
เช็คเรตติ้งปี’69 โพลชี้‘เท้งนำ-หนูจี้ติด’ แนะฝ่ายค้านเลิกโวหาร
วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
นิด้าโพลเช็คเรตติ้งการเมืองปี’69 พบคนยังหนุน “เท้ง-ณัฐพงษ์” นั่งนายกฯอันดับหนึ่ง ขณะที่ “อนุทิน” จี้ติดมาเป็นที่สอง ด้านสวนดุสิตระบุดัชนีการเมือง มีนาคมร่วงทุกตัวชี้วัด เผยแก้ปัญหาความยากจนได้คะแนนต่ำสุดสะท้อนผลการบริหารของรัฐบาลท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางพร้อมจี้ฝ่ายค้านหาทางออกร่วมกันดีกว่าโต้คารมโวหารชิงความได้เปรียบทางการเมือง
เมื่อวันที่ 29 มีนาคม2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง
จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
ส่วนอันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)อันดับ7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)เป็นต้น
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชนอันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทยอันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
อันดับ 6 ร้อยละ2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อับดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติอับดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี อับดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทยร้อยละ 2.32 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชนและร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,181 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม เฉลี่ย 3.89 คะแนนลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้ 4.30 คะแนน
ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.35คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหาความยากจน ได้คะแนนเฉลี่ย 3.49 คะแนนทั้งนี้กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุดคือกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 34.20 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ร้อยละ 20.84
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงสะท้อนผลจากการบริหารงานของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ภาพรวมยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ปัญหาในภาพกว้าง
“เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเพิ่มความกังวลและลดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐในภาวะวิกฤติคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดของเดือนนี้จึงเป็นผลจากการรับมือของรัฐบาลด้วยการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย”ดร.พรพรรณ กล่าว
ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีทุกตัวมีตัวเลขที่ลดลงต่ำกว่าเดือนกุมภาพันธ์ทั้งหมดและเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนให้คะแนนดัชนีแต่ละตัวส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 จากคะแนนเต็ม 10 มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568
ทั้งนี้หากเรียงลำดับจากมากไปน้อยจะพบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45 ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งกลับได้คะแนนเพียง 3.49
ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รับความคาดหวังมากที่สุดจากประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ณ เวลานี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนและควรพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน
“ฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาทในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาลมากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกันซึ่งท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐที่ล้มเหลวในภาวะสงคราม” ผศ.ยอดชาย ระบุ