ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/life/life/571802
- วันที่ 24 พ.ย. 2561 เวลา 12:33 น.

โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง
พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ (Mori Art Museum) เป็นหนึ่งในสถานที่โปรดของผม หลังๆ หากได้ไปโตเกียว แทบทุกครั้้งถ้าพอจะมีเวลาก็ต้องแวะไปที่นี่
ใครไม่เคยไปมาก่อน ครั้งนี้ผมขออาสาพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริแบบสี่ห้าย่อหน้าจบ
พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริ ก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีชาวญี่ปุ่น มิโนรุ โมริ ตระกูลโมริสร้างเนื้อสร้างตัวจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายๆ แห่งทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐ และจีน
แล้ว มิโนรุ โมริ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ก็เป็นคนที่ริเริ่มพัฒนาย่านธุรกิจ ทั้งโอโมเตะซานโดะ และรอปปงงิ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการช็อปปิ้งและที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ของญี่ปุ่น
ตระกูลโมริถือว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่น และมิโนรุก็ถือเป็นบุคคลสำคัญระดับโลกเลยก็ว่าได้
ตึกโมริซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของเขา ความแตกต่างของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะอื่นๆ ในญี่ปุ่นก็คือ ที่นี่ไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการถาวร แต่เป็นนิทรรศการหมุนเวียนไปเรื่อยๆ แล้วแต่ภัณฑารักษ์จะจัด
เอกลักษณ์หนึ่งซึ่งเป็นที่จดจำไปแล้วก็คือ การนำเอาวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นในยุคต่างๆ มาเล่าเรื่องใหม่ในมุมที่เราคิดไม่ถึง หรือในวาระสำคัญที่เราลืมไปแล้ว
สำหรับผม สิ่งที่เหนือกว่านั้นก็คือความแยบคายในการผนวกเอาศิลปะเข้ากับแผนการตลาดได้อย่างแยบยล เพราะที่นี่พิสูจน์แล้วว่าศิลปะและวัฒนธรรมป๊อปและการค้าขายสามารถไปด้วยกันได้
ทุกๆ งานศิลปะที่จัดแสดงที่นี่ จะมีของที่ระลึกสวยๆ วางจำหน่ายด้วย แบบที่ว่าคุณจะหาซื้อที่อื่นไม่ได้ ฉะนั้นหากอยากได้ก็ต้องมา
พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริเปิดเมื่อปี 2003 เมื่อเปิดแล้วมันก็กลายเป็นที่พูดถึงแทบจะทันที เพราะที่ตั้งซึ่งอยู่ชั้นสูงสุดของตึกโมริ สามารถมองเห็นโตเกียวได้ในมุมสูง
การดึงศิลปินระดับแถวหน้าของเอเชียอย่าง อ้าย เหว่ย เหว่ย ยาโยย กุสุม่า หรือ โยโกะ โอโนะ มาจัดแสดงอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เรียกว่าคุณไม่ต้องเป็นคนชื่นชอบศิลปะก็ยังอยากมาและมาได้บ่อยๆ ด้วย
ในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้ พิพิธภัณฑ์ศิลปะโมริเปลี่ยนแนวทาง โดยดึงเอาวัฒนธรรมมังงะเข้ามาแสดงมากขึ้น เพื่อดึงดูดคนในวงกว้างมากขึ้น ควบคู่กับการเลือกงานศิลปะที่ยังคงเข้มข้นในเรื่องเนื้อหาอยู่ การทำงานของทีมภัณฑารักษ์ที่นี่ แม้ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็แข็งขันในการทำงานและค้นคว้าวิจัยกันอย่างหนักหน่วงก่อนการจัดแสดง
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ผมไปเยี่ยมโตเกียว มีการจัดแสดงงาน 3 งาน เป็นเรื่องราวของการ์ตูนมังงะ 2 งาน นั่นคือ งานของ ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ผู้เขียนโดราเอมอน แต่งานนี้เป็นการแสดงผลงานที่เป็น “ด้านมืด” ของอาจารย์ เป็นการ์ตูนที่ไม่ได้ฮิตชื่อ “Fujiko Fujio Weird and Amazing Collection” ไม่ได้โลกสวย แต่สะท้อนวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นอีกด้านหนึ่ง
ส่วนอีกงานเป็นผลงานของกลุ่มแคลมป์ (Clamp) กับ “Cardcaptor Sakura” สายมังงะผู้หญิง แนวการ์ตูนตาโตน่าจะรู้จักกันดี
