ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/politic/analysis/562305
- วันที่ 28 ส.ค. 2561 เวลา 12:26 น.

การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า
*******************************
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันนี้ วาระสำคัญที่หลายฝ่ายกำลังจับตาอย่างใกล้ชิดคือการพิจารณาคลายล็อกให้พรรคการเมืองสามารถขยับ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามกฎกติกาใหม่ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยให้แต่ละพรรคการเมืองดำเนินการ
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากบรรดาพรรคการเมืองให้รีบปลดล็อกคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ซึ่งสะกดไม่ให้พรรคการเมืองขยับมากว่า 4 ปี อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การหาเสียงนำเสนอนโยบายของแต่ละพรรคให้ประชาชนได้พิจารณาตลอดจนการออกมาแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี
แต่ทว่าหากจับสัญญาณจาก วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ข้อสรุปที่ได้น่าจะเป็นเพียงแค่การ “คลายล็อก” ให้ดำเนินกิจกรรมบางอย่างได้เท่านั้น ไม่ใช่การ “ปลดล็อก” ให้เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
ทั้งที่หากคำนวณตามปฏิทินการเมืองคาดการณ์กันว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. น่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ราวกลางเดือน ก.ย. ซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากนั้นอีก 90 วัน
การ “ปลดล็อก” จึงน่าจะพอดิบพอดีกับห้วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้แต่ละพรรคการเมืองได้เตรียมตัวและลงสนามได้อย่างเต็มที่ ไม่มีพรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบแต่อย่างไร
แต่จากการหารือกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วิษณุ ระบุว่า เบื้องต้นน่าจะเป็นแค่การคลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ 6 อย่างโดยที่ไม่ต้องขออนุญาต คสช. อาทิ การจัดประชุมใหญ่เพื่อรับสมาชิกใหม่ และการทำในสิ่งที่คล้ายการทำไพรมารีโหวตที่กำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง เพราะหากทำตามกฎหมายพรรคการเมืองจะมีความยุ่ง จึงจะดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญแทน
โดยมีความเป็นไปได้ว่า “การปลดล็อก” ทั้งหมดจะถูกเลื่อนไปอยู่ในช่วงหลัง 90 วันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มีผลบังคับใช้ คือในช่วง 150 วันที่ต้องจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญกำหนด
แน่นอนว่าการกำหนดทางเดินเช่นนี้ของ คสช. ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างไร แถมยังสอดรับกับท่าทีการเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมาอันตอกย้ำถึงเป้าหมายที่แท้จริงของ คสช.ได้เป็นอย่างดี
เริ่มตั้งแต่จิ๊กซอว์ตัวแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ประกาศว่าแสดงความชัดเจนในเส้นทางการเมืองในอนาคตราวเดือน ก.ย.นี้
หลังจากปล่อยให้บรรดาบิ๊ก คสช.เคลื่อนไหวปูทางเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เรื่อยมา โดยเฉพาะการก่อร่างสร้างพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้อดีตนักการเมืองในนามกลุ่มสามมิตรมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการเดินเกมทั้งบนดินใต้ดินท่ามกลางเสียงโอดครวญของบรรดาพรรคการเมืองที่ถูกดูดอย่างต่อเนื่อง
ปัญหาอยู่ตรงที่การเดินสายของกลุ่มสามมิตรไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่พบปะประชาชน หรือเดินสายชักชวนนักการเมืองและแนวร่วมเข้าเสริมทีมในเวลานี้ดูจะสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ แตกต่างจากพรรคการเมืองที่ถูกจับตาและคุมเข้มไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว
การคลายล็อกครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการขยับให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมไม่กี่อย่างเพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมลงเลือกตั้ง ทั้งที่สามารถปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างอิสระก็ย่อมสามารถทำได้
ด้วยทั้งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือ ตลอดจนกลไกต่างๆ ที่ควบคุมความสงบเรียบร้อยก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ควบคุมดูแลให้ทุกอย่างอยู่ในกฎระเบียบ หากพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดออกมาเคลื่อนไหวอันขัดต่อความสงบ ก่อกวนสร้างความปั่นป่วน ยุยง ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้เป็นรายกรณี
ไม่จำเป็นต้องคงคำสั่งเพื่อแช่แข็งพรรคการเมืองให้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ ทั้งที่สุดท้ายย่อมต้องปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาดำเนินกิจกรรมหาเสียงได้อย่างอิสระในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งอยู่ดี
เป้าหมายที่แท้จริงจึงหนีไม่พ้นที่จะตีกรอบพรรคการเมือง ของ คสช. จึงหนีไม่พ้นที่จะชิงความได้เปรียบทางการเมือง ไม่ให้พรรคการเมืองสามารถเร่งหาเสียงโกยคะแนนหลังไม่อาจทำได้มา 4 ปี แถมยังเป็นการสกัดไม่ให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวอันจะเป็นหอกข้างแคร่ย้อนกลับมาทำลาย คสช.ในอนาคต
จนถึงทุกวันนี้ คสช. ตลอดจนกลุ่มสามมิตร ก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่าหลังการเลือกตั้งจะสามารถเอาชนะพรรคการเมืองต่างๆ โกยคะแนนกลับมาเป็นรัฐบาลในอนาคต
การปล่อยให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้แบบขยักขย่อนเช่นนี้ จึงหนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่าเป็นการสกัดไม่ให้คู่แข่งในอนาคตสามารถทำคะแนนแซงหน้า
สอดรับไปกับการติดเครื่องเร่งทำผลงานของรัฐบาล ทั้งการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ เอาใจรากหญ้า และการเดินสายประชุม ครม.สัญจรทั่วประเทศ ในวันที่เศรษฐกิจภาพใหญ่เริ่มกลับมาขยับเดินหน้า
ทั้งหมดล้วนแต่ทำให้ คสช.ไม่อาจนิ่งนอนใจรีบปล่อยให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ และจำเป็นต้องตีกรอบพรรคการเมืองเพื่อความได้เปรียบที่จะมีผลต่อทิศทางการเมืองอันเป็นเดิมพันสำคัญของคสช. กับสิ่งที่สู้อุตส่าห์ทำมาทั้งหมดตลอด 4 ปีที่ผ่านมา