ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/562420
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ม.ค. 2559 06:15

“สมคิด” กระตุกคนไทยให้คิดในทางบวก
“สมคิด” ให้คิดบวก ท้าพิสูจน์ผลงาน ก่อนวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบแนวทางประชารัฐ หยุดคิดเจ้าสัวจะมากินประเทศ รายใหญ่ฮุบรายเล็ก ชี้ถึงเวลาคนรวยมาช่วยคนจน จี้ผู้ว่าฯเป็นนักพัฒนาสร้าง “จีดีพี” ให้ประเทศ “ฐาปน” หนุนเต็มที่พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยวท้องถิ่น จัดสัมมนาสร้างความคึกคัก
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงาน บันทึกลงนามความร่วมมือ “สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งสู่เศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน” ระหว่างองค์กรชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานภาคเอกชนในความร่วมมือตามแนวทางประชารัฐว่า ได้ขอความร่วมมือกับภาคเอกชนให้รับซื้อสินค้าจากภาคเกษตร เนื่องจากเมื่อเกษตรกรผลิตสินค้าเพิ่มจะต้องมีตลาดให้เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งจะต้องได้รับความเอื้อเฟื้อจากภาคเอกชน โดยเอกชนทุกค่ายทุกสำนักจะมาร่วมมือกัน และองค์กรเหล่านี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับต่างประเทศ แทนที่จะรวยคนเดียวเก็บเงียบคนเดียวจะเชื่อมโยงกับเกษตรกรในท้องถิ่นนำสินค้าไปจำหน่ายในร้านโมเดิร์นเทรดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย
“สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน ใครจะมองในทางที่เป็นเชิงลบบอกว่านี่ทำไมถึงเอารายใหญ่มาฮุบรายเล็ก เจ้าสัวจะมากินประเทศ ท่านที่เคารพ ประเทศไทยทุกคนเป็นคนไทย เมื่อคนไทยตั้งใจจะมาช่วยกันเอง เราควรจะคิดให้เป็นบวกซะ ถ้าพวกเราไม่ช่วยพวกเขาก็รวยกันอยู่แล้ว แต่วันนี้มันเป็นหน้าที่ของคนรวยที่จะต้องเข้ามาช่วยคนจนไม่อย่างนั้นเมืองไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ฉะนั้นถ้าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กรุณาเถอะครับ ประเทศไทยลำบากมานานแล้วให้คิดในทางบวก พูดในทางบวก ให้กำลังใจทุกคน ถ้าไม่เชื่อในขณะนี้ไม่เป็นไร ให้รอดูแต่อย่าเพิ่งทำในสิ่งที่ดีให้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี ขอให้เห็นใจนายกรัฐมนตรี ให้เวลาท่านบ้าง ให้รอพิสูจน์ผลงานว่าพวกเราทำอะไรได้บ้าง ถ้าทำไม่ได้ เราก็จะบอกว่าเราทำเต็มที่แล้ว แต่จะทำได้ไม่ได้ไม่ใช่แค่ ครม.ชุดนี้ แต่เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศต้องปลุกจิตสำนึกใหม่ว่าประเทศจะเจริญได้อยู่ที่คนไทยทุกคน ไม่ใช่ไม่พอใจเปลี่ยนครม.แล้วประเทศจะเดินได้อย่างไร”
นายสมคิดกล่าวว่า การเกษตรไม่จำเป็นต้องผลิตแค่ยางดิบ ยางแผ่น หรือข้าวเปลือก ข้าวสาร แล้วนำมาจำหน่ายในราคาถูกเท่านั้น สินค้าเหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าขึ้นเป็นทวีคูณได้ในต่างประเทศโดยการแปรรูปขึ้นมา แต่เนื่องจากภาคเอกชนในอดีตไม่สนใจที่จะไปลงทุนการแปรรูปการเกษตรในชนบทเพราะขาดแรงจูงใจที่เพียงพอ แต่ในขณะนี้กระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กำลังออกแบบมาตรการจูงใจให้เกษตรกรที่ต้องการลงทุนในชนบท หรือบริษัทเอกชนที่ต้องการไปลงทุนในตำบลหรืออำเภอ สร้างโรงแปรรูป หรือโรงงานต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร จะให้สิ่งจูงใจเป็นพิเศษ
“บริษัท ก.เป็นบริษัทขนาดยักษ์ที่ไม่เคยสนใจเข้าไปสู่ระบบธุรกิจเกษตร หากสามารถจูงใจให้ร่วมลงทุนกับเกษตรกร สามารถยกระดับการแปรรูปสินค้าเกษตร นำไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ สิ่งที่ลงทุนไปจะสามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งจากวันนี้เป็นต้นไป เราจะเริ่มยุคใหม่แห่งการปฏิรูปเกษตรอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากเรื่องของเอสเอ็มอีเกษตรอุตสาหกรรมต่อหนึ่งตำบล”
สำหรับการท่องเที่ยวนั้น หากสามารถกระจายไปยังท้องถิ่น สร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆเพิ่มขึ้น และรักษาแหล่งท่องเที่ยวไว้ให้ยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม หรือเป็นการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวย จะทำให้เศรษฐกิจชนบทเติบโตเร็วมาก ทุกตำบลและทุกอำเภอของไทยล้วนมีแหล่งท่องเที่ยว แต่ไม่เคยทำกันอย่างจริงจัง ซึ่งปีนี้จะเป็นปีเริ่มต้นที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเริ่มลงทุนในการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทุกตำบล ทุกอำเภอ โดยได้ขอความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดช่วยกันดูว่าจะทำอย่างไรจะช่วยกันโปรโมตหนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว หรือหนึ่งอำเภอหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวอยู่แล้วแต่จะทำอย่างไรที่จะเจียระไนขึ้นมาให้เป็นเพชร ดึงให้เศรษฐีภูธรมาเที่ยว ดึงให้เศรษฐีในกลุ่มซีแอลเอ็มวีมาเที่ยว ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกำลังสำคัญที่สุด หากเป็นนักพัฒนาจะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยเพิ่มขึ้นมาได้อีกมาก เพราะการพัฒนาที่แท้จริงคือการขับเคลื่อนประชาสังคมให้ชีวิตมีมาตรฐานมีความสุขมากขึ้น ไม่ใช่การปั๊มจีดีพีว่าจะโตกี่เปอร์เซ็นต์
ขณะที่นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนอยากเห็นการขับเคลื่อนตามแนวทางประชารัฐมีผลออกมาใน 3 ด้านคือ การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแบบยั่งยืน โดยในส่วนของการท่องเที่ยวในท้องถิ่นที่จะดำเนินการในระยะสั้น คือภาคเอกชนจะมีงบประมาณในการจัดประชุมสัมมนา ฝึกอบรมอยู่ทุกปีในส่วนนี้จะมุ่งจัดในระดับพื้นที่ท้องถิ่น ให้เกิดการพักโรงแรม ซื้อสินค้าท้องถิ่น และช่วยประชาสัมพันธ์บอกต่อให้คนรับรู้ให้คนไทยสนับสนุนคนไทยด้วยกันเอง นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังจะเชื่อมโยงในด้านของการจัดหาตลาดให้กับเกษตรกรด้วย.