ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/568824
- วันที่ 25 ต.ค. 2561 เวลา 17:00 น.

เรื่อง กันย์ ภาพ pexels
ทุกอย่างในชีวิตของเรานั้นมีจังหวะเวลาของมันที่เรียกว่านาฬิกาชีวิต โดยเฉพาะอวัยวะภายในร่างกายมีระบบเวลาในการทำงานที่เฉพาะเจาะจงลงไป บ้างทำงานตอนเช้า บ้างทำงานตอนเย็น บ้างทำงานตอนกลางคืน เราจึงควรเลือกทำกิจกรรมให้ส่งเสริมสอดคล้องเพื่อยืดอายุการใช้งานให้กับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เพื่อที่จะได้แข็งแรงอายุยืน แถมยังดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วย มาดูกันว่าเวลาไหน ควรให้ร่างกายได้ทำกิจกรรมอะไร มีข้อมูลดีๆ จากแพทย์ทางเลือกมาฝากกัน
1.เวลา 10.00-11.00 น. ความคิดปลอดโปร่ง
ช่วงเวลา 10.00-11.00 น. และ 20.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาที่สมองจะตื่นตัวอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ช่วงเวลานี้จึงควรทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับกระบวนการคิดทุกชนิด หรือกิจกรรมที่ต้องใช้สมองเยอะๆ และอย่ามัวรีรอ เพราะสมองของเราจะตื่นตัวแค่เพียง 1 ชั่วโมง/ครั้งเท่านั้นเอง
2.บ่าย 2 งีบสักนิดจะแจ่มใส
ช่วงเวลาของการง่วงนอนแบบสุดขีดที่มักจะเกิดในช่วงเช้ามืดของเรา มีสิทธิเกิดในตอนบ่ายๆ หลังมื้อกลางวันได้เหมือนกัน ดังนั้นหากคุณได้งีบหลับสักระยะ ตั้งแต่ช่วง 13.00-15.00 น. ร่างกายจะรู้สึกสดชื่นตื่นตัวไปได้อีก 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ หรือถ้าไม่มีเวลานานขนาดนั้น จะงีบหลับสั้นๆ สัก 10-15 นาทีก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าไม่สามารถหาเวลางีบได้จริงๆ ในมื้อกลางวัน ควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีนเยอะๆ เพื่อให้โปรตีนเข้าไปกระตุ้นความตื่นตัวของสมอง จะได้ไม่ง่วงนอนในช่วงบ่าย เวลาหลังมื้ออาหารกลางวัน ยังเหมาะจะดื่มกาแฟ และรับกาเฟอีนเข้าร่างกายอีกด้วย แต่ระวังอย่าดื่มกาแฟในช่วงบ่ายเกิน 2 แก้ว เนื่องจากปริมาณกาเฟอีนในกาแฟแก้วเดียว ก็ทำให้เราสดชื่นได้นานถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว
3.เข้านอนให้ตรงเวลา
ควรนอนหลังจากกินอาหารเย็นไปแล้วประมาณ 3 ชั่วโมง และพยายามนอนให้ได้ 7 ชั่วโมง/วัน ถ้าเป็นไปได้ ควรฝึกให้ร่างกายเข้านอนในเวลาเดิมทุกคืน และตื่นเวลาเดิมทุกวัน เพื่อส่งเสริมให้นาฬิกาชีวิต ซึ่งควบคุมเซลล์ประสาทถึง 20,000 เซลล์ทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะเมื่อนาฬิกาชีวิตไม่ปรวนแปร ปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็จะไม่มีคนที่นอนหลับอย่างเพียงพออยู่เสมอ ลดความเสี่ยงเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และลดอารมณ์ปรวนแปรได้ด้วย แต่ถ้านอนไม่พอบ่อยๆ ร่างกายจะเกิดภาวะย่อยอาหารยาก เสี่ยงน้ำหนักเกิน โรคมะเร็ง สภาวะจิตใจไม่เต็มร้อย และปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา
4.ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ต้องก่อนเข้านอน
