ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/570015
- วันที่ 07 พ.ย. 2561 เวลา 11:00 น.
เรื่อง : กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์
เมื่อปีที่ผ่านมา เครือข่ายเมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิงทำการสำรวจประชาชนทุกเพศสภาพมากกว่า 1,000 คน ถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในระบบขนส่งสาธารณะ พบว่า มากกว่าร้อยละ 45 เคยถูกคุกคามทางเพศ จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้อง “เผือก” เพื่อสังคมปลอดภัย
รุ่งทิพย์ อิ่มรุ่งเรือง ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ประเทศไทย หนึ่งในภาคีเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ กล่าวถึงสถานการณ์การคุกคามทางเพศว่า คนที่ถูกคุกคามมักไม่กล้าตอบโต้ ขณะเดียวกันในหลายเหตุการณ์คนที่อยู่รอบข้างก็สามารถช่วยเหลือได้แต่ไม่ทราบวิธีการ จึงเป็นเหตุให้มีการจัดตั้ง “ทีมเผือก” เพื่อสร้างความตระหนักให้กับผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะให้มีความตื่นตัว หยุดการคุกคาม และช่วยเหลือคนที่ถูกคุกคามทางเพศ โดยหลังจากมีการจัดตั้งทีมเผือกเมื่อปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่ถูกคุกคามกล้าพูด กล้าตอบโต้ ไม่นิ่งเฉย และทำให้ประชาชนเห็นว่า การถูกคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอายอีกต่อไป
คำจำกัดความของคำว่า การคุกคามทางเพศ ประกอบไปด้วยหลายพฤติกรรมทั้งการมองใต้กระโปรง มองลงคอเสื้อ เบียดชิด ต้อนเข้ามุม แต๊ะอั๋ง ลูบคลำ พูดลามก ชวนคุยเรื่องเพศ พูดจาแทะโลม ผิวปากแซว หรือถูกอวัยวะเพศถูไถร่างกายเพื่อสำเร็จความใคร่ ซึ่งผลการสำรวจระบุด้วยว่า การมองใต้กระโปรงและการมองลงคอเสื้อ เป็นพฤติกรรมที่พบมากที่สุดในระบบขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟฟ้า แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ รวมไปถึงมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
“ที่น่ากังวล คือ ผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศโดยเฉพาะผู้หญิงมักไม่ตอบโต้เมื่อรู้ว่าถูกคุกคาม ซึ่งส่วนตัวคิดว่า บางคนอาจรู้สึกอายที่จะต้องส่งเสียงหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง จึงยอมนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้ถูกคุกคามต่อไป เราจึงรณรงค์สร้างทีมเผือกขึ้นมาเพื่อช่วยกันสอดส่องสถานการณ์การคุกคาม โดยการส่งเสียงถือเป็นวิธีหนึ่งในการตอบโต้เพื่อให้คนที่คุกคามอยู่หยุดพฤติกรรม ส่งเสียงบอกให้คนรอบข้างรู้ว่ามีการคุกคามอยู่ตรงนั้นเพื่อให้เกิดการระแวดระวัง และส่งเสียงบอกให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของระบบขนส่งสาธารณะให้รับทราบเพื่อดำเนินการเอาผิดต่อไป”
ปัจจุบันทีมเผือกมีสมาชิก 500 คน เป็นกลุ่มคนที่สมัครเข้ามาเป็นจิตอาสาช่วยสอดส่องป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ โดยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผ่านเพจเฟซบุ๊ก เมืองปลอดภัยเพื่อผู้หญิง Safe Cities For Women Thailand สมาชิกจะได้เรียนรู้วิธีเผือกผ่านข้อมูล และกิจกรรม Self Defense Lab ปฏิบัติการเผือก เพื่อเพื่อนรอด เราปลอดภัย ที่เปิดโอกาสให้ทีมเผือกเรียนรู้เทคนิคและวิธีการสังเกตสถานการณ์รอบตัว การเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเพื่อนร่วมทาง และการป้องกันตัวเองจากการคุกคามทางเพศ
