อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon

อธิบดีกรมการข้าว พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค Low Carbon”ชูโมเดล กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.13 น.

 “อธิบดีกรมการข้าว”พลิกโฉมชาวนาไทยสู่ยุค “Low Carbon”ชูโมเดล “กลุ่มเครือข่ายชาวนาร่วมใจ” นำร่อง เชื่อมตลาด ร้านอาหารผ่าน ฉลาก Low Carbon

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาคาร์บอนต่ำ  ต้นแบบการทำนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ “กลุ่มชาวนาข้าวรวมใจ” ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ในฐานะกลุ่มเกษตรกรรายแรกของภาคกลางที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารผ่านการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงประกอบกับการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญ กับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การผลิตข้าวยั่งยืน กลายเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการผลิตข้าวไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานและความต้องการของตลาดโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริม สนับสนุน การดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชน ในกระบวนการผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแนวทางการจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม เช่น การจัดการน้ำในนาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร รวมถึงการลดการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยให้ศูนย์ข้าวชุมชน ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวจำนวน 6,853 แห่ง ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569) ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการปลูกข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Low Carbon Rice) โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและเพิ่มขีดความความสามารถในการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทย  

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ ในการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาแบบดั้งเดิม สู่การทำนาแบบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยเทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) รวมถึงการบริหารจัดการฟางข้าวโดยไม่เผาทิ้ง จึงเป็นการช่วยลดโลกร้อน ลดต้นทุนการผลิต และได้ข้าวที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Carbon Footprint  และเป็นกลุ่มเกษตรกรรายแรกในพื้นที่ภาคกลางที่ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอน สร้างความเชื่อมั่นและความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ การันตีว่าข้าวผ่านกระบวนการผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ยกระดับจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว สู่การเป็นต้นแบบ “การปลูกข้าวลดโลกร้อน” (Low Carbon Rice) ตามนโยบายกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า “ความสำเร็จของศูนย์ข้าวชุมชนคลอง 13 เป็นก้าวสำคัญของกรมการข้าวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ชาวนารักษ์โลก” เพื่อยกระดับข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับเทรนด์การบริโภคระดับสากล ซึ่งถือเป็นต้นแบบสำคัญที่พิสูจน์ว่า ชาวนาไทยสามารถปรับตัวเข้ากับวิกฤตภูมิอากาศได้จริง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลก โดยกรมการข้าวเตรียมนำความสำเร็จนี้ไปต่อยอด เพื่อจัดทำเป็นคู่มือ “Smart Farmer Low Carbon” ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ศูนย์ข้าวชุมชนทั่วประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันไทยสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกข้าวคาร์บอนต่ำในภูมิภาค และสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) ขณะเดียวกัน อยู่ระหว่างพัฒนาระบบดิจิทัลติดตามการลดก๊าซเรือนกระจกในนาข้าว (MRV) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลและขอรับรองคาร์บอนเครดิตได้ง่ายขึ้น รวมถึงจัดทำ “ทะเบียนเกษตรกรสีเขียว” เชื่อมโยงข้อมูลแปลงนา เพื่อการบริหารจัดการที่แม่นยำ ในส่วนของด้านการตลาด เตรียมสร้างแบรนด์ “DeCarbon Rice” บนบรรจุภัณฑ์ เพื่อสื่อสารเรื่องการลดคาร์บอนให้ผู้บริโภครับรู้ พร้อมเชื่อมโยงตลาดพรีเมียม และจับคู่ธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ส่งออกหรือห้างค้าปลีก เพื่อสร้างโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การทำนาคาร์บอนต่ำ ตลอดจนพัฒนาเครือข่าย “Smart Farmer” เป็นศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ และส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต

Leave a comment