‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

‘รมว.พม’ ย้ำทำงานเชิงรุก เร่งช่วยกลุ่มเปราะบาง สร้างระบบคุ้มครองทางสังคม

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวคำปราศรัยต่อประธานรัฐสภา (นายโสภณ ซารัมย์) คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

นายนิกร กล่าวว่า ในโอกาสที่ตน ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านทั้งในมิติประชากร เศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคม ตนตระหนักดีว่า ภารกิจด้านสังคมในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ตามความหมายเดิม แต่เป็นการดูแล “ความมั่นคงของมนุษย์ทั้งสังคม” ในบริบทใหม่ที่มีทั้งเด็กเกิดน้อย สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนสูง และความเปราะบางรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น

ในโอกาสนี้ ตนขอแสดงความขอบคุณต่ออดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งสองท่าน ท่านวราวุธ ศิลปอาชา และท่านอัครา พรหมเผ่า ที่ได้วางรากฐานสำคัญของการพัฒนาสังคมไทยไว้ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ การพัฒนาระบบสวัสดิการ และการสร้างเครือข่ายภาคี ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญ ที่ทำให้การทำงานในระยะต่อไป สามารถต่อยอดและขยายผลได้อย่างมีทิศทาง สำหรับแนวทางการทำงานของตนและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในระยะต่อไป นั้น ตนเห็นว่า “ความเร่งด่วน” ในวันนี้ คือการทำให้ระบบคุ้มครองทางสังคม สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชนได้อย่างทันท่วงที และไม่ตกหล่น โดยเฉพาะใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

ประการแรก การดูแลกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์วิกฤต ทั้งปัญหาฝุ่น PM2.5 และภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เร่งขยาย “ห้องปลอดฝุ่นแรงดันบวก” ในศูนย์และสถานต่าง ๆ ในสังกัด พร้อมทั้งจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในทุกจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็วควบคู่กับการเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ทั้งเงินอุดหนุนฉุกเฉิน การลดภาระค่าใช้จ่าย และมาตรการด้านที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย 

ประการที่สอง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว โดยเริ่มตั้งแต่การดูแลเด็กและเยาวชนตั้งแต่ปฐมวัย ซึ่งยังมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว โดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบางและครัวเรือนแหว่งกลาง พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับสังคมสูงวัย และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการ ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม ทั้งในด้านรายได้ สุขภาพ การพัฒนาศักยภาพ และการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ดำเนินการผ่านการส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุ การสนับสนุนกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศูนย์ดูแลในชุมชน และการผลักดันหลักการ Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ และไม่ถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อม

ประการที่สาม การปรับรูปแบบการทำงานของรัฐ จากการช่วยเหลือรายกรณี ไปสู่การสร้าง “ระบบคุ้มครองทางสังคมที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ” โดยมุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก การใช้ข้อมูลในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย และการบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานในทุกระดับ เพื่อให้การช่วยเหลือไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการสร้างโอกาสและความมั่นคงในระยะยาว ในส่วนของข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ทั้งจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา 

ตนขอเรียนว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้รับฟังและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเรื่องการขยายสวัสดิการเด็กเล็กให้ครอบคลุมมากขึ้น การปรับระบบสวัสดิการให้มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงได้จริง การดูแลกลุ่มคนจนรูปแบบใหม่ และชนชั้นกลางที่มีภาระหนี้สูง รวมถึงข้อเสนอด้านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การยกระดับบทบาทของเด็กและเยาวชน และการดูแลกลุ่มชาติพันธุ์ ให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ตลอดจนข้อเสนอด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย และการผลักดัน Universal Design เพื่อให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติในสังคม ทั้งนี้ ตนขอเรียนอย่างชัดเจนว่า ข้อเสนอแนะเหล่านี้ จะไม่หยุดอยู่เพียงในเวทีอภิปราย แต่จะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางการทำงานของกระทรวง ทั้งในเชิงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในระดับพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาสังคมของประเทศ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม เป็นธรรม และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตของประชาชน 

“ตนเชื่อว่า การพัฒนาสังคม ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งสภา รัฐบาล และสังคมโดยรวม และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน บนพื้นฐานของข้อมูล ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง” นายนิกร กล่าวท้าย

Leave a comment