ด้าน กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้เชี่ยวชาญการระวังป้องกันภัยและการป้องกันตัว เผย 5 วิธีในการเผือกง่ายๆ ได้แก่ หนึ่ง ตะโกนส่งเสียง เมื่อเห็นพฤติกรรมการคุกคามที่เกิดขึ้นตรงหน้า ถ้าตะโกนเสียงดังจะทำให้ผู้ที่กำลังก่อเหตุตกใจและหยุดพฤติกรรมการคุกคาม
สอง หยิบมือถือขึ้นมาถ่าย เมื่อผู้ที่กำลังก่อเหตุรู้ว่ากำลังถูกถ่ายคลิปจะเกิดความกลัวและหยุดพฤติกรรม และคลิปวิดีโอยังสามารถใช้เป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้ก่อเหตุได้อีกช่องทาง สาม แจ้งพนักงานรถโดยสาร วิธีนี้เป็นวิธีเผือกสำหรับพลเมืองดีที่อยากช่วย แต่ไม่มั่นใจในการเข้าไปแทรกแซงด้วยตัวเองก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ไปจัดการแทนได้
สี่ ทำเป็นเนียนว่ารู้จักผู้ถูกกระทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากผู้กระทำ และยังสามารถพาผู้ถูกกระทำออกมาจากสถานการณ์นั้นได้อย่างแนบเนียน และห้า ใช้ตัวเข้าแทรก ถ้าหากมั่นใจว่าสามารถรับมือกับผู้กระทำได้ก็สามารถนำตัวเข้าแทรกเพื่อขู่ให้ผู้กระทำหวาดกลัว และหยุดพฤติกรรมการคุกคาม
“มีเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับการป้องกันตัวเองของผู้หญิงที่เสียเปรียบในเรื่องของขนาดตัวและแรงที่จะสู้กับผู้ชาย คือ การพกอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเอง เช่น ปากกาหรือไฟฉาย ที่เป็นอุปกรณ์ที่ไม่ผิดกฎหมายและพกติดตัวได้ ในกรณีของไฟฉายสามารถใช้ส่องไปที่ตาคนร้ายเพื่อให้ตาพร่ามัวทำให้เราสามารถวิ่งหนีได้ และหากจวนตัวจริงๆ ก็สามารถนำปากกาทิ่มไปที่จุดสำคัญของคนร้ายและรีบวิ่งหนีเพื่อไปขอความช่วยเหลือ” กิตติเชษฐ์ กล่าว
ผู้จัดการฝ่ายโครงการและนโยบาย องค์การแอ็คชั่นเอด ยังระบุด้วยว่า หลังจากที่มีการรณรงค์เรื่องการคุกคามทางเพศบนระบบขนส่งสาธารณะ ทางองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มีการอบรมพนักงานให้สอดส่องพฤติกรรมผู้โดยสารและการเข้าไปแทรกแซงเมื่อเกิดสถานการณ์ รวมถึงยังมีการพูดคุยกับกระทรวงคมนาคมถึงนโยบายการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในระบบขนส่งสาธารณะภายใต้การกำกับของกระทรวง เพื่อเป็นเครื่องมือดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสาร ทั้งยังใช้เป็นหลักฐานเอาผิดกับผู้ที่ก่อเหตุคุกคาม
“สาเหตุหนึ่งที่ยังมีการคุกคามทางเพศอยู่เรื่อยๆ คือ ผู้ที่คุกคามไม่ถูกเอาผิด ไม่ถูกแจ้งความ จึงไม่เกรงกลัวและยังลงมือก่อเหตุต่อไป หรือเมื่อไปแจ้งความแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิดกับคนคนนั้นได้ ดังนั้นถ้าระบบขนส่งสาธารณะมีกล้องวงจรปิดก็จะสามารถใช้เป็นหลักฐาน และยังสร้างความเกรงกลัวให้กับผู้จะกระทำการคุกคามไม่กล้าลงมือ นับเป็นอีกวิธีหนึ่งในการป้องปราม”
นอกจากนี้ ทางเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท ขนส่ง (บขส.) เข้าไปอบรมพนักงานประจำรถทัวร์ เรื่องการสอดส่องดูแลและช่วยเหลือผู้โดยสารที่ถูกคุกคาม รวมถึงจัดทำคู่มือหยุดการคุกคามทางเพศทั้งในรูปแบบเล่มและออนไลน์ เพื่อให้พนักงานสามารถเรียนรู้เทคนิค วิธีการ เข้าใจปัญหาการคุกคามทางเพศรูปแบบต่างๆ และคู่มือดังกล่าวจะสื่อสารไปยังผู้โดยสารด้วยว่า ไม่ควรนิ่งเฉย แต่สามารถป้องกันตัวเอง ตลอดจนแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือจากพนักงาน และร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้
