ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/562839
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ม.ค. 2559 19:33

รมว.เกษตรฯ แจง แก้ปัญหาราคายางตก ระบุ กยท.เข้าดูแล รับซื้อยางแผ่นดิบจากชาวสวน กก.ละ 45 บาท ปริมาณ 1 แสนตัน มูลค่า 4,500 ล้าน คาดเริ่มตั้งจุดรับซื้อยางได้ 25 ม.ค.นี้ พร้อมแก้ปัญหาระยะสั้น-ยาว ยันไม่เคยคิดน้อยใจลาออก ละทิ้งหน้าที่ไม่ได้ …
วันที่ 14 ม.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขราคายางตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การติดตามราคายาง และพบว่าราคายางลดลงอย่างผิดปกติ ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค. 58 จนถึงต้นเดือน ม.ค. 59 โดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับผู้ประกอบการยางพารา 4 องค์กร ให้ช่วยกันรักษาระดับราคาไม่ให้ไหลลงไป และพร้อมจะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าควบคุมสถานการณ์ จนราคาหยุดไหลงลง และค่อยๆ ขยับขึ้น จนล่าสุด ครม. เมื่อวันที่ 12 ม.ค. มีมติอนุมัติการรับซื้อยางพาราจำนวน 1 แสนตันจากเกษตรกรโดยตรงในราคานำตลาด
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาราคายางพารา (14 ม.ค.) ได้เคาะราคารับซื้อยางแผ่นดิบจากชาวสวนยางในราคา กก.ละ 45 บาท ในปริมาณ 1 แสนตัน คิดเป็นเงินประมาณ 4,500 ล้านบาท เริ่มเข้าซื้อยางตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. 59 โดยคณะกรรมการ กยท.จะเข้าไปกำกับดูแล ส่วนยางก้อนถ้วยและน้ำยางสด จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์
เบื้องต้น กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม เสนอตัวเลขที่ต้องการใช้ยาง ยังไม่นับกระทรวงอื่นๆ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฯลฯ รวม 8 กระทรวง จะเสนอความต้องการมาที่กระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้รวบรวม โดยวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.) อคส.จะเชิญหน่วยงานเหล่านี้มาประชุมเพื่อปรับความต้องการซื้อให้ตรงกับปริมาณยางที่รัฐบาลจะรับซื้อ 1 แสนตัน แล้วก็จะนำเข้าสู่กระบวนการ สำหรับเงินจำนวน 4,500 ล้านบาทที่จะนำมาซื้อยาง 1 แสนตันนั้น จะมาจากเงินของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ตามมาตรา 49 ของ พ.ร.บ.การยางฯ ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า สามารถใช้เงินส่วนหนึ่งเข้ามาดำเนินการตรงนี้ได้
สำหรับการแก้ปัญหาราคายางพาราด้านเกษตร มีทั้งในส่วนของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการวางรากฐานที่จะสร้างความเข้มแข็งยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งงานในส่วนของการวางรากฐานจะไม่เห็นผลในระยะ 1-2 เดือน เช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเกษตรกรให้มาปลูกพืชตามแนวคิดของกระทรวง ซึ่งนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่วางรากฐาน เพราะไม่เห็นผลในทันที จะทำงานในลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“แต่วันนี้รัฐบาลนี้ทำ 2 เรื่องพร้อมกัน เพราะฉะนั้นบางเรื่องอาจจะใช้เวลาและความอดทน แต่จำเป็น ไม่เช่นนั้นอนาคตของเราจะไม่มีถ้าเราไม่วางรากฐาน เราเคยพูดถึงเรื่องโซนนิ่งแต่มันไม่เกิด เราเคยพูดเรื่องจะให้เกษตรกรปลูกสินค้าเกษตรในอนาคตข้างหน้าตามความต้องการของตลาด ซึ่งมันเปลี่ยนไปหมด สภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจเปลี่ยนไปหมด”
สำหรับกระแสข่าวว่าน้อยใจจนคิดลาออกจากตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ นั้น ยืนยันว่าไม่น้อยใจ โดยจะยังทำหน้าที่ต่อไป ขณะเดียวกันได้ให้กำลังใจข้าราชการของกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนด้วย จะท้อแท้น้อยใจไม่ได้ ซึ่งเร็วๆ นี้ ปัญหาภัยแล้งก็จะมาอีก และน่าจะหนักกว่าปัญหายางพารา ซึ่งได้ออกมาตรการไปก่อนล่วงหน้า 3 เดือนแล้ว และเริ่มเดินหน้าไปแล้ว แต่การจะสร้างความเข้าใจกับคนทั้งประเทศก็เป็นเรื่องยาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่เราจะท้อแท้ ต้องเดินหน้าและมุ่งมั่นทำต่อไป
ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการมาตรการช่วยเหลือชาวสวนยาง ภายหลังมีมติอนุมัติแต่งตั้ง ประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 8 คน ได้มีการประกาศรายชื่อผู้แทนจากกรรมการโดยตำแหน่งอีก 7 คน ได้แก่ ผู้แทนกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมีผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นกรรมการ และเลขานุการโดยตำแหน่งอีก 1 คน ซึ่งถือว่าครบองค์ประกอบแล้ว โดยได้กำหนดให้มีการประชุมนัดแรกภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งแก้ปัญหายางพาราให้เดินหน้าต่อได้โดยเร็ว
ส่วนการสรรหาผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ได้ดำเนินการสรรหามาก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง เนื่องจากคุณสมบัติผู้สมัครไม่ครบถ้วน ล่าสุด กำลังตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครเพิ่มเติม แม้ขณะนี้กระบวนการสรรหายังไม่เรียบร้อย แต่เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานต่างๆ จะไม่ติดขัด เนื่องจากมีผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยปฏิบัติงานอยู่
ด้าน นายเชาว์ ทรงอาวุธ รักษาการ ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า เงิน กยท. ขณะนี้มีอยู่ 31,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 15% จะจัดสรรเป็นทุนประเดิมของ กยท.หรือ 4,600 ล้านบาท ส่วนที่ 2 ประมาณ 23,000 ล้านบาท จัดสรรเป็นภาระผูกพันกับชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการปลูกแทน 40% และที่เหลือ 3,000 ล้านบาท เป็นในส่วนของกองทุนพัฒนายาง
ทั้งนี้ มาตรา 49 พ.ร.บ.การยาง ระบุแนวทางการใช้เงินของ กยท.ได้ใน 6 กรณี คือ 10% ใช้ในการบริหาร 40% นำไปใช้ส่งเสริมการปลูกแทน 35% ใช้ในการส่งเสริมการพัฒนาผลผลิต เรื่องการแปรรูป การตลาด และที่เหลือใช้ในการรักษาเสถียรภาพราคา 5% ใช้ในการวิจัย 7% ใช้สร้างสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรแล้ว และอีก 3% ใช้สร้างเสถียรภาพให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาคม หรือกลุ่มสหกรณ์ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณในสัดส่วนที่กล่าวมาไม่เพียงพอ สามารถตั้งงบประมาณเสนอของจากสำนักงบประมาณได้ โดยเงิน 4,500 ล้านบาทที่จะนำมาซื้อยาง 1 แสนตัน สามารถยืมมาจากงบประมาณในส่วนของการปลูกแทนนำมาใช้ก่อนได้ เพราะมีเวลาผูกพัน 6 ปีครึ่ง โดยรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณเพื่อชดเชย.