ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
https://www.posttoday.com/politic/analysis/575501
- วันที่ 31 ธ.ค. 2561 เวลา 10:59 น.

กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มจะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือนเพราะพิมพ์บัตรเลือกตั้งไม่ทัน
โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระแสเลื่อนเลือกตั้งวนกลับมาเป็นประเด็นอีกรอบ เมื่อล่าสุดกรอบการเลือกตั้งที่เคยกำหนดไว้เดิมวันที่ 24 ก.พ. 2562 มีแนวโน้มที่จะต้องเลื่อนออกไปราว 1 เดือน เป็นวันที่ 24 มี.ค. 2562 ด้วยเหตุผลเรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งอาจไม่เสร็จทันตามกำหนด ที่วางไว้ หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยอมรับข้อเสนอ ของฝ่ายการเมือง ที่จะให้ชื่อพรรค และโลโก้พรรคในบัตรเลือกตั้ง
เบื้องต้น พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุว่า การพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งเป็นดุลพินิจ กกต. ซึ่งจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งภายใน 5 วันหลัง พ.ร.ฎ.ให้มีการเลือกตั้งมีผลบังคับใช้ ระยะเวลาที่กำหนดวันเลือกตั้งได้ คือ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.-9 พ.ค. 2562 โดยต้องรอการตัดสินใจของ กกต. แต่ขณะนี้ กกต.ยังไม่มีการพิจารณากำหนดวันเลือกตั้ง
ปัญหาอยู่ที่สาเหตุการเลื่อนเลือกตั้งที่หยิบยกเอาความจำเป็นในการปรับแก้บัตรเลือกตั้งมาอธิบายต่อสาธารณะนั้น เบื้องลึกเบื้องหลังแล้วกลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องการชิงความได้เปรียบทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดทางรองรับการดูดหลังมีหลายพื้นที่ซึ่งยังตกขบวนย้ายเข้าสังกัดพรรคไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
การเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป จึงถือเป็นการเปิดช่องให้การดูดเกิดขึ้นได้อีกยกหนึ่ง สอดรับกับเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายที่ตบเท้าออกมาดักคอว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและเอาเปรียบคู่แข่งจนอาจส่งผลกระทบไปถึงความเชื่อมั่น ในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และ ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาด้วย
ไม่ว่าจะเป็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาแสดงความเป็นห่วงอยากให้คำนึงถึงความเชื่อมั่น เพราะการเลื่อนเลือกตั้งจะกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาลและประเทศ ปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติจริงๆ น่าแก้ไขได้ ถ้าบอกว่าเป็นเรื่องการพิมพ์บัตรในต่างประเทศที่เขาพิมพ์บัตร มีชื่อผู้สมัครเป็นรายเขต เลือกตั้งภายใน 2 สัปดาห์ยังทำกันทัน เพราะฉะนั้นอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า
“ถ้าเลื่อนเลือกตั้งไปอีก ขอเรียนตรงๆ ว่าคนที่เสียหายที่สุด คือ ผู้มีอำนาจ เพราะขาดความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่น ไม่สามารถเดินหน้าตามสิ่งที่ตัวเองได้ประกาศไว้”
ไม่ต่างจากจาก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่มองว่า การที่ กกต.จะอ้างพิมพ์บัตรไม่ทันนั้น จุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก มาจากเดิมที่ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็มาเปลี่ยนเป็น 350 เบอร์ ตอนที่ กกต.ประชุมร่วมกับพรรคการเมืองมีการเสนอให้ใช้เบอร์เดียวทั่วประเทศ ก็ไม่ดำเนินการ
“หากมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปตามที่มีกระแสข่าวรับรองมีปัญหาแน่ เพราะประชาชนจะลุกฮือเพราะเขาอยากเลือกตั้งกันแล้ว”
แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่ได้ อยู่เพียงแค่ความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อันจะพานกระทบต่อไปถึงประเด็นการค้าการลงทุน หรือประเด็นความร่วมมือในเวทีโลก ซึ่งสุดท้ายมีแต่จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาวนไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ
เมื่อสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดอยู่ตรงความเชื่อมั่นที่มีต่อ กกต. หากเสียหายไปแล้วนอกจากยากจะกู้กลับคืนได้แล้วยังมีแต่จะกระทบไปถึงเรื่องอื่นอันจะเป็นชนวนความวุ่นวายในอนาคต
สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ออกมาเตือนว่า กกต.โปรดอย่ารับเป็นแพะ และหากข่าวเป็นจริง กกต.ย่อมกลายเป็นองค์กรอิสระอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง ไม่แพ้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในช่วงนี้ และจะ เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สะสมแต้มลบแก่ กกต. นับแต่เรื่องแบ่งเขตไม่ทันเวลา แบ่งเขตใหม่แล้วมีปัญหา
“กกต.ยืนยันมาตลอดว่า พิมพ์บัตรทัน โดยเฉพาะการประชุม กกต.เมื่อ วันที่ 17 ธ.ค. ฝ่ายสำนักงานก็ยืนยันหนักแน่นว่าทำได้ทัน ดังนั้นหากการเลื่อนมาจากความปรารถนาของผู้มีอำนาจ เราหวังว่า กกต.คงไม่เอาตัวเข้าไปเป็นแพะ แพะเขาเอาไว้บูชายัญ ไม่ได้มีไว้แก้ตัวแทนใคร” สมชัย ระบุ
ยิ่งที่มาที่ไปของ กกต.ชุดนี้มาจากกระบวนการคัดสรรในช่วงรัฐบาล คสช. หากมีพฤติกรรมการบริหารจัดการที่ถูกมองว่าเข้าข้างพรรคที่ใกล้ชิดรัฐบาล คสช.มากกว่าพรรคอื่นๆ ด้วยแล้ว ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นที่มีลดน้อย ตามลงอย่างน่าเป็นห่วง
อีกทั้งก่อนหน้านี้มีหลายเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ว่าจะป็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งที่บางเขตมีความพิสดารจนเป็นที่น่าสังเกตและถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองบางพรรค จนมาถึงเรื่องบัตรเลือกตั้งที่สุดท้ายหลังมีกระแสค้านรุนแรงจึงต้องยอมปรับเปลี่ยน
ปัญหาจะอยู่ตรงที่หากคนที่ทำหน้าที่ควบคุมกติกาและชี้ขาดไม่ได้รับความเชื่อถือแล้ว ย่อมสุ่มเสี่ยงจะทำให้ฝ่ายที่แพ้เลือกตั้งหยิบยกมาเป็นข้ออ้างไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งก็เป็นได้
ยังไม่รวมกับเรื่องร้องเรียนการ กระทำผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เลือกตั้งที่จะถูกส่งมายัง กกต.ที่เชื่อว่าจะมีมากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา สุดท้ายหาก กกต.ชี้ขาดในประเด็นต่างๆ แล้วผลที่ออกมาไม่เป็นที่ยอมรับเนื่องจากความเชื่อมั่นที่เสียหายไป นั่นย่อมเป็นชนวนซ้ำเติมความวุ่นวายให้รุนแรงมากขึ้น
การเลื่อนเลือกตั้งออกไปท่ามกลางความกังขาว่ามีความพยายามชิงจังหวะความได้เปรียบเทียบทางการเมือง จึงย่อมจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายรุนแรงในทุกภาคส่วน