‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/606977

  • วันที่ 20 พ.ย. 2562 เวลา 19:07 น.

‘PM2.5 และไวรัส’ วายร้ายในลมหนาว อันตรายต่อลูกน้อย

หนาวนี้ระวังลูกป่วย! แพทย์เตือน PM2.5 และไวรัส อันตรายที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะกระทบกับสุขภาพของลูกน้อย ทั้งระบบทางเดินหายใจ ไข้หวัดใหญ่ และท้องร่วง

พญ.อุรารมย์ พันธะผล กุมารแพทย์ทารกแรกเกิดและปริกำเนิด ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 2 กล่าวว่า “ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลง อาจทำให้ร่างกายของเด็กปรับตัวไม่ทันจึงเจ็บป่วยได้ง่าย ยิ่งในเขตเมืองที่มีฝุ่นมากต้องระวังฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 กันเป็นพิเศษ เพราะช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงที่ความกดอากาศสูง อากาศนิ่ง ฝุ่นควันไม่สามารถลอยขึ้นสูงได้ จึงอาจเกิดการสะสมในพื้นที่จนเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งฝุ่นจิ๋วนี้เป็นอันตรายกับเด็กเล็กมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อฝุ่นเข้าไปจะทำให้เยื่อบุต่างๆ ในทางเดินหายใจอักเสบระคายเคือง เกิดอาการไอ แสบจมูก แสบตา และเป็นไข้ ที่น่ากังวลมากคือ หาก PM 2.5 เข้าถึงสมองเด็กที่กำลังพัฒนา ฝุ่นขนาดเล็กนี้จะไปทำลายเซลล์สมอง ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา และความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้”

ทำอย่างไร…ให้ลูกน้อยปลอดภัยจาก PM 2.5

พ่อแม่-ผู้ปกครองควรติดตามสถานการณ์ฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 อยู่เรื่อย ๆ โดยสามารถตรวจสอบค่าฝุ่นละอองได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมอนามัย http://www.anamai.moph.go.th, แอปพลิเคชัน Air4thai ของกรมควบคุมมลพิษ หรือแอปพลิเคชัน AirVisual หากพบว่ามีปริมาณ PM 2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน ไม่ควรให้เด็กไปเล่นกลางแจ้ง ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และควรเปิดเครื่องฟอกอากาศ หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรให้เด็กใส่หน้ากาก N95 ที่ขนาดพอดีหน้าไม่มีช่องให้ฝุ่นรอดเข้าไป นอกจากนี้ผู้ปกครองต้องคอยหมั่นสังเกตอาการของเด็ก หากมีอาการไอจามผิดปกติ น้ำมูกไหล แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือหายใจเร็ว ให้รีบไปพบแพทย์

‘เชื้อไวรัส’ อีกหนึ่งตัวร้ายในหน้าหนาว

นอกจากปัญหาฝุ่นละออง ไวรัสก็เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายในช่วงหน้าหนาว เพราะเชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจาย และมีชีวิตอยู่ในอากาศเย็นได้ยาวนานกว่าช่วงอากาศร้อน ลูกน้อยจึงเสี่ยงได้รับเชื้อไวรัสมากกว่าฤดูอื่น ซึ่งโรคที่พบบ่อยในเด็ก ได้แก่

· โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ และจะเกิดการกลายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ จึงมักได้ยินการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กันอยู่ทุกปี ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงติดกันหลายวัน โดยเฉพาะในเด็กจะมีไข้สูงลอยเกินกว่า 39-40 องศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร โดยปกติโรคไข้หวัดใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 5-7 วัน เพียงให้ดื่มน้ำมาก ๆ เช็ดตัวเมื่อมีไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ และรับประทานยาตามอาการ แต่หากไม่ดูแลให้ดีอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันไม่มากเพียงพอ จึงเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่า หากเด็กมีอาการไข้ขึ้นสูง ไอจนเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์

· โรคท้องร่วง

ในช่วงหน้าหนาว มักพบการระบาดของโรคท้องร่วงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่มีสาเหตุมาจากโรต้าไวรัส ซึ่งก่อให้เกิดโรคท้องร่วงรุนแรง แม้จะได้รับเชื้อไม่มากก็ก่อให้เกิดโรคได้ เด็กที่ได้รับเชื้อจะเริ่มมีไข้ และอาการหวัดนำมา อาเจียนใน 2-3 วันแรกก่อนจะถ่ายเหลวเป็นน้ำ แม้ปัจจุบันจะยังไม่มียาต้านโรต้าไวรัสโดยเฉพาะ แต่โดยปกติผู้ป่วยจะสามารถหายได้เองใน 3-7 วัน เพียงดูแลรักษาตามอาการ ให้รับประทานอาหารอ่อน ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป แต่ในกรณีที่มีอาการรุนแรงผู้ป่วยจะถ่ายเหลวเป็นน้ำปริมาณมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ และเกลือแร่ บางรายอาจเกิดภาวะช็อก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว ควรรีบพบแพทย์

“เด็กๆมักได้รับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเหล่านี้จากสารคัดหลั่งตามสถานที่ที่มีเด็กรวมกันอยู่เยอะ ดังนั้นหากลูกป่วย คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาให้ลูกหยุดเรียนเพื่อไม่ให้นำเชื้อไปติดเด็กคนอื่น ๆ บางครั้งเชื้ออาจติดอยู่กับของเล่น เมื่อเด็กหยิบเข้าปากก็ติดเชื้อได้ คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นล้างมือให้เด็กก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง เตรียมอาหารปรุงสุก รวมทั้งคอยดูแลความสะอาดของใช้และของเล่นอยู่เสมอ อีกหนึ่งวิธีป้องกันคือ การให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้า และไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้หวัดใหญ่ที่เชื้อไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อเป็นการช่วยป้องกันลูกน้อยอีกทางหนึ่ง” พญ.อุรารมย์ กล่าว

ลมหนาวที่ใครหลายคนเฝ้ารอ อาจพาอันตรายหลายอย่างมาสู่ลูกน้อย เตือนคุณพ่อคุณแม่-ผู้ปกครองอย่าชะล่าใจ คอยสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น หากพบว่าเด็กมีอาการที่แตกต่างไป ควรรีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คอาการอย่างทันท่วงที อย่าให้หน้าหนาวนี้มาทำร้ายสุขภาพของลูกคุณ

Leave a comment