ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/342946
10 แหล่งช้อปปิ้งออนไลน์ยอดนิยมของคนไทย

เชื่อหรือไม่ว่า คนไทยช้อปปิงออนไลน์เยอะมาก จนถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตลำดับที่ 5 ที่ทำมากที่สุดบนโลกออนไลน์!!
หลายปีต่อเนื่องที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA มีการจัดทำผลสำรวจมูลค่าอี–คอมเมิร์ซประจำปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นตัวเลขคาดการณ์อย่างเป็นทางการสำหรับอุตสาหกรรมการซื้อขายผ่านออนไลน์ของประเทศไทย โดยล่าสุดได้เปิดเผยมูลค่าตลาดของรอบปี 2560 ที่ผ่านมา ทั้งในรูปแบบ B2B, B2C และ B2G รวมกันแล้วแตะหลัก 2.8 พันล้านบาท และที่ใกล้ตัวเราทุกคนก็คือการซื้อขายออนไลน์ของผู้บริโภคทั่วไป ที่ครองสัดส่วนถึงกว่า 28% หรือกว่า 8 แสนล้านบาท เติบโตสูงสุดแซงหน้าอี–คอมเมิร์ซอีกสองรูปแบบด้วยอัตรา 15.54% จากปีก่อนหน้า

เว็บไซต์ https://aseanup.com ได้ให้เหตุผลของความเฟื่องฟูของตลาดอี–คอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาคอาเซียน ว่ามีปัจจัยหนุนจากจำนวนประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีการเชื่อมต่อผ่านออนไลน์ ทำให้ทั้งผู้เล่นที่เป็นผู้ค้าออนไลน์เต็มตัว ธุรกิจค้าปลีกที่มีหน้าร้านหรือสาขาอยู่แล้ว รวมทั้งคู่แข่งจากต่างประเทศ เข้ามาโหมลงทุนเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่ม “ดิจิทัล คอนซูเมอร์” ยิ่งแข่งดุ โปรแรง ก็ยิ่งกระตุ้นยอดขายออนไลน์ได้มากยิ่งขึ้น
ข้อมูลที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ ระบุตัวเลข ณ เดือนมกราคม 2561 ว่า ประชากรไทยกว่า 69 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน ใช้โซเชียลมีเดีย 51 ล้านคน เชื่อมต่อโซเชียลผ่านมือถือ 46 ล้านคน
+++10 เว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซครองตลาดออนไลน์ไทย
เมื่อสิ้นสุดเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา เว็บไซต์ https://aseanup.com ได้ทำการจัดอันดับเว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซรายใหญ่ 10 อันดับแรกในแต่ละประเทศของภูมิภาคนี้ รวมทั้งประเทศไทย โดยอ้างอิงจากตัวเลขที่มีการเข้ามาใช้งานในแต่ละเดือน (Monthly Traffic Estimate) ที่มีการเข้าใช้งาน ในส่วนของประเทศไทยอี–เมิร์ซ 10 อันดับแรก ประกอบด้วย
1. ลาซาด้า (Lazada Thailand) ซึ่งปัจจุบันมีเจ้าของคือ อาลีบาบา ยักษ์ใหญ่อี–คอมเมิร์ซระดับโลกของประเทศจีน มีการเข้ามาใช้งานกว่า 63 ล้านครั้ง 2. ช้อปปี้ (Shopee Thailand) ซึ่งผนึกเป็นพันธมิตรอย่างเหนียวแน่นกับค่ายทรู เป็นเว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซที่ให้นิยามตัวเองว่าเป็น “ตลาดออนไลน์บนมือถือ” มีการเข้ามาใช้งาน 17 ล้านครั้ง 3. 11street Thailand เว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซสัญชาติเกาหลี เป็นบริษัทลูกของกลุ่มเอสเค เทเลคอม เข้ามาเปิดตลาดไทยได้ปีกว่าๆ และล่าสุดออกมายอมรับว่า คงต้องรีบหาพันธมิตรมาต่อยอดการลงทุน มีการเข้ามาใช้งาน 5.5 ล้านครั้ง

4. JIB เว็บไซต์สินค้าและอุปกรณ์ไอทีออนไลน์สัญชาติไทย เกิดจากการต่อยอดธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ มาสู่การขายผ่านเว็บไซต์ ประสบความสำเร็จกลายเป็นร้านค้าออนไลน์สินค้าเฉพาะกลุ่มสำหรับคอไอทีและพวกชื่นชอบแก็ดเจ็ทใหม่ๆ อินเทรนด์ทั้งหลาย มีการเข้ามาใช้งาน 3.15 ล้านครั้ง 5.ตลาดดอทคอม (Tarad) เว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซของไทยรายแรก ก่อตั้งในยุคเฟื่องฟูของตลาดดอทคอมเมี่อปี 2542 และสามารถฝ่าวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมแตก เปลี่ยนมือมาหลายครั้งแต่ยังสามารถครองอันดับต้นๆ ของการเป็นอี–มาร์เก็ตเพลสในตลาดออนไลน์ไทยได้ต่อเนื่อง ปัจจุบันตั้งเป้าเป็น ““one-stop service solution” สำหรับเอสเอ็มอีและธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย มีการเข้ามาใช้งาน 2.9 ล้านครั้ง
6. โฮมโปร (HomePro) เป็นเว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซสัญชาติไทย ที่ต่อยอดจากฐานธุรกิจเครือข่ายห้างจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน มีการเข้ามาใช้งาน 2.85 ล้านครั้ง 7. ซีเอ็ด (Se-ed) เว็บไซต์สินค้าในกลุ่มหนังสือ อุปกรณ์เครื่องเขียน และอื่นๆ แตกธุรกิจมาจากเครือข่ายร้านหนังสือเบอร์ต้นๆ ของประเทศไทย มีการเข้ามาใช้งาน 2.5 ล้านครั้ง
8. แอดไวซ์ (Advice) แม้จะมีสาขาร้านจำหน่ายสมาร์ทโฟนและสินค้าไอที ครอบคลุมราว 350 ร้านทั้งในประเทศไทยและลาว แต่ก็จริงจังกับการขายผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย มีการเข้ามาใช้งาน 2.27 ล้านครั้ง

9. เซ็นทรัล (Central) เครือข่ายห้างสรรพสินค้ารายใหญ่อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่แตกยอดสู่เว็บไซต์อี–คอมเมิร์ซมาเสริมทัพค้าปลีกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เสมือนจำลองห้างเซ็นทรัลมาไว้บนหน้าจอ มีการเข้ามาใช้งาน2 ล้านครั้ง อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เป็นต้นมา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เจดี เซ็นทรัล (Jd.co.th) อันเป็นผลจากความร่วมเป็นพันธมิตรกับเจดีดอทคอม ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์จากจีน และเป็นคู่แข่งรายสำคัญของอาลีบาบา ผนึกกำลังอัดฉีดเงินลงทุนกว่า 17,500 ล้านบาท เพื่อชิงความเป็นเจ้าตลาดอี–คอมเมิร์ซในประเทศไทย
และ 10. มั่นคงแก็ดเจ็ท (Munkong Gadget) ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแก็ดเจ็ทต่างๆ รวมทั้งอุปกรณ์หูฟัง ลำโพงพกพา เครื่องเล่นพกพา ไปจนถึงสินค้าระดับ Audiophile ให้กับนักฟังเพลงหลากหลายระดับ เติบโตจากร้านค้าเล็กๆ ในปี 2549 จนปัจจุบันมี 7 สาขาทั่วกรุงเทพ และตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดค้าปลีกสินค้ากลุ่มนี้ด้วยการมีเว็บไซต์ขายออนไลน์ มีการเข้ามาใช้งาน 1.5 ล้านครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในรายชื่อแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์ยอดฮิต 3 อันดับแรก สำหรับนักชอปปิ้งในบ้านเรา เมื่อเจาะลึกถึงเจ้าของทุนแล้ว ล้วนแต่เป็นกลุ่มทุนออนไลน์จากต่างประเทศ ไล่กันมากตั้งแต่กลุ่มทุนจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่ายอดเข้าไปใช้งานสามารถสะท้อนยอดขายที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ http://www.thumbsup.in.th ระบุว่า เดือนกรกฏาคม 2018 พบว่า LAZADA มียอดขายอยู่ที่ 33.34 ล้านบาท ตามมาด้วย Shopee อยู่ที่ 19.03 ล้านบาท และ JD.co.th อยู่ที่ 1.01 ล้านบาท
+++นายกสมาคม Thai e-Commerce คาดโตได้ถึง 32%
นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (Thai e-Commerce Association) ให้ภาพแนวโน้มการเติบโตและเทรนด์อี–คอมเมิร์ซ ระหว่างนำเสนอบนเวที “FUTURE ECONOMY & INTERNET GOVERNANCE: BIG CHANGE TO BIG CHANCE” ซึ่งจัดโดย ETDA ไว้ว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและโอกาสต่อวงการอี–คอมเมิร์ซเป็นอย่างมากก็คือ การพัฒนาของ ‘สมาร์ทโฟน’ เพราะเเมื่อคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น โอกาสทางการค้าบนออนไลน์ก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ปัจจุบัน ประชากรกว่า 50% ของโลก หรือกว่า 3,600 คน สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โดยปัจจัยหนุนสำคัญคือ ‘สมาร์ทโฟน’ อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่พกพาสะดวก รวดเร็ว และมีราคาถูก จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ประกอบการในการขายสินค้าบนโลกออนไลน์ เพราะสมาร์ทโฟนช่วยทั้งเรื่องการค้นหาข้อมูลสินค้า อีกทั้งยังช่วยให้การติดต่อซื้อขายสินค้าง่ายดายยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน ประเทศจีน เป็นเจ้าตลาดอี–คอมเมิร์ซ มีส่วนแบ่งการตลาดโลกในส่วนของมูลค่าค้าปลีกถึง 20% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีส่วนแบ่งต่อมูลค่าค้าปลีกเพียง 1–2% จึงน่าจะยังมีโอกาสเติบโตได้อีก เช่นเดียวกับในประเทศไทย ซึ่งจากผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้งานใช้อินเทอร์เน็ตที่สำรวจโดย ETDA พบว่าคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยมากถึง 10.5 ชั่วโมงต่อวัน และมีตัวเลขคาดการณ์ว่าอีก 2 ปีข้างหน้า คนไทยจะสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพิ่มขึ้นเป็น 84% ของประชากรทั้งหมด หรือกว่า 59 ล้านคน
“คนไทยช้อปปิงออนไลน์เยอะมาก จนถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตลำดับที่ 5 ที่ทำมากที่สุดบนโลกออนไลน์ โดยช่องทางที่คนไทยนิยมซื้อขายสินค้ามากที่สุดก็คือ โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม เป็นต้น ซึ่งกินส่วนแบ่งถึง 40% ของช่องทางขายของออนไลน์ทั้งหมด”