นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ’บิ๊กตู่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/572298

  • วันที่ 29 พ.ย. 2561 เวลา 07:35 น.

นายกฯ สมัยสอง ไม่ใช่เรื่องง่ายของ'บิ๊กตู่'

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เส้นทางสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเริ่มเห็นเค้าลางชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  สอดรับไปกับการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่กำหนดไว้คือวันที่ 24 ก.พ. 2562

ชัดเจนผ่านคำให้สัมภาษณ์ว่าทางเดินต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองรอเพียงแค่เปิดตัวเข้าสู่บัญชีที่พรรคการเมืองจะเสนอเป็น 1 ใน 3  นายกรัฐมนตรี โดยระหว่างนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนทาบทาม ต้องรอให้ถึงเวลานั้นถึงค่อยมาตัดสินใจอีกครั้ง

“ส่วนจะรับหรือเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกัน ดูใจผมก่อน ว่าที่เขาจะขอผมนี่มันตรงกับใจผมเปล่า ถ้ามีก็ 100% ไปเลย ไม่มีนิดหน่อย”พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

แน่นอนว่าเส้นทางนี้ถือเป็นอีกทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์  กับการเปลี่ยนบทบาทและสถานะจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าสู่ถนนการเมืองแบบเต็มรูปแบบ

ประการแรก การตัดสินใจไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองด้านหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่ให้ถูกโจมตีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองในอนาคต

เมื่อด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีสถานะเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีสถานะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอาจถูกโจมตีถึงความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งแล้ว

ยิ่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาการันตีว่ารัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ แต่ยังสามารถบริหารงานได้ตามปกติ สามารถแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ พิจารณางบประมาณได้ เพราะรัฐบาลนี้จะพ้นวาระก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง

“ที่สำคัญ คสช.ยังออกมาตรา 44 ได้ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่ง แม้มีนายกฯ มีคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ถวายสัตย์ฯ คสช. ก็ยังออกมาตรา 44 ได้ เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ”

ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจพิเศษในมือของนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จึงทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น หากเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งย่อมเป็นเป้าให้ถูกโจมตีถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะช่องว่างที่อาจ เปิดไว้ให้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองที่ตนเองเป็นสมาชิกได้

หากเป็นเช่นนั้นย่อมนำไปสู่การเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้อง ลาออกจากตำแหน่งเพื่อความสง่างามทางการเมืองหรือสร้างบรรทัดฐานที่ดีเป็นแบบอย่างทางการเมืองที่ควรจะเป็นตามความพยายามที่จะปฏิรูปการเมืองเพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากวังวนปัญหาการเมือง

นอกจากนี้ หาก พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองในช่วงที่รัฐบาลออกนโยบายหรือมาตรการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มต่างๆ ย่อมเป็นประเด็นถูกโจมตีถึงการชิงกระแสความได้เปรียบทางการเมืองหรืออาจถึงขึ้นนำไปสู่การร้องเรียนต่อไปได้

ทั้งหมดล้วนแต่จะเป็นเป้าให้ถูกโจมตีในช่วงการหาเสียงหลังจาก คสช.ปลดล็อกให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวหาเสียง อันจะทำให้ฝ่ายต่างๆ หันมาถล่มพรรคพลังประชารัฐกันอย่างพร้อมเพรียง

การนำภาพลักษณ์ของตัวเองในฐานะกรรมการผู้เข้ามาควบคุมดูแลความขัดแย้ง มาเปลี่ยนเป็นคนลงสนามในฐานะสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงอาจย้อนกลับไปทำลายสิ่งที่พยายามทำมาในอดีตให้หมาดคุณค่าลงไป

โดยเฉพาะเมื่อครั้งเข้ามารับ ตำแหน่งใหม่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นว่าส่วนหนึ่งก็มาจากบรรดานักการเมือง การจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองจึงอาจจะเกิดคำถามตามมาได้อีกมาก

สอดรับกับเวลานี้พรรคพลังประชารัฐ กำลังตกเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะการดูดบรรดาอดีต สส.จากพรรคอื่นที่รุนแรงในช่วงโค้งสุดท้าย  ซึ่งสุดท้ายจะได้อดีต สส.มาเข้าสังกัดจำนวนมาก แต่ก็ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานเรื่องความสง่างามที่จะเป็นปัญหาย้อนกลับมาทำลายภาพลักษณ์ในระยะยาว

แต่ทว่าทางเลือกไม่สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเพียงแต่รอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในอนาคตและจำเป็นต้องระมัดระวังตัวเช่นกัน

ล่าสุด สมชัย ศรีสุทธิยากร สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาระบุตั้งข้อสังเกตว่ามาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง เขียนไว้ว่า

“ห้ามมิให้ผู้ใด ซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ทั้งนี้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”

นั่นย่อมทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งบรรดาคนในพรรคการเมืองเองต้องระมัดระวังตัวเองไม่ให้แสดงความคิดความเห็นใดๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ สามารถควบคุม ชี้นำ ครอบงำ พรรคการเมืองนั้นๆ ได้

เพราะมาตรา 28  กำหนด “ห้ามมิให้ พรรคการเมืองยินยอม หรือกระทำการใดอันทำให้บุคคลอื่นที่มิใช่สมาชิกกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำ กิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระทั้งนี้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม” ทั้งสองมาตรานี้มีโทษถึงขั้นยุบพรรคและติดคุก

เส้นทางสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จึงไม่ใช่เรื่องง่ายและเต็มไปด้วยความเปราะบาง

Leave a comment