
จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล
วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
จ่อชงมาตรการต่อลมหายใจ อุ้ม5กลุ่มสู้วิกฤต เปราะบาง/ขนส่ง/เกษตรกร ทั้ง”เติมเงิน/บัตรคูปอง”ดูแล เหนือ-อีสานดีเซลเกลี้ยงปั้ม
“พิพัฒน์”ยันสงกรานต์ปั๊มไม่แห้ง ขณะที่“เอกนิติ”เข็นมาตรการอุ้ม 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน เล็งอัดฉีดเงินใส่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผุดคูปองดิจิทัลเติมน้ำมันราคาพิเศษช่วยกลุ่มเกษตรกร ประมง ขนส่งสาธารณะ แท็กซี่/วินมอเตอร์ไซค์ได้หมด ทั้งปล่อยซอฟต์โลนต่อลมหายใจภาคอุตสาหกรรม ด้านจังหวัดอำนาจเจริญวิกฤต!ชาวบ้านแห่เข้าคิวรอรถน้ำมันข้ามคืนลาม7อำเภอ เติมแค่ 500 บาท
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มี.ค.ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เรียกหารือรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือแก้วิกฤตพลังงาน โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สงกรานต์ไม่ขาดน้ำมัน
ต่อมาเวลา 16.30 น. นายพิพัฒน์ เป็นประธานการประชุม หารือสถานการณ์ด้านพลังงาน โดยมี รัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เข้าร่วมประชุม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เป็นการประชุมต่อจากวันก่อน โดยแต่ละขั้นตอนขอให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายงานข้อมูลปัจจุบันที่เกี่ยวข้องเพื่อการสอบถามข้อมูลของแดชบอร์ดไปด้วยในตัว เริ่มจากโรงกลั่นว่าสามารถผลิตน้ำมันแต่ละประเภทได้เท่าไหร่ มีการใช้น้ำมันสำรองเข้าสู่ระบบแล้วเท่าไหร่ กี่ลิตรต่อวัน มีการกระจายน้ำมันไปยังกลุ่มต่างๆ ทั้งจ๊อบเบอร์และสถานีบริการน้ำมันแล้วเท่าไหร่ สำหรับผู้ค้าตามมาตรา 7 ขอให้ช่วยนำเสนอผลการดำเนินงานหน้าสถานีบริการว่าในทางปฏิบัติประชาชนเริ่มเข้าถึงน้ำมันได้สะดวกขึ้นและสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วหรือยัง
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่วันหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งคนจะเดินทางมากขึ้น ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงอยากจะหารือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าระบบการกระจายน้ำมันของเรามีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสนับสนุนการเดินทางกลับบ้านและท่องเที่ยวของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด และมีปัญหาอะไรที่เราต้องจะแก้ต่อไป
เข็นมาตรการอุ้ม5กลุ่ม
ก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมในการออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (Targeted Subsidy) เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และไม่บิดเบือนกลไกราคาตลาด โดยในส่วนนี้ได้เตรียมมาตรการเพื่อดูแล 5 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน ได้แก่ 1. กลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยจะเป็นการให้ความช่วยเหลือผ่านกลไกลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่มี 13.4 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลมีฐานข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว แนวทางการช่วยเหลือจะเป็นการ เติมเงินเข้าบัตรโดยตรง โดยขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจำนวนเงินและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องรอการอนุมัติงบประมาณจากรัฐบาลชุดใหม่
