เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

เบื้องหลังดีเซล +6 บาท! พิพัฒน์ แจงยิบ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

“พิพัฒน์”เปิดเบื้องหลังดีเซลพุ่งพรวด 6 บาท จำเป็นสกัดน้ำมันเถื่อน ให้เลิกประกาศดึกเหตุทัวร์ลง ชี้เหตุ กบน.เคาะขึ้นราคาดีเซลก้าวกระโดด ชี้ต้องรักษาส่วนต่างราคาไม่ให้ห่างจากมาเลเซีย ป้องกันการลักลอบขนออกนอกประเทศ โต้ข้อครหาอินไซด์เอื้อปั๊ม PT เตือนหากสถานการณ์ไม่จบดีเซลมีสิทธิ์แตะ 50 บาท ยืนยันสงกรานต์นี้น้ำมันไม่ขาดปั๊ม สยบข่าวไอ้โม่งกักตุน ชี้เป็นเพราะคนตื่นตระหนก กางหน้าตักกองทุนน้ำมันติดลบได้ 1.2 แสนล้าน

27 มีนาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) ชี้แจงถึงกรณีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลแบบก้าวกระโดด 6 บาทต่อลิตรในคืนเดียว ว่า มาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง และการรักษาระยะห่างของราคากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย

“ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมีแผนจะปรับขึ้นเพียง 3 บาท ตามนโยบายที่คุยกันในช่วงเย็นวันนั้น หากมาเลเซียยังคงราคาไว้ที่ประมาณ 38 – 39 บาท แต่ปรากฏว่าในช่วงค่ำ ตลาดสิงคโปร์ปิดตัวด้วยราคากระโดดสูงขึ้น และมาเลเซียได้ปรับราคาน้ำมันรวดเดียว 7 บาท ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 45 บาทต่อลิตร หากไทยปรับขึ้นเพียง 3 บาท จาก 33 บาท เป็น 36 บาท จะทำให้ส่วนต่างราคาน้ำมันระหว่างไทยกับมาเลเซียห่างกันเกือบ 10 บาท ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการลักลอบเติมน้ำมันข้ามแดน โดยรถขนส่งจะหันมาเติมน้ำมันฝั่งไทยที่ได้รับการอุดหนุนแล้ววิ่งกลับไป ซึ่งถือเป็นการสูญเสียของประเทศ การตัดสินใจขึ้น 6 บาทรวด จึงเป็นการแก้ปัญหาทั้งเรื่องส่วนต่างราคาและหยุดยั้งสภาวะโกลาหลที่ประชาชนแห่กักตุนน้ำมันจนขาดปั๊ม”

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเด็นการประกาศขึ้นราคากลางดึกนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มีการประกาศตอน 22.00 น.อีกแล้ว เพราะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนทัวร์ลงเต็มบ้าน โดยเตรียมหารือกับ กบน.ในเวลา 18.00 น.ตามปกติ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า

สำหรับข้อครหาที่ว่ารู้ข้อมูลอินไซด์ล่วงหน้าและเอื้อประโยชน์ให้สถานีบริการน้ำมัน PT (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) กักตุนน้ำมันเพื่อทำกำไรนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวยืนยันว่า ตนไม่ทราบตัวเลข 6 บาทล่วงหน้า โดยเพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งจาก รมว.พลังงาน ในเวลาประมาณ 21.00 น.กว่าๆ ก่อนจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ และนายกรัฐมนตรีก็เพิ่งทราบเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน

นายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงว่า ได้ลาออกจากการเป็นผู้บริหารของบริษัทมานานถึง 23 – 24 ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งเท่านั้น และน้องชายเป็นผู้บริหารสูงสุด นอกจากนี้ PT เป็นบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) บริหารงานอย่างอิสระ ตนไม่สามารถเข้าไปชี้นำหรือสั่งการใดๆ ได้ พร้อมท้าให้ผู้ที่วิจารณ์รอพิสูจน์จากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 และผลประกอบการรวมต่อปีของบริษัท ว่าจะมีกำไรก้าวกระโดดผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ในส่วนของปั๊ม PT ที่มีน้ำมันขายในขณะที่ปั๊มอื่นขาดแคลนช่วงแรกนั้น นายพิพัฒน์อธิบายว่า PT เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่มีโรงกลั่นของตนเอง จึงต้องทำสัญญาซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นหลายแห่งเพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น ไทยออยล์, IRPC, บางจาก เมื่อเกิดวิกฤต ผู้บริหารจึงต้องเร่งเจรจากับทุกโรงกลั่นให้ปล่อยน้ำมันตามโควตาขั้นสูงสุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อแฟรนไชส์กว่า 2,000 แห่ง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ามีไอ้โม่งรายใหญ่กักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร แต่เกิดจากปัจจัย 2 ส่วน คือบริษัทขนส่งและไซต์งานก่อสร้างปกติจะสั่งน้ำมันมาเติมในแท็งก์แบบพอใช้ แต่เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ทุกแห่งจึงสั่งเติมเต็มแท็งก์สำรองเอาไว้เพื่อป้องกันปัญหา และพฤติกรรมประชาชนที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ขับรถจนน้ำมันเกือบหมดจึงค่อยเติม เปลี่ยนมาเป็นน้ำมันลดลงเพียงขีดเดียวก็รีบเข้าปั๊มเพื่อเติมให้เต็มถังทันที เมื่อรถยนต์นับล้านคันทำพร้อมกัน จึงเกิดเป็นกองทัพมด ที่ทำให้น้ำมันหายไปจากระบบวันละหลายสิบล้านลิตร

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 1 บาท โดยรอ กกต.อนุมัติ และนายกรัฐมนตรีได้ส่งการบ้านให้สมาคมโรงกลั่นพิจารณาปรับลดค่าการกลั่น เพื่อช่วยเหลือประเทศ หากปฏิเสธ รัฐบาลอาจต้องนำมาตรการทางกฎหมายอย่าง “ภาษีลาภลอย” มาบังคับใช้กับกำไรส่วนเกิน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้เสนอแนวทางนี้ให้กระทรวงการคลังไปศึกษาแล้ว

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตั้งเพดานอุดหนุนจนติดลบไว้ที่ 120,000 ล้านบาท และรัฐบาลยังมีเครื่องมือทางภาษีสรรพสามิตเหลือให้ใช้เล่นต่อได้อีกประมาณลิตรละ 5 – 6 บาท อย่างไรก็ตาม หากใช้เครื่องมือทุกอย่างจนหมดแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ราคาจะเท่าไหร่ก็ต้องเป็นไปตามนั้น คือต้องปล่อยให้ลอยตัว”

เมื่อถามถึงโอกาสที่ราคาน้ำมันดีเซลจะพุ่งไปถึงลิตรละ 50 บาท นายพิพัฒน์ตอบว่า “ผมว่าไปถึง ถ้าเหตุการณ์ยังไม่จบ” โดยให้เหตุผลว่าราคาพลังงานต้องอิงตามตลาดสิงคโปร์และประเมินเปรียบเทียบกับมาเลเซียเป็นหลัก ซึ่งแม้แต่มาเลเซียที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังไม่สามารถอั้นราคาไว้ได้

นายพิพัฒน์ ให้คำมั่นว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ ได้เตรียมแผนสำรองสูงสุดโดยจัดเตรียมรถบรรทุกน้ำมันเคลื่อนที่ไปจอดสแตนด์บายตามจุดพักรถและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยืนยันว่าช่วงสงกรานต์น้ำมันจะไม่ขาดสถานีบริการอย่างแน่นอน “ไม่มีก็ต้องด่าผมอยู่แล้ว ผมก็รับอยู่แล้ว ผมมีหน้าที่ที่ต้องไปบริหารจัดการร่วมกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ทุกราย”

Leave a comment