1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/547270

  • วันที่ 09 เม.ย. 2561 เวลา 10:19 น.

1 ปีรัฐธรรมนูญ อนาคตยังคลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีอายุครบ 1 ปีไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา

ย้อนกลับไปดูช่วงชีวิตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กว่าที่จะมาถึงจุดนี้ได้ต้องยอมรับว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร เพราะต้องมีการทำรัฐธรรมนูญด้วยกันถึงสองครั้ง

ครั้งแรก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดที่มี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นประธาน ทำมาแล้วแต่ไม่ผ่านที่ประชุมของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จนทำให้เหล่าบรรดานักกฎหมายที่ร่วมกันทำรัฐธรรมนูญในเวลานั้นออกอาการน้อยเนื้อต่ำใจพอสมควร

ครั้งที่สอง เป็นทีของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ได้ตั้งทีมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ขึ้นมา แม้จะได้แรงสนับสนุนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พอสมควร แต่ก็มีศึกหนักอยู่เช่นกัน คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างที่ทราบกันดีว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ค่อนข้างรับฟังความคิดความอ่านของประธาน กรธ.พอสมควร จึงออกตัวช่วย กรธ.ให้รัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม มาถึงเวลานี้ถึงจะมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่ก็ยังไม่ได้การันตีว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ตามที่รัฐธรรมนูญออกแบบโรดแมปเอาไว้หรือไม่ ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

ในมุมหนึ่งการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยกลั่นกรองเนื้อหาของร่างกฎหมายก่อนประกาศใช้

แต่ถ้ามองไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่าไม่จำเป็นต้องส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับให้ศาลรัฐธรรมนูญ หาก สนช. ไม่ได้ไปแก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอมาจากหน้ามือจนกลายเป็นหลังมือ อันนำมาซึ่งกระแสกดดันให้ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ไม่ว่าจะเป็น กรณีการแก้ไขให้ สว.มีที่มาสองประเภท ได้แก่ การสมัครโดยอิสระและการสมัครผ่านองค์กรนิติบุคคล ทั้งๆ ที่ กรธ.ยืนยันความประสงค์ว่าต้องการให้ สว.มาจากการสมัครอย่างอิสระเท่านั้น เพื่อเปิดให้คนทุกกลุ่มวิชาชีพมีโอกาสได้เข้ามานั่งในสภา หรือการไปแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วยการให้มีผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งอาจขัดต่อหลักการของการลงคะแนนเสียงที่ต้องเป็นความลับและเป็นการเลือกตั้งโดยตรงของผู้มีสิทธิออกเสียง

หาก สนช.ไม่ไปลงมือแก้ไขในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ แน่นอนว่าเวลานี้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับจะต้องอยู่ในกระบวนการของการประกาศใช้เป็นกฎหมาย และเตรียมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งต่อไป

แต่เมื่อเวลานี้ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ เพราะทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องมารอดูว่าในบั้นปลายศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินอย่างไร

ถ้าศาลเห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นโดยเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญและประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย จะมีผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปทันที ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ รวมไปถึงการเลือกตั้งก็ต้องถูกเลื่อนออกไปอีกด้วย

นอกเหนือไปจากความไม่ชัดเจนของการเลือกตั้งแล้ว 1 ปีที่ผ่านไปของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังนำมาซึ่งคำถามด้วยว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะอยู่กับประเทศไทยไปได้นานเท่าไหร่”

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกขนานนามจาก กรธ.ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง พอวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนีั้ บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่จึงหนักไปในทางการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของฝ่ายบริหาร และการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ

ในที่นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมานักการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศมีคนทุจริตจำนวนมาก จึงทำให้รัฐธรรมนูญต้องออกแบบมาเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้ แต่กระนั้นการที่ กรธ.กำหนดให้วุฒิสภา องค์กรอิสระ หรือแม้แต่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เข้ามากำกับฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่

รัฐบาลควรต้องได้ความเป็นอิสระในระดับหนึ่งเพื่อบริหารประเทศตามที่ตัวเองได้หาเสียงไว้ แต่กลับต้องมาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่มีผลถึง 20 ปี กรณีเช่นนี้จึงทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแทบไม่ต่างอะไรกับคณะบุคคลที่ต้องมาคอยทำตามนโยบายของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ

ครั้นในอนาคตรัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดอุปสรรคต่างๆ ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญได้กำหนดเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ซับซ้อน โดยเฉพาะการให้ สว.ต้องลงมติเห็นด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน สว.เท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ซึ่ง สว.ชุดแรกที่จะมีวาระถึง 5 ปีนั้นมาจากการเลือกของ คสช.

อย่างนี้ ถามว่า สว.จะทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ หรือจะเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกันแน่

วันนี้อาจจะยังไม่เห็นปัญหาที่ชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเพิ่งประกาศใช้มาได้เพียง 1 ปี แต่ในระยะยาวภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจได้เห็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการสืบทอดอำนาจหากกลุ่มอำนาจแต่ละฝ่ายไม่ลงมาร่วมมือร่วมใจกัน ประเทศไทยอาจเป็นคนป่วยที่ไม่มีวันรักษาหายก็เป็นได้

Leave a comment