น เพราะได้ผ่านกระบวนการคิดและเป็นงานฝีมือทุกขั้นตอน

สบู่ก้อนละร้อย เวิร์กช็อปคนละพัน

จากธุรกิจของครอบครัวบนถนนไตหนำ (Tai Nam Street) ขายส่งอุปกรณ์ทำสบู่ จากนั้นเมื่อตกถึงรุ่นลูกทำให้เกิดการต่อยอดไปสู่กิจกรรมเวิร์กช็อปทำสบู่ด้วยตัวเอง

ร้านซาวอน เวิร์กช็อป (savonworkshop.com) ทุกวันนี้ยังขายสินค้าเกี่ยวกับการผลิตสบู่เหมือนยุคพ่อแม่ แต่หน้าตาและสรรพคุณของสบู่อาจแตกต่างออกไปตามแนวคิดของลูกสาว เช่น เพิ่มกลิ่นธรรมชาติ เพิ่มผิวสัมผัสใหม่ๆ และใส่คุณสมบัติเพื่อสุขภาพเข้าไปตามความชอบของคนยุคนี้

ที่สำคัญคือพื้นที่บนชั้น 2 ของร้านถูกเปลี่ยนให้เป็นห้องเวิร์กช็อปเล็กๆ รองรับได้ประมาณ 10 คน เข้ามาเรียนรู้การทำสบู่ตั้งแต่ขั้นผสมสารตั้งต้นจนกลายเป็นสบู่ก้อน ซึ่งนอกจากจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้คนที่สนใจ ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าของสบู่ก้อนละ 200 กว่าบาท ให้เป็นคอร์สสั้นๆ คนละเกือบสองพัน

ซาวอน เวิร์กช็อป จึงเป็นการต่อยอดจากร้านขายส่งธรรมดาให้เป็นร้านเวิร์กช็อปสุดเก๋ โดยครอบครัวของเธอไม่ต้องย้ายทำเล แค่ปรับตัวและใส่ไอเดียเข้าไปก็สามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาหาเอง

หากมองซัมซุยโปมุมนี้จะเห็นแต่ความสนุกและความตื่นตาตื่นใจ และเป็นมุมใหม่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่ชอบมองหาอะไรพวกนี้ อะไรที่ไม่โดดเด่น แต่เท่ เก๋ ฮิป และแอบซ่อน ตอบโจทย์จิตวิญญาณที่ไม่ชอบเหมือนคนทั่วไป ซึ่งถ้าถามว่าคนทั่วไปมาฮ่องกงเพื่ออะไร คำตอบ “ซัมซุยโป” ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ไม่มีใครเหมือน

Leave a comment