“แนวทางช่วยเหลือที่อยู่ระหว่างการพิจารณา มีอยู่ 2 ช่องทางหลัก คือ มาตรการด้านค่าอาหาร และค่าไฟฟ้า โดยรายละเอียดเรื่องวงเงินช่วยเหลือต่อคน ขณะนี้สำนักงบประมาณกำลังอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ หากมีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็จะต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง โดยกระทรวงการคลังทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเรื่องนี้” นายเอกนิติ กล่าว
แทกซี่วินจยย.ได้หมด
2.กลุ่มขนส่งสาธารณะและขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านราคาสินค้า จะได้รับความช่วยเหลือผ่านกระทรวงคมนาคม ครอบคลุมทั้งรถบรรทุกราว 3.6 แสนราย รถประจำทางเกือบ 3 หมื่นราย รวมถึงแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์ รูปแบบการช่วยเหลืออาจเป็นการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการหรือคนขับโดยตรง หรือใช้ระบบคูปองดิจิทัลในการเติมน้ำมันราคาพิเศษ
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือแนวทางช่วยเหลือ ซึ่งอาจพิจารณาจ่ายเป็นเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังศึกษารายละเอียดอยู่ อาจใช้รูปแบบคูปองสำหรับผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถตู้ และวินรับจ้าง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อยู่ในหมวดขนส่งโดยตรง ซึ่งต้องรอให้กระทรวงคมนาคมจัดทำข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าผลกระทบส่งผ่านไปถึงใครบ้าง กลุ่มเปราะบางมีใครบ้าง และควรใช้ช่องทางใดในการช่วยเหลือให้ตรงจุด
ช่วยเหลือเกษตรกร/ประมง
3.กลุ่มเกษตรกร โดยรัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การดูแลราคาปุ๋ยที่ได้รับผลกระทบจากราคา LNG และน้ำมันในตลาดโลก โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะมีการบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อให้เข้าถึงเกษตรกรอย่างทั่วถึง
ขณะที่กลุ่มประมงที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลนั้น รัฐบาลมีแผนจะนำน้ำมัน B20 มาใช้ทดแทนน้ำมันเขียว โดยตั้งเป้าให้มีราคาถูกกว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มประมาณ 5 บาท แม้จะมีข้อกังวลเรื่องราคาปาล์มน้ำมันที่อาจสูงขึ้น แต่รัฐบาลเชื่อว่าการพุ่งเป้าไปที่ B20 จะช่วยทั้งกลุ่มประมงและเกษตรกรสวนปาล์มไปพร้อมกัน โดยมีกระทรวงคมนาคมเป็นผู้ประสานงานหลัก
4.กลุ่มผู้รับเหมางานภาครัฐที่เผชิญปัญหาต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้นจนเริ่มมีการชะลอการทำสัญญา รัฐบาลจะใช้กลไกของสำนักงบประมาณในการ ปรับค่า K (Escalation Factor) เพื่อชดเชยส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นกว่าที่เคยทำสัญญาไว้ เพื่อให้โครงการภาครัฐสามารถดำเนินต่อไปได้ตามปกติ และ 5.กลุ่มภาคอุตสาหกรรมและบริการอื่น ๆ โดยรัฐบาลได้เตรียมมาตรการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้ธุรกิจสามารถปรับตัวได้ในภาวะวิกฤต
“วันนี้มันเป็นเกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ของโลก และการไปฝืนราคาตลาด มันทำให้เกิดความบิดเบือน สิ่งที่เราเจอกัน คือ อะไรก็ตามที่เราไปฝืนกลไกราคา ผมมองว่ามันจะทำให้เกิดทั้งเหตุการณ์กักตุน และทำให้เกิดการเสียทรัพยากรด้านงบประมาณโดยที่ไม่จำเป็น” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุ
พาณิชย์เพิ่มสินค้าควบคุม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เผยแพร่ผ่านการแถลงในศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าและค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด
สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าโดยรวม พบว่าสินค้ายังมีปริมาณเพียงพอ แม้บางรายการ เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ และไข่ไก่ มีการปรับราคาสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบ รวมถึงสินค้าบรรจุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มตามห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่อาหารปรุงสำเร็จในตลาดยังคงตรึงราคาเพื่อรักษาฐานลูกค้า
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เรียกประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าควบคุมอีก 12 รายการ ส่งผลให้จำนวนสินค้าควบคุมรวมเพิ่มเป็น 71 รายการ
แม่ฮ่องสอนดีเซลขาดแคลนหนัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยพาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่อำเภอขุนยวม เพื่อติดตามสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสกักตุนสินค้าในช่วงภาวะวิกฤตพลังงาน
จากการตรวจสอบที่ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาขุนยวม พบมีรถมารอต่อคิวเติมน้ำมันเป็นจำนวนมาก ทางปั๊มยังคงมีน้ำมันให้บริการแต่ต้องออกมาตรการควบคุมเพื่อให้กระจายสินค้าได้ทั่วถึง ดังนี้ 1.น้ำมันดีเซล: รถยนต์ส่วนบุคคลเติมได้ไม่เกิน 1,000 บาท, รถบรรทุกไม่เกิน 3,000 บาท ส่วนการนำถังมาเติมจำกัดที่ 100 ลิตร และ 2.เบนซิน/แก๊สโซฮอล์: ยังคงให้เติมได้เต็มถัง แต่หากนำถังมาเติมจะจำกัดที่ 400 ลิตร
ในส่วนของ สถานีบริการน้ำมัน พีที สาขาขุนยวม พบว่าน้ำมันดีเซลหมดสต๊อกชั่วคราว มีเพียงน้ำมันกลุ่มเบนซินให้บริการเท่านั้น โดยได้รับแจ้งว่าจะมีการส่งน้ำมันเข้ามาเติมอีกครั้งในช่วงเย็นวันเดียวกัน ขณะที่สถานีบริการน้ำมันขนาดเล็กส่วนใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนพบปัญหาดีเซลหมดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นที่ต้องการสูงทั้งในกลุ่มขนส่งและเครื่องจักรทางการเกษตร
อำนาจเจริญเข้าคิวข้ามคืน/ลาม7อำเภอ
จ.อำนาจเจริญ ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญยังคงอยู่ในสภาวะตึงเครียดโดยพบว่าทุกสถานีบริการน้ำมันในจังหวัด มีประชาชนนำรถส่วนตัวและรถบรรทุกมาจอดรอคิวตั้งแต่เช้ามืด โดยหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำมันดีเซลหมดสต็อก และต้องรอรถขนส่งเข้ามาเติมในช่วงค่ำ
ขณะที่ อ.ชานุมาน ปรากฏภาพชาวบ้านจำนวนมากจูงลูกหลานหิ้วแกลลอนน้ำมันวิ่งกูรูกันเข้าคิวที่ปั๊ม ปตท.ในตัวอำเภอเพื่อรอรถน้ำมันมาส่งในช่วงค่ำเช่นเดียวกับที่อ.ปทุมราชวงศาที่ปั๊มน้ำมันบ้านสหกรณ์ เมื่อรถน้ำมันมาถึงเวลา 18.30น.(24มี.ค.)ประชาชนนับร้อยต่างกรูเข้าเติมน้ำมันจนเจ้าหน้าที่ต้องจัดระบบบัตรคิวเพื่อป้องกันความวุ่นวาย อีกทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนในอ.พนา, อ.เสนางคนิคม, อ.หัวตะพาน และอ.ลืออำนาจเช่นกัน
ปุ๋ยยังหนัก จี้รัฐเร่งตัดสินใจนำเข้าใหม่
นายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัชนายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทยเปิดเผยว่าภาพรวมตลาดปุ๋ยโลก ขณะนี้ยังอยู่ในภาวะผันผวน โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทั้งในด้านการผลิตและการส่งออกขณะที่เส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีข้อจำกัดมากขึ้น ส่งผลให้การจัดหาสินค้าเผชิญความท้าทายทั้งด้านราคา ระยะเวลาและการขนส่ง สะท้อนว่าวิกฤตปุ๋ยโลกในปัจจุบันกระทบพร้อมกันทั้งระบบ และไม่น่าคลี่คลายในระยะสั้น แม้ไทยยังมีสต๊อกรองรับได้ถึงฤดูกาลผลิตใหม่ พร้อมแนะให้ภาครัฐเร่งตัดสินใจเชิงนโยบาย หาแหล่งนำเข้าใหม่ และหารือผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง