พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/543202

  • วันที่ 06 มี.ค. 2561 เวลา 10:46 น.

พรรคใหม่ ตัวแปรการเมือง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่วันที่สองกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้จดแจ้งเพื่อจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเป็นไปด้วยความเงียบเหงา ส่วนหนึ่งเพราะกลุ่มการเมืองตัดสินใจเดินทางจดแจ้งกับ กกต.ตั้งแต่วันแรก ทำให้ปัจจุบันมีการขอจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองรวมทั้งหมด 44 พรรค

ปรากฏการณ์การตื่นตัวของกลุ่มการเมืองที่ออกมาแสดงความพร้อม จัดตั้งพรรคการเมือง ได้สะท้อนให้เห็นสัญญาณทั้งการ “รวมตัว” และ “แตกตัว” ของกลุ่มการเมืองที่เคย ทับซ้อน คาบเกี่ยวจนชวนให้คิดไปว่าการเมืองมีเพียงแค่ 2 ขั้วใหญ่ ที่คิดอ่านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มใหญ่ๆ ที่เคยเกาะเกี่ยวกันอยู่นั้น มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน แต่ด้วยเป้าหมายเดียวกันทำให้แต่ละกลุ่มย่อยต้องมารวมตัวกลายเป็นแนวร่วมเพื่อสร้างพลัง สร้างความได้เปรียบในการเดินหน้าไปสู่จุดหมาย

ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ได้ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้เปรียบขนาดเล็กเหมือนที่ผ่านมา แถมอาจจะกลายเป็นอุปสรรคเสียด้วยซ้ำ

เมื่อพรรคที่มีจำนวนสมาชิกมากอาจทำให้การจัดทำนโยบายการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการจัดทำ ไพรมารีโหวตเป็นไปด้วยความอุ้ยอ้าย ขาดความคล่องตัวเมื่อเทียบกับพรรคขนาดเล็ก

สอดรับกับคำสั่ง คสช. 53/2557 ที่ดูจะเอื้ออำนวยให้พรรคเกิดใหม่ได้เปรียบพรรคที่มีอยู่แล้วในอดีต ในการเริ่มออกตัวขยับเข้าสู่สนามการเมือง ในวันที่ คสช.ยังไม่มีแนวโน้มจะ ผ่อนคลายคำสั่งปลดล็อกให้พรรคการเมืองกลับมาเคลื่อนไหวดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มตัว

ที่สำคัญปัญหาความเป็นเอกภาพภายในพรรคใหญ่ยากที่จะหลอมรวมให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในพรรค เหมือนในอดีต ในวันที่แกนนำหลายคนกำลังสะบักสะบอมจากคดีความต่างๆ ที่รุมเร้า แกนนำบางคนต้องติดคุก บางคนต้องระหกระเหินหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ การจะพลิกฟื้นให้พรรคใหญ่กลับมาเข้มแข็งได้คะแนนเสียงถล่มทลายจึงอยากจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้

สอดรับกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้ชี้ขาดกันด้วย สส.ระบบเขต ซึ่งจะนำไปคำนวณทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ ที่แม้จะแพ้เลือกตั้งก็ยังนำคะแนนที่ได้มานับรวมทั่วประเทศคำนวณเป็นที่นั่งสส.บัญชีรายชื่อของพรรค

ตรงนี้เองที่เป็นช่องทางให้พรรคขนาดเล็กเล็งเห็นแล้วว่าถึงโอกาสจะไปช่วงชิงที่นั่งแข่งกับพรรคใหญ่ที่มีฐานเสียงและประสบการณ์ในพื้นที่มายาวนานคงเป็นเรื่องยาก แต่หากจะหวังเก็บเล็กผสมน้อยในแต่ละพื้นที่ ให้ได้คะแนนสัก 7-8 หมื่นคะแนน ก็จะได้ที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป

อย่าลืมว่าแต่ละกลุ่มล้วนมีแต่ฐานสนับสนุนแนวคิดของตัวเองทั่วประเทศ ยิ่งในวันที่หลายคนเริ่มเบื่อการเมืองกับระบบเดิมๆ และเบื่อกับทหารทางเลือกใหม่ จึงอาจตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

สวนทางกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เริ่มประสบปัญหามีสมาชิกแยกตัวออกมาตั้งพรรคใหม่ ทำให้ต้องอ่อนแอลงทั้งในแง่ตัวผู้สมัครและ ฐานเสียงที่คาบเกี่ยวกันจนจะต้องมาแข่งกันเอง ที่จะยิ่งทำให้พรรคใหญ่ ยิ่งอ่อนแรงหนักขึ้นไปกว่าเดิม

สรุปสุดท้ายเมื่อพรรคใหญ่อ่อนแรงลง พรรคเล็กเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งเก้าอี้ในสภามากขึ้น สภาพเบี้ยหัวแตกที่จะเกิดขึ้นย่อมทำให้พรรคใหญ่ยากจะรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเหมือนในอดีต อำนาจการต่อรองจึงตกมาอยู่ในมือพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญทางการเมืองต่อไป

ที่สำคัญหากพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นว่า “พรรคใหม่” ที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีความคิดความอ่านหรือเป้าหมายอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มคร่าวๆ ได้แก่

กลุ่มที่สนับสนุนทหาร อาทิ พรรคประชาชนปฏิรูปภายใต้การนำของ ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เปิดหน้าประกาศตัวตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี เรื่อยมาจนถึงพรรคพลังชาติไทย ภายใต้การนำของ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตมือทำงานอยู่ในคณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช. มาจนถึงพรรคมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มปท.) ซึ่งต่อยอดมาจาก กลุ่ม กปปส. ภายใต้การนำของ สุเทพ เทือกสุบรรณ

กลุ่มที่ไม่สนับสนุนทหาร อาทิ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการบริหาร ไทยซัมมิท คนรุ่นใหม่ ไฟแรงมีแนวความคิดทางการเมืองที่ชัดเจน ซึ่งเตรียมจับมือกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักวิชาการจากฝั่ง นิติราษฎร์ ที่สะท้อนทิศทางความคิดความอ่านที่ชัดเจนในช่วงเวลา ที่ผ่านมา ขณะที่ กิตติชัย งามชัยพิสิฐ เป็นอีกหนึ่งในคณะเตรียมตั้งพรรคสามัญชน เรื่อยมาจนถึงกลุ่มของ บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่กำลังก่อร่างสร้าง “พรรคเกรียน” ลงสนามเลือกตั้งรอบนี้

ส่วนกลุ่มที่ยังไม่แสดงท่าทีความชัดเจน อาทิ พรรคพลังพลเมือง นำโดย สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหลายสังกัด ที่รวบรวมพลพรรคอดีตรัฐมนตรีและ สส.หลายสิบคนมาตั้งเป็นพรรคใหม่ลงสนามเลือกตั้ง ขณะที่พรรคสังคมประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ซึ่ง เยี่ยมยอด ศรีมันตะ อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย ประกาศเตรียมจัดตั้ง

ด้วยจำนวนและพลังของ กลุ่มการเมืองเหล่านี้ ซึ่งหากได้รับ เสียงสนับสนุนมากพอย่อมจะเป็นตัวแปรทางการเมืองที่สำคัญต่อไป ในอนาคต

Leave a comment