นักปาร์ตี้ทั้งหลายที่รู้สึกว่าร่างกายต้องการแอลกอฮอล์ ควรจะดื่มแอลกอฮอล์พร้อมมื้อเย็น ซึ่งต้องกินก่อนเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้เวลาร่างกายได้ย่อยทั้งอาหาร และแอลกอฮอล์ให้ได้มากที่สุด ลดความเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน และอาการนอนหลับๆ ตื่นๆ ตลอดทั้งคืน นอกจากนี้ก็ไม่ควรกินอาหารเย็นมากเกินไป เพราะการรับประทานอาหารอิ่มจัด จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ลำบาก ส่งผลให้นอนหลับไม่สบาย และมีโอกาสฝันร้ายสูงด้วย
5.กินวิตามินเสริมร่วมกับมื้ออาหาร
ใครที่มีวิตามินเสริมสำหรับบำรุงร่างกายสารพัดชนิด ควรจะรับประทานวิตามิน และอาหารเสริมเหล่านี้ร่วมกับมื้ออาหาร จะแบ่งกินกับมื้ออาหารไหนก็ได้ เพราะในขณะที่ร่างกายต้องทำการย่อยอาหาร ก็จะสามารถย่อยวิตามิน และอาหารเสริมทุกชนิดในเวลาเดียวกัน ร่างกายจะเปิดรับการดูดซึมทั้งสารอาหาร และวิตามินได้ในเวลานี้นั่นเอง
6.ออกกำลังกายด้วยการทำคาร์ดิโอตอนเช้า
ช่วงเช้าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอที่สุด เนื่องจากการออกกำลังกายแบบนี้จะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้ง่ายๆ นอกจากนี้การออกกำลังกายในช่วงเช้า ยังช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพราะร่างกายจะดึงเอาพลังงานที่ตกค้างทั้งคืนมาเบิร์น แต่อย่าออกกำลังกายทั้งๆ ที่ท้องว่างอาจจะวูบได้ ควรกินอาหารเบาๆก่อนออกกำลังกายสัก 30 นาที
8.ทำกิจกรรมใหม่ๆ หรือฝึกหัดกีฬาชนิดใหม่ช่วงเย็น
เวลา 16.00-18.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ประสาทสัมผัสทางสายตา และมือของเราจะทำงานได้ดีที่สุด ช่วงเวลานี้จึงเหมาะที่จะลองทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น ลองฝึกเล่นกีฬาชนิดใหม่ ฝึกท่าโยคะที่ไม่เคยทำ หรือเข้าคอร์สเต้นออกกำลังกาย ถ้าได้ออกกำลังกายเบาๆ พอให้หัวใจได้เต้นแรงสักนิด ก็จะนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วย
9.แปรงฟันหลังดื่มน้ำอัดลมและโซดาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง
เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของโซดา โดยเฉพาะเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม ที่มีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย จะเข้าไปกร่อนทำลายสารเคลือบฟันให้เสียหายได้ หลังจากดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ไปแล้ว 30 นาที ควรจะแปรงฟันทุกครั้ง และเหตุผลที่ต้องปล่อยทิ้งไว้ 30 นาทีก่อนจะทำความสะอาดช่องปาก ก็เพื่อให้สารในน้ำลายเข้าไปรักษาเคลือบฟัน และรากฟันก่อนนั่นเอง
10.ตรวจมะเร็งเต้านมหลังหมดประจำเดือน 1 สัปดาห์
ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง ควรได้รับการตรวจหาเซลล์มะเร็งตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจหาเซลล์มะเร็งเป็นประจำทุกปี และช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการรับการตรวจ ก็คือ 1 สัปดาห์หลังจากหมดประจำเดือน เพราะในช่วงนี้เต้านม และฮอร์โมนต่างๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ เอื้อให้ตรวจหาเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งหมดนี้ก็เป็นช่วงเวลาแต่ละช่วง ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกาย เอื้ออำนวยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากปัจจัยภายนอกอย่างเต็มที่ที่สุด ฉะนั้นเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และเพื่อลดความเสี่ยงอันตรายอื่นๆ ควรดำเนินชีวิตตามเข็มนาฬิกาของร่างกายด้วยค่ะ