
น้ำมันอิหร่านถูกจริง! แต่ไทยกล้ารับไหม? อัษฎางค์ เปิดผลดี-ผลเสีย ที่รัฐบาลต้องคิดหนัก
วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.
วันที่ 27 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ประเทศไทยควรรับข้อเสนอนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากอิหร่านหรือไม่
เป็นประเด็นทางนโยบายต่างประเทศและเศรษฐกิจมหภาคที่มีความซับซ้อนสูง และไม่มีคำตอบตายตัวว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” ผลดีที่อาจเกิดขึ้น (หากรับข้อเสนอ)
1. หากไทยสามารถนำเข้าน้ำมันในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกได้จริง จะช่วยแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลดค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจในช่วงที่เศรษฐกิจมีความท้าทาย
2. จะเป็นรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับขั้วอำนาจทางเลือก เป็นการรักษาน้ำใจและสานต่อความสัมพันธ์อันดีกับอิหร่าน (ซึ่งเคยมีส่วนช่วยเจรจาปล่อยตัวเรือไทยและแรงงานไทยในอดีต) ตามแนวทางการทูตแบบแสวงหามิตรทุกฝ่าย
ผลเสียและความเสี่ยงที่ต้องระวัง
1. ประเทศไทยมีสถานะเป็น “พันธมิตรหลักนอกนาโต ของสหรัฐฯ การทำข้อตกลงซื้อน้ำมันจากรัฐบาลที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอย่างหนัก อาจถูกมองว่าเป็นการท้าทายจุดยืนทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือทางทหาร การค้า และการทูตในมิติอื่นๆ
2. การเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรรอง ซึ่งจะกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด สหรัฐฯ มีกฎหมายลงโทษบริษัทหรือหน่วยงานต่างชาติที่ทำธุรกรรมกับภาคพลังงานของอิหร่าน หากไทยตัดสินใจซื้อ บริษัทที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปตท., โรงกลั่นน้ำมัน, หรือธนาคารพาณิชย์ของไทยที่รับโอนเงิน) อาจถูกตัดออกจากระบบการเงินของสหรัฐฯ ถูกอายัดทรัพย์สิน หรือห้ามทำธุรกิจกับชาติตะวันตก ซึ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจอาจมากกว่ามูลค่าส่วนลดค่าน้ำมัน
เรื่อง Secondary Sanctions หรือ การคว่ำบาตรรอง เป็นเหมือน “ดาบอาญาสิทธิ์ทางการเงิน” ที่ทรงพลังที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ต้องคิดหนักและมักจะยอมถอยเมื่อมีข้อเสนอขายน้ำมันราคาถูกจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร
กลไกที่ทำให้คำขู่นี้ศักดิ์สิทธิ์คือ “เงินดอลลาร์สหรัฐ” และ “ระบบการเงินโลก” หากบริษัทไทย (เช่น ปตท. หรือธนาคารพาณิชย์) ตกลงซื้อน้ำมันและโอนเงินให้อิหร่าน สหรัฐฯ จะใช้มาตรการลงโทษดังนี้
1. ธนาคารไทยที่ทำธุรกรรมนั้น จะไม่สามารถใช้เงินดอลลาร์ในการชำระเงินระหว่างประเทศได้อีกต่อไป (ซึ่งแทบจะเป็นการฆ่าตัวตายทางธุรกิจ เพราะการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ใช้เงินดอลลาร์)
2. หากบริษัทหรือธนาคารนั้นมีทรัพย์สินหรือบัญชีอยู่ในเขตอำนาจศาลสหรัฐฯ จะถูกอายัดทันที
3. ผู้บริหารบริษัทอาจถูกห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ หรือทำธุรกรรมใดๆ กับชาติตะวันตกหากไทยรับข้อเสนอน้ำมันจากอิหร่าน รัฐบาลอาจได้น้ำมันราคาถูกมาใช้ชั่วคราว แต่ภาคเอกชนที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ (เช่น บริษัทเดินเรือ โรงกลั่นน้ำมัน และธนาคารพาณิชย์) จะต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงระดับ “วิกฤตองค์กร” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีธนาคารพาณิชย์หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายใด ที่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในบัญชีดำของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC) อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริงก็ยังมีบางประเทศที่แอบซื้อน้ำมันอิหร่านอยู่แบบลับๆ ผ่านเครือข่ายเรือผีทัพมืด (Dark Fleet) ที่ปิดสัญญาณติดตามเรือและแอบถ่ายโอนน้ำมันกลางทะเล
ข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์และการเงิน
1. อิหร่านถูกตัดออกจากระบบโอนเงินระหว่างประเทศ (SWIFT) ไทยจึงไม่สามารถจ่ายเงินซื้อน้ำมันด้วยวิธีปกติได้ ต้องใช้ระบบ Barter Trade (แลกเปลี่ยนสินค้า) หรือชำระด้วยสกุลเงินอื่นซึ่งมีความซับซ้อนสูง
2. บริษัทประกันภัยทางทะเลระดับโลกมักปฏิเสธการให้ความคุ้มครองเรือที่ขนส่งน้ำมันจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร หากเกิดอุบัติเหตุหรือน้ำมันรั่วไหล ไทยอาจต้องรับผิดชอบความเสียหายมหาศาลเอง
ข้อเท็จจริงที่ควรทราบเรื่อง “ราคาน้ำมัน”
ข้อมูลที่ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินในอิหร่านอยู่ที่ “0.3 สตางค์ต่อลิตร” นั้น เป็นความจริงในบริบทของ ราคาขายปลีกภายในประเทศที่รัฐบาลอิหร่านอุดหนุน (Subsidize) อย่างมหาศาลเพื่อให้สวัสดิการแก่ประชาชนของตนเอง ในความเป็นจริงทางเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ หากมีการส่งออก
1. ราคาขายจะไม่ใช่ราคาอุดหนุนในประเทศ แต่จะเป็นราคาตลาดโลกที่นำมาหักส่วนลดพิเศษ
2. ต้องบวกต้นทุนค่าขนส่งทางเรือข้ามมหาสมุทร
3. ต้องบวกค่า “ความเสี่ยง” ในการดำเนินงานและการประกันภัยเรือ
ดังนั้น หากน้ำมันล็อตนี้เดินทางมาถึงโรงกลั่นในประเทศไทย ราคาต้นทุนที่แท้จริงจะไม่ได้ต่ำในระดับเศษสตางค์ตามที่เป็นข่าว
สรุป
การตัดสินใจของรัฐบาลไทยจะต้องใช้การทูตแบบ “ไผ่ลู่ลม” อย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น กับความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์และเสถียรภาพทางสถาบันการเงินในระยะยาว