ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/politic/analysis/549042
- วันที่ 25 เม.ย. 2561 เวลา 11:53 น.

ประเมินแล้วจากนี้ไปจึงเป็นไปได้ว่า ทั้กระแสดูด สส.จะรุนแรง และเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับการสร้างเครือข่าย สร้างสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองพรรคต่างๆ
***************************
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เส้นทางการรีเทิร์นกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กับปรากฏการณ์การเดินหน้าต่อสายวางเครือข่ายกับกลุ่มการเมืองต่างๆ แบบเปิดเผย ตลอดจนปฏิบัติการดูด ที่นำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง
กลายเป็นการขว้างงูไม่พ้นคอตัวเอง จากที่เคยถล่มการเมืองในอดีตว่าเป็นต้นแบบของวังวนปัญหา จนพาประเทศมาสู่วังวนความขัดแย้งจนไม่อาจก้าวข้ามมาหลายทศวรรษ สุดท้ายเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย รัฐบาล คสช.จำต้องยอมกลืนน้ำลายเลือกใช้ยุทธวิธีเดิมๆ ปูทางสู่ถนนการเมือง
ส่งผลให้ความพยายามตลอด 4 ปี กับภารกิจปฏิรูปประเทศ ทั้งความพยายามวางกลไก ระบบเลือกตั้ง และการตรวจสอบถ่วงดุล ต้องล้มครืนล่มลงไปอย่างน่าเสียดาย
ดังจะเห็นได้ตั้งแต่กระแสข่าวการตบเท้าบุกทำเนียบรัฐบาลเข้าพบ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ของ ยังเติร์กประชาธิปัตย์ ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล และณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หลังจากนั้นไม่กี่วัน สกลธี ได้รับแต่งตั้งไปนั่งเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ถัดมาไม่นาน มีการแต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล อดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกับตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
“ไม่ได้จะตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะวันนี้จะต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องมีคนมาให้คำปรึกษาว่าการเมืองทำอย่างไร”
คำชี้แจงของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ช่วยบรรเทากระแสวิพากษ์วิจารณ์ลงไป เมื่อฝ่ายการเมืองต่างออกมารุมถล่มว่าการดูด สส.โดยเสนอตำแหน่งเช่นนี้ เป็นการเดินสวนทางกับการปฏิรูปที่ คสช.ทำอยู่
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า นอกจากจะได้ยินเรื่องการดึงพรรคพลังชลมาก่อนหน้านี้แล้ว ยังได้ยินเรื่องการเสนอตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีให้หลายคน หลายพรรค ไม่ใช่เพียงตระกูลสะสมทรัพย์เท่านั้น
อีกทั้งยังได้ยินเรื่องกระบวนการของคนที่มีอำนาจรัฐจะมาเล่นการเมืองซึ่งไม่จำเป็นต้องลงเลือกตั้งเป็น สส. แต่อาจใช้สถานะตรงนั้นในการติดต่อภาคธุรกิจ เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่ให้ไปสนับสนุนพรรคการเมือง ขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ที่สำคัญ อภิสิทธิ์ ยังระบุว่า “เป้าหมายของพรรคนี้จะต้องได้รับเสียงพอสมควรในการทำงานในสภา อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 25 เสียง”
นั่นหมายความว่าฝั่งการเมืองวิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้วเห็นว่าเส้นทางสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะเป็นการโหวตในขั้นตอนแรกของรัฐสภา เลือกจาก 1 ใน 3 รายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอและประกาศให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งได้รับรู้
ข้อดีของทางเลือกนี้อยู่ตรงที่คนที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. แถมยังไม่ต้องใช้เสียง สส.ในการเลือกเยอะมากเท่าทางเลือกอื่น โดยเฉพาะเมื่อ คสช.มีตัวช่วย 250 สว. ซึ่ง คสช.จะเป็นคนคัดเลือกด้วยตัวเองตุนไว้ในกระเป๋าอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อไปรวมกับเสียง สส.แค่อีก 126 เสียง ก็จะสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ทันที แต่นั่นไม่ได้หมายรวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต
ทั้งนี้ หากประเมินเสียงจากพรรคพลังประชารัฐที่ตั้งเป้า 25-30 ที่นั่ง รวมกับพรรคที่ประกาศตัว สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทั้งหลายก็น่าจะได้เสียงราวครึ่งร้อย พอจะสร้างอำนาจต่อรองได้ระดับหนึ่ง จนง่ายที่จะต่อสายไปดึงพรรคขนาดกลางขนาดเล็กมาร่วมรัฐบาล
ต่างจากช่องทางนายกรัฐมนตรีคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง ที่ต้องใช้มติเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา คือ 500 เสียง จาก 750 เสียง เพื่อปลดล็อกไปสู่ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีนอกบัญชี ซึ่งหมายความว่า คสช.จะต้องหาเสียงอีก 250 เสียง เพื่อไปรวมกับเสียง สว.ให้ได้ 500 เสียง
การรวมเสียง สส.ให้ได้ 250 เสียง ย่อมไม่ใช่ง่ายสำหรับ คสช. นั่นทำให้เส้นทางนายกฯ คนนอก ริบหรี่ไร้ความหวัง จนต้องหันมาเดินหน้าเต็มสูบกับทางเลือกนายกฯ คนใน
ปัญหาจึงวกกลับมาที่พรรคซึ่งจะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ จะต้องได้เสียงในการเลือกตั้งอย่างน้อย 25 เสียง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยาก
เพื่อร่วมกันเดินหน้าสู่เป้าหมายผลักดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนในต่อไป