“นอกจากการทำงานกับหน่วยงานรัฐ เรายังต่อยอดเข้าไปในโรงเรียน เนื่องจากเด็กนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตกเป็นเป้าหมายการคุกคาม หลังจากมีสมาชิกส่วนหนึ่งร้องเรียนว่า เกิดเหตุการณ์กับเด็กวัยรุ่นและเด็กนักเรียนที่ใช้การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยเด็กหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคือการคุกคามทางเพศ จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้คนรุ่นใหม่ตั้งแต่ในชั้นเรียน” รุ่งทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม
ด้าน วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ ได้กล่าวถึงในด้านของกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับผู้คุกคามทางเพศว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายดำเนินการกับผู้คุกคามทางเพศอย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีตัวอย่างของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีการออกกฎหมายเรื่องการคุกคามทางเพศโดยเฉพาะ โดยได้ระบุถึงพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่ชัดเจน เช่น การผิวปากแซว การพูดแซว การแต๊ะอั๋ง การสะกดรอยตาม หรือตามตื้อทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าการคุกคามรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งเครือข่ายเมืองปลอดภัยฯ จะผลักดันกฎหมายในประเทศไทยให้เป็นรูปธรรม
“เราอยากกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักว่า การคุกคามทางเพศเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายและสังคมไม่ยอมรับ ผู้ที่ถูกคุกคามไม่ต้องจำยอม มันมีวิธีการที่เราจะปกป้องตัวเองหรือขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ขณะที่คนรอบข้างก็ต้องไม่นิ่งเฉย ต้องช่วยกันสอดส่องและเข้าแทรกแซงถ้าทำได้ ที่สำคัญคือผู้ที่คิดจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศคนอื่น คนเหล่านี้ต้องรับรู้ว่าสังคมไม่ยอมรับพฤติกรรมของเขา และสังคมจะไม่นิ่งเฉย เราจะทำให้คนที่คิดจะคุกคามผู้อื่นต้องยั้งคิดและเลิกพฤติกรรมเหล่านั้นไป”
อีกเสียงหนึ่งจากผู้ที่ทำงานร่วมกันทีมเผือก ซินดี้-สิรินยา บิชอพ เสริมทัพว่า หากคนตระหนักถึงเรื่องการคุกคามทางเพศจะทำให้ผู้ที่คุกคามหยุดความคิดและการกระทำ และทำให้ผู้หญิงมีความมั่นใจที่จะขอความช่วยเหลือมากขึ้น
“ชอบมีคำกล่าวที่ได้ยินมาตลอด คือ ก็แต่งตัวแบบนั้นจึงทำให้เขาคุกคามทางเพศ ซึ่งซินดี้มองว่าปัญหาของการคุกคามทางเพศมันไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้หญิงจะแต่งตัวอย่างไร แต่ปัญหาเกิดจากผู้ชายที่คิดว่าจะฉวยโอกาสคุกคามทางเพศในรถสาธารณะอย่างไรมากกว่า และยังเป็นเรื่องของมายาคติในเรื่องที่ผู้ชายคิดว่ามีอำนาจเหนือกว่าผู้หญิง ดังนั้นจึงต้องแก้ไขที่ความคิด ทำอย่างไรให้เกิดเท่าเทียมกันในสังคมด้วย” นางแบบชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย
ความเสี่ยงในการถูกคุกคามทางเพศเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ รถไฟฟ้า ดังนั้นลองเงยหน้าจากโทรศัพท์แล้วหมั่นสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้าง หากรู้สึกว่าถูกลอบมองถูกประชิดตัว ถูกเบียด หรือรู้สึกว่ามีอวัยวะมาถูไถ ให้แสดงออกถึงความไม่ยินยอมและขอความช่วยเหลือทันที ขณะเดียวกันก็สามารถสวมบทเป็นทีมเผือกเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศได้ และอย่าลืมบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อเอาผิดกับผู้ที่คุกคามไม่ให้กล้าลงมือทำซ้ำอีก ทั้งหมดก็เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ซึ่งไม่ใช่เพื่อผู้หญิง แต่เป็นสังคมปลอดภัยเพื่อทุกคน