สำหรับไฮไลต์คือส่วนแสดงหลัก เป็นการแสดงของศิลปิน “รวมดาว” ของญี่ปุ่นและของโลกในหัวข้อ “Catastrophes and The Power of Art” (หรือแปลได้ว่า “ห้วงหายนะและพลังแห่งศิลปะ”) เบื้องหลังความคิดของนิทรรศการนี้คือ การตั้งคำถามกับพลังของศิลปะว่า สามารถช่วยเหลือเราได้อย่างไรในสภาวะที่เราสิ้นแล้วทุกอย่าง
นิทรรศการนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติและภัยที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง ดูเหมาะกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องตั้งรับกับภัยธรรมชาติอย่างรุนแรงหลายครั้ง และครั้งล่าสุดก็คงเป็นเหตุการณ์สึนามิและแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ทำให้เกิดการรั่วไหลของรังสีปรมาณูที่เมืองฟูกุชิมา และอาจกินความได้ถึงทั้งโลกด้วย ที่ช่วงเวลานี้ต่างเต็มไปด้วยความขัดแย้งและสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองในรูปแบบต่างๆ
แต่ในความยุ่งเหยิงโกลาหลและสิ้นหวังที่สุด ก็ยังคงมีศิลปินที่ตั้งใจถ่ายทอดและสร้างงานเพื่อทั้งเยียวยา เพื่อแสดงความจำนน และเพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์ผู้ไม่เคยยอมแพ้กับทุกสิ่ง แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่หมดหวังที่สุด
ศิลปินทั้งจากญี่ปุ่นและจากทั่วโลกที่ภัณฑารักษ์เลือกมา (คอนโดะ คินนิชิ) ล้วนน่าสนใจ การจัดนิทรรศการก็ทำได้อย่างลื่นไหลต่อเนื่องมาก
หลายนิทรรศการนั้นน่าทึ่งมาก เช่น งานของ ทาเคดะ ชิมเปอิ (Takeda Shimpei) ศิลปินคนนี้เก็บดินจากแหล่งปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีมาถ่ายรูปแล้วสแกนเพื่อให้เห็นการปนเปื้อนในอีกมิติหนึ่ง
งานของ อ้าว เหว่ย เหว่ย ที่สร้างสรรค์ผลงานเป็นภาพพิมพ์ขนาดสูงเท่าตึก 2 ชั้น ยาวกว่า 10 เมตร โดยทำเลียนแบบอักษรภาพเฮียโรกริฟฟิก สื่อให้เห็นความยากลำบากของผู้อพยพที่ไม่แตกต่างจากแรงงานทาสที่สร้างพีรามิดในอียิปต์เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน สะท้อนว่าการกดขี่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองไม่เคยหายไปไหน
อีกงานที่ผมชอบเป็นงานของช่างภาพชาวเยอรมัน คริสตอฟ เดรเกอร์ (Christoph Draeger) ซึ่งนำภาพถ่ายที่อยู่ในซีรี่ส์ของเขา “The Most Beautiful Disaster in The World” โดยเข้าไปถ่ายภาพซากตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์หลังจากตึกถล่มได้ 1 วัน (12 ก.ย. 2011) แต่รูปถ่ายทุกรูปที่นำมาแสดงในงาน ถูกนำมาแสดงเป็นภาพจิ๊กซอว์ขนาด 5,000 ชิ้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าภายใต้ความสิ้นหวัง หากมนุษย์ร่วมมือกันก็ยังมีหวัง
งานที่ถือเป็นไฮไลต์ของนิทรรศการครั้งนี้ก็คืองานของ โยโกะ โอโนะ ที่ชื่อ “Add Colour Painting (Refugee Boat) ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ในงานของ โยโกะ โอโนะ ก็ว่าได้ ที่ให้ผู้เข้าชมมีส่วนร่วม เธอแสดงงานในซีรี่ส์ “Add Colour” มาตั้งแต่ปี 1961 ให้ผู้ชมแสดงความเห็นในเรื่องต่างๆ ผ่านวัตถุที่แตกต่างกันไป เช่น บนผ้าใบเปล่า บนถุงมือ บนการ์ด ฯลฯ
มาคราวนี้เธอเลือกเรือ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้อพยพและใช้สีเพียง 2 สี คือ น้ำเงินและขาว เพื่อเป็นตัวแทนของน้ำทะเลและความหวังของผู้อพยพ เป็นงานที่ทรงพลัง แค่เดินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานก็รู้สึกเหมือนถูกลอยอยู่บนทะเลจริงๆ แล้ว
Catastrophes and The Power of Art จะแสดงไปจนถึงวันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นนิทรรศการที่เชื่อว่า หากมีเวลาได้เดินดูอย่างจริงจัง จะทำให้คุณหลงรักเบื้องหลังความคิดของภัณฑารักษ์ที่ต้องการเชิดชูคุณค่าของความเป็นมนุษย์ และยิ่งทำให้เราเข้าใจถึงความสวยงามของศิลปะว่า ไม่ว่าจะมองในความเป็นพิษเป็นภัยกับสิ่งใด ศิลปะไม่เคยทำร้ายใคร ตรงกันข้ามศิลปะเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราได้เสมอไม่จบไม่สิ้นจริงๆ
ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://www.mori.art.museum/jp/



