ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/politic/analysis/549312
- วันที่ 27 เม.ย. 2561 เวลา 18:26 น.

การสร้างพันมิตรตั้งแต่เวลานี้จึงมีความสำคัญ ที่แม้คนเกลียดนักการเมืองอย่าง คสช.ยังต้องยอมกลืนน้ำลายเดินตามเกม
***************************
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้ในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะยังไม่มีอะไรโดดเด่นมากนัก แต่สำหรับการเดินเกมการเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.กำลังคุมอำนาจไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
เริ่มตั้งแต่กติกาของการเลือกตั้งและองค์กรอิสระ โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของ คสช.ได้ลงมือแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ที่สร้างความได้เปรียบให้กับ คสช.พอสมควร
ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน คือ การให้กระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ในวาระเริ่มแรก 5 ปี มาจากการเสนอชื่อขององค์กรนิติบุคคลควบคู่ไปกับการสมัคร สว.โดยอิสระ จากเดิมที่กำหนดให้ผู้สมัครสามารถสมัครเป็น สว.ได้อย่างมีอิสระเพียงทางเดียว ซึ่งการให้ สว.มาจากสองทางนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับ คสช.ไม่น้อย เนื่องจาก คสช.จะเป็นผู้เลือก สว.ในขั้นตอนสุดท้าย จึงเป็นผลดีต่อ คสช.อย่างชัดเจน
เช่นเดียวกับ “องค์กรอิสระ” สนช.แก้ไขปรับแต่งจนทำให้กรรมการองค์กรอิสระบางคนที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าภายใต้รัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นได้มอบอำนาจให้กับองค์กรอิสระมากกว่าทุกครั้ง ดังนั้น กรรมการองค์กรอิสระยังคงเป็นหน้าเดิม ย่อมเป็นคุณกับ คสช.
เมื่อคุมกติกาได้แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่เพียงการเดินกลยุทธ์ทางการเมือง หากทำได้ดังที่คิด การสืบทอดอำนาจก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมแต่อย่างใด
คสช.รู้ถึงตรรกะและเหตุผลของเรื่องนี้เป็นอย่างนี้ จึงเป็นที่มาของการสร้างพันธมิตรทางการเมืองกับนักการเมืองอย่างที่กำลังมีเคลื่อนไหวอยู่ในปัจจุบัน
ก่อนหน้านี้พรรคพลังชลรวมไปถึงกลุ่มสะสมทรัพย์ของพรรคเพื่อไทยได้เริ่มปันใจให้กับ คสช.ไปพอสมควร โดยเฉพาะในกรณีของพรรคพลังชลที่รัฐบาลให้ตำแหน่งในรัฐบาลเป็นการตอบแทน
คสช.พยายามเดินหน้าสร้างพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปประชุม ครม.สัญจรที่ จ.บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ระหว่างวันที่ 7-8 พ.ค.
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้นับว่ามีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของ “เนวิน ชิดชอบ” และ“อนุทิน ชาญวีรกูล”
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับ คสช. เมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ในทางกลับกันพรรคภูมิใจไทยจะมีความสำคัญอย่างมากกับ คสช. หาก คสช.คิดจะตั้งพรรคการเมืองและปักหมุดในพื้นที่ภาคอีสานให้ได้
การเลือกตั้ง สส.ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 พรรคภูมิใจไทยได้ สส.ในพื้นที่ภาคอีสานไปทั้งสิ้น 13 คน จากทั้งหมด 126 คน แม้ในด้านของผลแพ้ชนะจากจำนวนเก้าอี้ สส.จะห่างกับเบอร์หนึ่งอย่างพรรคเพื่อไทยพอสมควร แต่ถ้ามองลึกเข้าไปจะพบว่าในหลายพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้รับชัยชนะนั้น ก็สามารถเข้าป้ายมาเป็นอันดับสองเช่นกัน
การสามารถเป็นอันดับสองได้มีความสำคัญต่อระบบการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” อยู่ไม่น้อย เพราะสามารถเอาคะแนนลำดับสองไปเป็นฐานในการคำนวณเพื่อเพิ่มจำนวน สส.บัญชีรายชื่อได้
เมื่อความสำคัญของพรรคอันดับสองในภาคอีสานมีความสำคัญเช่นนี้ จะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลจึงเริ่มเทใจให้กับการพัฒนาบุรีรัมย์เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาให้เป็นจังหวัดแห่งการกีฬา ภายหลังบุรีรัมย์มีสนามบอลมาตรฐานระดับเอเชีย และ สนามแข่งขันกีฬาความเร็วระดับโลก ซึ่งในกรณีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะไปดูความพร้อมการจัดแข่งขันโมโตจีพี ที่สนามบุรีรัมย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ด้วย
“ในฐานะคนพื้นที่ต้องต้อนรับ ครม.และนายกฯ และต้องให้ความร่วมมือนำปัญหาของประชาชนไปเสนอ อย่ากังวลหรือโยงเป็นประเด็นการเมือง ส่วนที่คนของพรรคอาจถูกทาบทามไปร่วมงานรัฐบาลนั้น ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าดึงคนของพรรคไปแน่” อนุทิน ระบุถึงการมาบุรีรัมย์ของนายกฯ
อย่างไรก็ดี รูปการเดินเกมของ คสช.กับพื้นที่ในภาคอีสานคงไม่อาจใช้โมเดล “ดูด” เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ได้ เพราะการทำเช่นนั้น โอกาสที่จะไม่สามารถปักธงในพื้นที่มีสูง แต่ต้องใช้รูปแบบการสร้างพันธมิตรแทน
โดยไม่ได้เป็นการดูดมาเข้าค่ายทหารโดยตรง แต่เป็นการจับมือด้วยวิธีแยกกันเดินร่วมกันตีเพื่อสู้กับพรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ในปัจจุบัน และเมื่อได้ตัวเลข สส.เป็นที่น่าพอใจแล้วค่อยมาจับมือร่วมกันตั้งรัฐบาล เรียกได้ว่าเป็นสงครามตัวแทนในภาคอีสานก็ว่าได้
การสร้างพันธมิตรครั้งนี้ แน่นอนว่าทั้ง คสช.และพรรคภูมิใจไทยยังไม่อาจโค่นพรรคเพื่อไทยลงได้อย่างราบคาบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งภูมิศาสตร์และกติกาทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร จากที่เคยแพ้ขาดลอยก็อาจแพ้แบบสมศักดิ์ศรี หรือ จากที่เคยแพ้แบบฉิวเฉียดก็ย่อมมีโอกาสกลับมาชนะได้